ซีซวนใช้ชีวิตอยู่เมืองผ่านไปหลายวัน แต่ไม่มีท่าทีว่าองค์ชายเก้าจะกลับมาเพื่อแต่งงานกับตนเองเสียที นางคิดว่าอ๋องทรราชคนนี้ช่างเป็คนที่ไม่สนโลกเสียจริง เอาแต่ใจตนเองเป็ที่สุด เขามิได้มองเห็นความสำคัญของใครนอกจากตัวเองเลยหรือ เมื่อนางเห็นว่ารอเขาทำให้เสียเวลาเปล่า ดังนั้นจึงคิดแก้แค้นคืนโดยปล่อยให้เขาเป็ฝ่ายรอตนบ้างเช่นกัน เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็เก็บข้าวของจำเป็บางส่วนพร้อมกับขี่ม้าตัวงามออกจากเมืองหลวงไป และได้เขียนจดหมายฝากให้ทหารคนสนิทนำไปถวายให้ฮองเต้ใจความในจดหมายได้บอกไว้ว่า
“เรียนฝ่าา........หม่อมฉันซีซวนขออนุญาติกลับไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่ที่อำเภอเถี่ยนถัง ถ้าหากองค์ชายเก้ากลับมาก็ให้เขารอหม่อมฉันหากหม่อมฉันเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วยท่านพ่อท่านแม่เสร็จแล้วหม่อมฉันจะกลับมาเพื่อแต่งงานกับองค์ชาย ขอฝ่าาโปรดทรงอภัยให้หม่อมฉันด้วยเพค่ะที่มิได้มาลาด้วยตนเอง ขอบพระทัยฝ่าาล่วงหน้าที่ทรงอนุญาติ”
ครั้นเมื่อฮองเต้ได้อ่านจดหมายของนาง ก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงใจ เพราะพระองค์คิดว่าพระชายาที่เลือกให้บุตรชายตนนั้นช่างเหมาะสมกันอย่างยิ่ง หากแต่ในอนาคตพระองค์ก็หวังว่านางจะสามารถปราบพยศบุตรชายผู้นี้แทนตนได้ คิดแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆด้วยความภูมิใจ ที่ตนสามารถมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง หวังกง กง ที่ยืนคอยรับใช้อยู่ข้างๆเห็นเช่นนั้นก็คิดว่าวันนี้ฮองเต้ของตนนั้นดูมีความสุข เพราะเขามิได้เห็นพระองค์มีความสุขเช่นนี้มานานแล้ว
ครั้นเมื่อซีซวนเดินทางมาถึงอำเภอเถี่ยนถังบ้านเกิดของตน นางก็รีบเข้าไปในบ้านที่แสนอบอุ่นของตนอย่างมิรอช้าโดยก่อนที่นางจะมานั้นท่านพ่อกับท่านแม่ของนางมิได้รู้เื่เลยแม้แต่น้อย ครั้นเมื่อนางเข้าไปในบ้านนางก็ยืนแอบมองท่านพ่อของนางที่กำลังรดน้ำต้นดอกโบตันที่อยู่ในกระถางสวยงาม ทันใดท่านพ่อของนางก็เหลือบมาเห็นบุตรสาวอันเป็ที่รักยืนอยู่ น้ำใสๆมันก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากตายากที่จะห้ามมันได้อีกต่อไป
“ท่านพ่อข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ ข้ากลับมาแล้ว”
“ลูกพ่อเป็เ้าจริงๆด้วย เ้ากลับมาหาพ่อแล้ว....พ่อดีใจเหลือเกิน”
ทั้งสองพ่อลูกก็โผเข้ากอดกันกลมด้วยความคิดถึง นางมิได้กับบ้านมาเกิดมานานหลายปี ทำได้เพียงส่งเงินทองของรางวัลที่
ฮองเต้พระราชทานมาให้ท่านพ่อท่านแม่ของตนมิได้ขาด ส่วนตนนั้นก็ประจำอยู่ที่ทิศเหนือ ครั้นพ่อแม่ของนางได้เงินทองของรางวัลมามากมาย พวกเขาก็นำเงินทองเ่าั้ไปซื้อที่ดินไว้เพื่อปลูกข้าวและพืชผักไว้เลี้ยงชีพ เมื่อเวลาผ่านไปที่ดินที่ค่อยๆซื้อเก็บสะสมก็มีมากมายหลายร้อยไร่ แต่พวกท่านก็มิได้หวงแหนเห็นแก่ตัวแต่อย่างใด กลับมีใจเอื้อเฟื้อแบ่งที่ทำกินให้แก่ชาวบ้าน ที่ไร้ที่ทำกินเป็ของตนเองให้มาปลูกข้าวและพืชผักเลี้ยงชีพ โดยที่มิได้เก็บค่าเช่าแต่อย่างใด ดังนั้นท่านพ่อท่านแม่ของนางจึงเป็ที่รักใคร่ของคนในอำเภอเถี่ยนถังเพราะความมีน้ำใจแบ่งปัน ครั้นท่านแม่ของซีซวนที่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวได้ยินเสียงดังเอะอะอยู่หน้าบ้านก็รีบออกมาดู เพราะเกรงว่าสามีของตนจะเป็อะไรไป เมื่อนางมาถึงภาพตรงหน้าที่เห็นก็คือบุตรสาวที่นางเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดได้มายืนอยู่ต่อหน้าตรงนั้นแล้ว นางก็ดีใจจนแทบจะเป็ลมล้มพับไป ครั้นเมื่อซีซวนเห็นท่านของตนกำลังจะล้มทั้งยืนก็รีบเข้าไปประคองนางไว้
“ท่านแม่ท่านแม่ ท่านไม่สบายหรือถึงได้เป็เช่นนี้ ท่านไปหาหมอดีหรือไม่ข้าจะพาท่านไปเอง”
“ซีซวนซีซวนเป็เ้าจริงๆเป็เ้าจริงๆ หึ...เ้ายังคิดว่าข้าเป็แม่เ้าอยู่หรือไม่ ถึงได้กลับมาหาข้าเอาป่านนี้”
นางก็แกล้งเง้างอนบุตรสาวตนเอง
“โธ่ท่านแม่เ้าค่ะลูกกลับมาหาท่านแล้วอย่างไร มิได้คิดถึงข้าหรอกหรือถ้าเช่นนั้นข้ากลับเมืองหลวงก็ได้ หากท่านแม่ไม่้าข้าแล้ว”
นางก็อ้อนท่านแม่ของตนประหนึ่งเด็กน้อยสิบขวบครั้นท่านพ่อเห็นท่านแม่กับบุตรสาวแง่งอนกันก็อดที่จะหัวเราะออกมามิได้
“ถ้าเช่นนั้นข้าว่าก็ไม่ต้องมีใครต้องคุยอะไรกันแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้าย”
ท่านพ่อของซีซวนก็แกล้งพูดแหย่ฮูหยินกับบุตรสาว
“โถ่...ข้าล้อเล่นเ้าค่ะท่านแม่ท่านพ่อ ข้าคิดถึงพวกท่านเป็ที่สุด”
ทั้งสามก็กอดกันกลมอย่างมีความสุข
“ยัยหนูของแม่เ้ามาหาแม่ได้อย่างไร เหตุใดฮองเต้ถึงยอมให้เ้ากลับมา”
“เอ่อ..คือว่าท่านแม่ท่านพ่อข้าจะต้องแต่งงานกับองค์ชายเก้าเ้าค่ะ”
“หา!!!!!!.....เ้าว่าอย่างไรนะ นะ นะไหนลองพูดใหม่อีกที”
ท่านพ่อกับท่านแม่ของนางยังไม่เชื่อกับคำพูดของนาง
“ข้า...จะ...แต่ง...งาน..กับ..องค์..ชาย..เก้า...”
นางก็พูดเว้นวรรคที่ละคำด้วยเสียงที่ดังไปทั่วทั้งเรือน
“ตายแล้ว!!!!......เหตุใดถึงได้เป็เช่นนี้โธ่ลูกแม่ แม่ว่าเ้าไปขอฮองเต้ไม่ต้องแต่งงานกับองค์ชายผู้นี้”
“ขัดราชโองการมิได้เ้าค่ะท่านแม่ จักต้องโทษปะาเก้าชั่วโครต”
นางพูดเน้นเสียงใส่หน้าท่านแม่ของตนและก็นึกขำท่านแม่ที่มีทีท่ากังวลเช่นนี้
“จะทำอย่างไรกันดีเ้าค่ะท่านพี่ลูกจะต้องแต่งงานกับคนเช่นนั้น ใครๆต่างก็รู้ว่าองค์ชายเก้าผู้นี้นิสัยต่ำช้าเพียงไร”
“เอาน่า..ฮูหยินเ้าอย่าพึ่งร้อนใจไปข้าว่าลูกสาวเราน่าจะมีทางหนีที่ไล่ไว้แล้ว”
“ใช่ดั่งที่ท่านพ่อพูดเ้าค่ะท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วงข้า ข้าเอาตัวรอดได้”
นางก็มิได้แสดงความหนักใจให้ท่านพ่อท่านแม่ตนเห็นเพราะกลัวพวกท่านจะคิดมาก ได้แต่พูดปลอบทั้งสองให้สบายใจ
ซีซวนพักผ่อนอยู่ที่บ้านของตนอย่างสบายใจ เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปหลายวัน โดยที่นางไม่คิดกังวลเื่ใดเมื่อกลับมาอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ของนาง ่เวลาที่มีความสุขที่สุดก็คือ่เวลาที่อยู่กับท่านพ่อท่านแม่ของตน พวกเขามักจะเห็นนางเป็เด็กน้อยเสมอในสายตาถึงแม้ว่านางนั้นจะโตเป็ผู้ใหญ่แล้วก็ตาม ใน่ตอนเช้าของอีกวันเมื่อนางตื่นขึ้นมาก็จะมีท่านแม่ของนางค่อยจัดแจงทำอาหารเช้าเตรียมให้นาง นางก็ได้กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับท่านพ่อท่านแม่อย่างมีความสุข หากนางหยุด่เวลาแห่งความสุขนี้ไว้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย
เมื่อเวลาล่วงเลยไปหลายวัน จากหลายวันกลายเป็หลายอาทิตย์ซีซวนก็ยังเฉยเมยกับการแต่งงานของตนเอง นางคิดว่าหากเขาไม่กลับมาแต่งงานกับนางก็คงดี นางจะได้อยู่กับท่านพ่อท่านแม่ของนางไปนานๆและจะได้กลับไปประจำการที่ชายแดนเหนือบ้านหลังที่สองของตน และเป็อีกวันที่ท่านพ่อกับท่านแม่ของนางพาชาวบ้านไปช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวที่ปลูกไว้ บัดนี้รวงข้าวในนานั้นเหลืองอร่ามไปทั่วท้องนา และที่ท้องนานั่นก็มีเสียงนกการ้องและบินว่อนเต็มไปทั่ว ต้นดอกเหมยที่อยู่ในท้องนาก็เริ่มออกดอกสีขาวสลับกับสีชมพูบานสะพรั่งไปทั่วบริเวณ ซีซวนเมื่อมาถึงที่นาของตนเองก็ยืนมองและรำลึกถึงตอนที่นางเคยเก็บเกี่ยวข้าวช่วยท่านพ่อกับท่านแม่สมัยยังเป็เด็กน้อย บัดนี้นางอยากกลับไปใช้ชีวิตดั่ง่วัยเด็ก เพราะมิต้องรับผิดชอบอะไรมากมายดั่งเช่นทุกวันนี้ ครั้นนางก็ถอนหายใจเฮือกๆเมื่อคิดถึงว่าจะต้องแต่งงาน ครั้นก็มีชาวบ้านมาช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิตในไร่นาของนาง ไม่นานนักทุกคนก็เก็บเกี่ยวข้าวในนากันอย่างขะมักเขม้นรวมถึงซีซวน บรรยากาศภายในท้องนาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานของชาวบ้านที่มาช่วยกันเก็บเกี่ยว บ้างก็ร้องเพลงบ้างก็ตบมือให้จังหวะรวมถึงซีซวนก็ร่วมร้องเพลงไปกับพวกเขา ท่านแม่ของนางก็เดินเข้ามาหาบุตรสาวด้วยความเป็ห่วง กลัวว่านางจะทำงานในนาไม่ไหว
“ซีซวนเ้าขึ้นไปนั่งพักเถิดเดี๋ยวทางนี้แม่จะจัดการเอง”
“ใช่ซีซวนเ้าไปพักเถิดเดี๋ยวทางนี้พวกน้าจัดการเอง”
ทั่งท่านแม่กับชาวบ้านที่มาช่วยต่างก็กลัวนางจะทำแบบพวกเขาไม่ไหว นางคิดว่าพวกเขาลืมไปแล้วหรือนางคือแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรของแคว้นฟ่านหรงเหตุใดเกี่ยวข้าวเช่นนี้นางจะทำไม่ไหวกัน
“พวกท่านมิรู้จักซีซวนหรือไรเกี่ยวข้าแค่นี้ซีซวนมิเคยไม่มีคำว่าไม่ไหว ซีซวนมิใช่เด็กน้อยแล้วนะเ้าค่ะท่านแม่ท่านน้า”
นางก็ยืนขึ้นทำท่ายืดอกแล้วตบที่หน้าอกตัวเองให้พวกเขาดูด้วยท่าทางที่องอาจพวกเขาต่างก็หัวเราะอย่างสนุกสนานกับท่าทีของนาง ถึงแม้นางจะโตแล้วพวกเขาก็ยังมองเห็นนางว่าเป็ดั่งเด็กน้อยมิรู้ความ ชาวบ้านที่นี้ต่างก็เห็นนางมาั้แ่ยังเยาว์วัย ทุกคนต่างก็รักและเอ็นดูนางมาโดยตลอดเพราะความใสซื่อมีน้ำใจ จึงทำให้นางเป็ที่รักมิแพ้ท่านพ่อท่านแม่ของนาง และคนที่นี้ต่างก็ภาคภูมิใจในตัวนาง ที่สามารถสอบเข้าไปรับใช้ราชสำนักได้และมีตำแหน่งเป็ถึงแม่ทัพใหญ่คุมทหารมากมายออกรบกับสามแคว้น ชัยชนะของนางมันก็ทำให้ชาวบ้านอยู่กันอย่างผาสุก ครั้นเมื่อถึง่เที่ยงทุกคนก็พักกินอาหารมื้อเที่ยงและก็พักผ่อนเพราะเมื่อยล้าจากการเก็บเกี่ยว และซีซวนเองก็นึกทำอะไรแผลงๆโดยที่นางเอาผ้าสีดำปิดบังหน้าตาตนเองเอาไว้ ไม่ช้านางก็ขึ้นไปนอนทอดกายอยู่บนกิ่งต้นดอกเหมยที่มีขนาดใหญ่ ครั้นนางเผลอหลับไปได้สักพักหนึ่งก็มีเสียงควบม้ามากมายวิ่งผ่านลอดใต้ต้นไม้ตรงที่นางนอนอยู่ แต่ขบวนม้านั่นกลับหยุดอยู่ข้างล่างต้นไม้ที่นางนอนเอนกายอยู่ นางยังหลับตาอยู่แต่นางรู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ด้านล่าง นางคิดว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีความประสงค์สิ่งใดกันถึงได้หยุดขบวน
“เ้าเ้า ได้ยินหรือข้าหรือไม่”
นางก็มิได้ตอบรับกลับแกล้งหลับมิได้สนใจพวกเขาจึงทำให้ชายผู้หนึ่งที่นั่งสง่าองอาจอยู่บนหลังม้าคิดหมั่นใส้ เขาก็เอาก้อนหินเล็กๆปาใส่นางเพราะคิดว่านางนั้นเป็บุรุษ และเขาก้อนหินนั่นก็ตรงไปที่หัวของนางอย่างแม่นยำ
“โอ้ย...เ้าเ้า เหตุใดถึงกล้าทำเช่นนี้กับคนที่ไม่รู้จัก ทำเกินไปแล้ว”
ครั้นนางก็รีบลุกขึ้นเปลี่ยนจากนอนกลับมานั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่นั่น
“เ้าจะโทษข้ามิได้ในเมื่อคนของข้าเรียกเ้าแล้วแต่เ้าแสร้งมิได้ยินเอง”
พอได้ยินเสียงเขากลับคิดในใจว่าคนผู้นี้ที่แท้เป็สตรี แต่เหตุใดถึงได้เอาผ้าปิดบังหน้าตาเอาไว้
“เ้าทำเกินไปแล้วนะเหตุใดถึงได้นิสัยชอบทำร้ายคนเช่นนี้”
นางก็ด่าทอกลับไปด้วยความโมโหทั้งที่ยังมีผ้าปิดบังหน้าตาเอาไว้ นางคิดว่าก็ยังดีทำให้อีกฝ่ายมิได้เห็นหน้าตาของตน แต่นางกลับเห็นหน้าตาของเขาฝ่ายเดียว และเมื่อนางมองพิจารณาที่รูปร่างหน้าตาของเขาเหตุใดชายคนนี้ช่างคุ้นหน้ายิ่งนัก ประหนึ่งว่าเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน และนางสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหนวดเคราดำเข้ม แต่กลับมิได้ปกปิดหน้าตาที่หล่อเหลาของเขาเอาไว้ได้ เหตุใดชายผู้นี้ถึงได้รูปงามดั่งเช่นเทพบุตรเช่นนี้ ครั้นเมื่อคิดว่าเขาเป็คนปาก้อนหินใส่ตนก็เลิกคิดถึงหน้าตาที่หล่อเหลาของเขาทันที
“ข้าขอโทษเ้าก็แล้วกันหากทำให้เ้าโกรธแต่ข้าเรียกเ้าเพราะข้าอยากขอความช่วยเหลือได้หรือไม่”
เขาพูดจาอ่อนโยนกับนางต่างจากท่าทีเมื่อสักครู่ที่ดูเย่อหยิ่งยโสและมันก็ทำให้นางปรับอารมณ์ตามไม่ทัน หากไม่้าให้ช่วยคงมิพูดจาดีเช่นนี้
“เ้ามีอะไรก็พูดมาหากช่วยได้ข้าจะช่วย”
“เ้าพอจะมีอาหารและน้ำแบ่งให้พวกข้าได้หรือไม่ข้าขอแค่มื้อเดียว”
“อืม....เหตุใดจะไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นรอข้าสักครู่เถิด”
นางก็รีบวิ่งไปที่หาท่านพ่อกับท่านแม่แล้วก็ห่ออาหารมาให้พวกเขาจนครบทุกคน
“ข้าขอบใจเ้ามาก หากวันหน้าได้เจอกันข้าจะตอบแทนคืนให้เ้า”
“ไม่เป็ไร...เ้ามิต้องตอบแทนข้า เื่แค่นี้เองข้ามิถือว่าเป็บุญคุณหรอก ถ้าเช่นนั้นไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อน”
ซีซวนพูดจบก็รีบหันหลังเดินออกมาจากกลุ่นคนเ่าั้ไปอย่างไวเพราะมิอยากอยู่ใกล้นาน นางสังเกตว่าชายกลุ่มนั้นมิใช่คนธรรมดาต่างก็เป็ยอดฝีมือมีวรยุทธเป็แน่ หากคนกลุ่มนี้คิดไม่ดีนางจะได้ตั้งหลักก่อน ชายหนุ่มที่ดูสง่างามผู้นั้นก็มองตามหลังนางอย่างไม่ละสายตา
“ข้ายังมิได้เห็นหน้าตาของนางเลยข้าจะได้จดจำนางไว้แม้แต่ชื่อข้าก็ยังมิได้ถาม”
“ถ้าเช่นนั่นองค์ชายจะให้ข้าตามไปสอบถามนางหรือไม่พะยะค่ะ”
“ไม่จำเป็น่าจะเป็ชาวบ้านที่นี่คงหาตัวไม่ยากอย่าเสียเวลากับเื่แค่นี้เลยรีบกินแล้วรีบออกเดินทางกันต่อเถิด”
“รับทราบพะยะค่ะองค์ชายเก้า”