ภายในสนามบินสุวรรณภูมิผู้คนที่มีหลากหลายเชื้อชาติกำลังเดินกันให้ขวักไขว่ดูราวกับมดงานไม่มีผิดหญิงสาวร่างบอบบางซึ่งมองปราดเดียวก็รับรู้ได้ว่าเป็คนเอเชียแน่ๆกำลังเดินมุ่งตรงไปที่ประตูทางออกของสนามบินโดยที่ข้างกายของเธอมีเหล่าชายฉกรรจ์ชาวอิตาลีที่สวมชุดสูทอย่างดีถึงสี่คนคอยเดินประกบเพื่อระแวดระวังภัยให้ไม่ห่างเท่านี้ยังไม่พอยังมีเด็กสาวหน้าตาธรรมดาๆ ชาวอิตาลีเพิ่มมาอีกคนคอยติดตามมาด้วย
ศิศิราทำหน้าเซ็งจัดขณะเดินไปยังรถที่ทางโรงแรมจัดมารับหญิงสาวเดินจ้ำๆ โดยไม่คิดมองใครเลยเพราะไม่อยากตกเป็เป้าสายตาคนอื่นไปมากกว่านี้นี่ถ้าไม่ติดว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์อันตรายละก็ เธอไม่มีวันยอมให้พี่ชายทำแบบนี้กับเธออย่างเด็ดขาดเชียวเธอไม่อยากจะคิดเลยว่าหากไปอยู่บ้านที่เชียงรายแล้วจะตกเป็เป้าสายตาของคนในหมู่บ้านมากแค่ไหนดูท่าคงได้ตอบคำถามกันจนเหนื่อยล่ะ
เมื่อเข้ามาอยู่ในรถและรถเคลื่อนตัวออกจากสนามบินสู่ใจกลางเมืองแล้วศิศิราก็หันไปสนใจสภาพบ้านเมืองของแผ่นดินเกิดของตนเอง ภายในระยะเวลาสองปีกว่าๆที่เธอไม่อยู่ กรุงเทพฯ ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักและรถยังคงติดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงหญิงสาวนั่งเซ็งอยู่ในรถอยู่นานกว่ารถจะมาหยุดจอดที่หน้าโรงแรมอัสโตโน่ โรงแรมสุดหรูที่พี่ชายของเธอได้จัดการจองห้องพักเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ศิศิราตั้งใจจะพักอยู่ในกรุงเทพฯสองวันก่อนจะขึ้นเหนือไปพักอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองลำดับต่อไป ขณะรอให้คนของเธอจัดการเช็กอินอยู่นั้นหญิงสาวก็กวาดตามองภายในโรงแรมด้วยความพึงพอใจ ที่นี่ตกแต่งได้สวยงามและหรูหราสมกับราคาที่แพงหูฉี่ห้องพักที่พี่ชายเธอจองไว้ให้นั้นราคาต่อคืนสามารถจ่ายเป็เงินเดือนให้กับพนักงานระดับกลางของโรงแรมเป็สิบเท่าได้เลยทีเดียว
“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณหนู” ลิลลี่ สาวใช้ประจำบ้านที่สเปนซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ติดตามมารับใช้เธอเอ่ยอย่างนอบน้อมศิศิราพยักหน้ารับแล้วเดินตามพนักงานของโรงแรมขึ้นลิฟต์ไปยังห้องพักที่จองเอาไว้เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องและเหลือเพียงเธอกับสาวใช้เพียงสองคนแล้วหญิงสาวก็เดินสำรวจดูห้องพักของตนเองก่อนจะไปหยุดยืนอยู่ที่ผ้าม่านสีขาวนวลซึ่งพอลิลลี่เห็นปุ๊บก็รีบเดินไปดึงเชือกเปิดผ้าม่านให้ทันทีอย่างรู้ใจนายและทำท่าจะเลื่อนประตูกระจกใสออกให้หากศิศิราไม่เอ่ยห้ามไว้เสียก่อน
“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันเปิดเอง”
“ค่ะ”ลิลลี่รับคำแล้วเดินกลับไปจัดเสื้อผ้าเข้าตู้เสื้อผ้าต่อ
ศิศิราเลื่อนประตูออกแล้วก้าวออกไปที่บริเวณระเบียงของห้องพักชั้นที่เธอพักอยู่คือชั้นที่สิบแปดซึ่งโรงแรมนี้มีทั้งหมดยี่สิบชั้นสำหรับลูกค้าแล้วชั้นที่สิบแปดคือชั้นสูงสุดเพราะชั้นที่เหลือเป็ออฟฟิศและเป็ที่อยู่ของเ้าของโรงแรมนั่นเองสายลมยามเย็นพัดโชยเอื่อยๆ ช่วยคลายความร้อนอบอ้าวได้มากนัก หญิงสาวยืนกอดอกมองดูวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯในยามเย็นด้วยความพึงพอใจ เมืองกรุงในยามพระอาทิตย์ใกล้อัสดงนั้นดูสวยงามและมีเสน่ห์ชวนหลงใหลอย่างน่าประหลาดนักแม่น้ำเ้าพระยาที่เห็นอยู่ไม่ไกลนั้นทำให้เธอนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของคนไทยขึ้นมาจึงตั้งมั่นไว้ว่าพรุ่งนี้เธอจะต้องไปกราบพระแก้วมรกตที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามให้ได้
ศิศิรายืนชมวิวอยู่พักใหญ่จนความมืดเข้าปกคลุมไปทั่วลิลลี่จึงเดินออกมาหาแล้วถามอย่างนอบน้อมเช่นเคย
“คุณหนูหิวหรือยังคะ”
“ก็...นิดหน่อยแต่สั่งมาทานเลยก็ได้เธอล่ะ หิวหรือยัง ถ้าหิวแล้วก็สั่งอาหารของโรงแรมมาทานได้เลยนะอ้อ...บอกพวกบอดี้การ์ดด้านนอกด้วยนะ”
“ค่ะ คุณหนูอยากทานอะไรคะดิฉันจะสั่งให้ค่ะ”
ศิศิรานิ่งคิดไปครู่ก่อนจะยิ้มกริ่มออกมา
“อาหารไทยฉันอยากกินอาหารไทยมากเลย เดี๋ยวฉันจัดการสั่งเองดีกว่า”ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินเริงร่าเข้าไปภายในห้องเพื่อจัดการสั่งอาหารไทยมาทานซึ่งก็ไม่ลืมสั่งเผื่อทุกคนด้วยเช่นกันเมื่อโทรสั่งอาหารเสร็จศิศิราก็จัดการโทรศัพท์หาพี่ชายต่อเมื่อนึกถึงคำสั่งของพี่ชายขึ้นมาได้ที่ว่ามาถึงโรงแรมเมื่อไรให้โทรหาเขาทันที
“โทรมารายงานตัวแล้วเ้าค่ะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสซึ่งเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากผู้เป็พี่ชายได้ในทันที
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะ”
“เรียบร้อยดีค่ะไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิดเดียว”เธอยังพูดเล่นอย่างอารมณ์ดี
“ทำเป็พูดเล่นไปเถอะพี่เป็ห่วงนะรู้ไหม เอาล่ะ แค่นี้ก่อนนะเพราะพี่กำลังประชุมอยู่เดี๋ยวประชุมเสร็จแล้วพี่จะโทรหาอีกทีนะจ๊ะ”
“ค่ะ”
“ดูแลตัวเองให้ดีนะ”
“ค่ะพี่เฟรโด้ก็เหมือนกันนะคะ”ศิศิรากล่าวลาอีกคำสองคำก็วางสายไปก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
่เวลาเที่ยงของวันอัลแบร์โต้กับฟานบิเอโก้ลงมาที่ห้องอาหารของโรงแรมเพื่อรับประทานอาหารและตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องอาหารไปด้วยตามปกติแล้วชายหนุ่มจะไม่ลงมาทานอาหารที่นี่แต่จะสั่งให้คนนำอาหารขึ้นไปที่ห้องทำงานของเขาแทนหรือไม่ก็ออกไปทานข้างนอกโรงแรมเมื่อมีนัดกับนักธุรกิจที่รู้จักกัน
อัลแบร์โต้จะลงมาทานอาหารที่ห้องอาหารแห่งนี้ก็ต่อเมื่อต้องรับรองแขกและตรวจงานเท่านั้นซึ่งวันนี้ก็เป็วันที่เขานึกอยากตรวจบรรยากาศภายในห้องอาหารสักหน่อยว่ามีสิ่งใดที่ควรต้องปรับปรุงใหม่หรือไม่เมื่อชายหนุ่มกับบอดี้การ์ดคนสนิทเดินเข้าไปภายในห้องอาหาร ผู้จัดการสาวใหญ่ก็รีบเดินออกมาต้อนรับท่านประธานใหญ่ทันทีหลังจากที่พนักงานเข้าไปบอก
“สวัสดีค่ะท่านประธาน”
อัลแบร์โต้พยักหน้ารับก่อนจะถามขึ้นขณะกวาดตามองสำรวจไปรอบๆห้องอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามและหรูหราสมกับเป็ห้องอาหารภายในโรงแรมชั้นหนึ่งของประเทศ
“่นี้ลูกค้าน้อยอย่างนี้ทุกวันหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ เป็บางวันเท่านั้นแต่่ค่ำของวันนี้ห้องอาหารของเราถูกจองโต๊ะจนเต็มหมดแล้วนะคะ ซึ่งเกือบครึ่งเป็ลูกค้าภายนอกค่ะ”
ชายหนุ่มกวาดตามองอย่างพิจารณาในใจนั้นก็คิดว่าสมควรถึงแก่เวลาแล้วที่ห้องอาหารแห่งนี้จะถูกตกแต่งใหม่เสียทีเพื่อให้ดึงดูดใจลูกค้ามากขึ้นส่วนเื่อาหารเท่าที่เขาทานมาก็รสชาติเยี่ยมทุกอย่างแต่เขาก็คิดว่าควรเพิ่มชนิดของอาหารจากหลายๆชาติให้หลากหลายมากกว่านี้ก็น่าจะดีเห็นทีเขาคงต้องสั่งให้ฝ่ายบุคคลประกาศรับสมัครเชฟฝีมือดีอีกสักสองสามคนเสียแล้ว
อัลแบร์โต้คิดและพูดคุยกับผู้จัดการสาวใหญ่ประจำห้องอาหารอีกหลายประโยคก่อนจะบอกให้อีกฝ่ายกลับไปทำงานตามเดิมไม่ต้องคอยมาดูแลเขาชายหนุ่มเดินตรงไปที่โซนชั้นในสุดของห้องอาหารซึ่งเวลาที่เขามาที่นี่ทีไรก็มักจะไปนั่งแถวบริเวณนั้นทุกครั้งแล้วจู่ๆ อัลแบร์โต้ก็หยุดเดินเสียดื้อๆ เล่นเอาฟานบิเอโก้ที่เดินตามมาติดๆถึงกับเกือบเบรกเท้าไม่ทันบอดี้การ์ดหนุ่มมองตามสายตาผู้เป็นายไปหยุดที่โต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งซึ่งมีผู้หญิงสองคนนั่งทานอาหารอยู่และห่างจากโต๊ะพวกเธอไม่ไกลนักก็มีผู้ชายร่างั์สวมชุดสูทสีดำคอยยืนโอบล้อมเอาไว้อยู่ด้วยนอกจากนี้เขาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าแถวโซนนี้ไม่มีลูกค้าคนอื่นๆ นั่งทานอยู่เลยสักโต๊ะเดียวหากให้เขาเดาผู้หญิงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะนั่นคงจะเป็ลูกพวกมหาเศรษฐีแน่ๆถึงได้มีคนมาคอยคุ้มกันดูแลแบบนี้
ฟานบิเอโก้คิดอยู่ในใจแล้วออกเดินตามผู้เป็นายไปอีกครั้งอัลแบร์โต้จ้องหน้าหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้วยสายตาพราวระยับอย่างยินดีเพราะเขาจดจำได้ในทันทีว่าเธอเป็ใครไม่น่าเชื่อว่าเขาจะได้พบแม่สาวตัวร้ายที่กล้าผลักเขาตกสระน้ำพุในคืนวันงานการกุศลเมื่อหลายเดือนก่อนอีกครั้งเพราะหลังจากเจอกันวันนั้นเขากับเธอก็ไม่เคยพบหน้ากันอีกเลยเวลาออกงานการกุศลทุกครั้งเขามักจะมองหาเธออยู่เสมอเพราะอยากเอาคืนที่เธอทำไว้กับเขาและอยากทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้นไปด้วยแต่เขาก็ไม่เคยเจอเธอเลยจนคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบหน้ากันอีกแล้ว แต่วันนี้จู่ๆเขาก็ได้พบเธอโดยบังเอิญอย่างไม่คาดฝันเขาจึงดีใจมากและไม่พลาดที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับผู้หญิงที่เขาถูกใจั้แ่แรกเห็น
ทว่าเพียงออกเดินได้ไม่กี่ก้าวชายหนุ่มก็ถูกขวางทางจากผู้ชายชุดดำทั้งสองคนเข้าเสียก่อนอัลแบร์โต้หยุดยืนนิ่งและจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่พอใจส่วนฟานบิเอโก้นั้นอยู่ในท่าทางที่เตรียมพร้อมปกป้องผู้เป็นายเต็มที่หากมีเื่กันขึ้นมา
“ผมรู้จักผู้หญิงที่นั่งอยู่โต๊ะนั้นอยากเข้าไปทักทายเธอซะหน่อยช่วยหลีกทางด้วย”เขาบอกเสียงเรียบ
“เสียใจผมให้คุณเข้าไปไม่ได้ ผมต้องถามคุณหนูก่อนว่ารู้จักคุณจริงหรือเปล่า” อีกฝ่ายตอบกลับมาเสียงเรียบเช่นกัน แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรกันต่อศิศิราที่นั่งทานอาหารอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองพอดี และทันทีที่ได้เห็นหน้าชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนประจันหน้ากับบอดี้การ์ดของเธอเข้าหญิงสาวก็ลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัวและอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ เนื่องจากเธอก็ไม่คิดว่าจะได้พบหน้าคนที่เธอผลักตกน้ำอีกครั้งแถมยังเป็ที่เมืองไทยเสียด้วย
“คุณ...”
“เห็นไหมว่าคุณหนูของคุณรู้จักผม” อัลแบร์โต้เหยียดยิ้มอย่างมีชัยบอดี้การ์ดที่ยืนขวางทางเขาอยู่หันไปมองทางคุณหนูของตนเองอย่างขอคำสั่งและเมื่อเธอพยักหน้าให้ทั้งสองคนก็เปิดทางให้ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาศิศิราที่โต๊ะอาหารได้อัลแบร์โต้ส่งยิ้มให้พลางสาวเท้าเข้าไปหา พอเขาไปหยุดยืนใกล้ผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้วยฝ่ายนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงออกไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะนักซึ่งดูจากท่าทางแล้วคงเป็สาวใช้ของหญิงสาว
“สวัสดีครับคุณคาริน่าผมยินดีเหลือเกินที่เราสองคนได้เจอกันอีกครั้งหนึ่ง”เขาทักทายเธอเสียงนุ่มพลางยื่นมือออกไปจับทักทายเธอศิศิรามองมือเขาก่อนจะยอมยื่นไปจับทักทายอย่างมีมารยาทแล้วปล่อยอย่างรวดเร็ว
“คุณจำชื่อฉันได้ด้วยหรือคะ”
“ได้สิครับผมจำได้แม่นเลยเพราะไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าผลักผมตกน้ำแบบคุณมาก่อนเลย”
“ฉันขอโทษค่ะ” หญิงสาวกล่าวอย่างรู้สึกผิดเล่นเอาชายหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าเธอจะยอมขอโทษเขาง่ายๆแบบนี้ “ตอนนั้นฉันกำลังอารมณ์ไม่ดีก็เลยทำกิริยาแย่ๆใส่คุณไปแบบนั้น คุณยกโทษให้ฉันได้ไหมคะ”
“ได้สิครับ เพราะจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้โกรธแค้นอะไรคุณเลยนะผมอยากเป็เพื่อนกับคุณมากกว่า คุณยินดีจะรับผมเป็เพื่อนคุณอีกสักคนได้หรือเปล่าครับ” เขาถามพร้อมกับโปรยยิ้มทรงเสน่ห์ให้กับเธอดวงตาเขาเปล่งประกายระยิบระยับออกแววฉ่ำหวานนิดๆ อย่างจงใจ ใช่...อัลแบร์โต้จงใจโปรยเสน่ห์ให้หญิงสาวเหมือนที่เคยทำกับผู้หญิงหลายๆคนที่ผ่านมาซึ่งก็มักได้ผลตลอด คราวนี้เขาก็หวังผลเช่นกัน
“ได้สิคะ” ศิศิราตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ ไปตามมารยาทเท่านั้นโดยที่พยายามซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ทำไมเธอจะมองไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้จงใจมาทำความรู้จักกับเธอเพราะอะไรหึ...ผู้ชายมันก็เหมือนๆ กันหมด เห็นผู้หญิงหน้าตาดีหน่อยไม่ได้ก็คิดหว่านเสน่ห์ไม่เลือกหน้าทันทีคิดว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องหลงเสน่ห์และใจง่ายเหมือนกันทุกคนหรือยังไงกันนะหญิงสาวคิดด้วยความหงุดหงิดเพราะไม่ชอบผู้ชายเ้าชู้เอามากๆ เธอไม่อยากเสวนากับเขาอีกจึงอ้าปากเตรียมจะเอ่ยขอตัวทว่ายังไม่ทันได้พูดอีกฝ่ายก็เอ่ยออกมาเสียก่อน
“ขอบคุณครับถ้าอย่างนั้นผมขอแนะนำตัวเองอีกครั้งอย่างเป็ทางการก็แล้วกันนะครับผม...อัลแบร์โต้ อัสโตโน่ครับ คุณเรียกผมสั้นๆ ว่าอัลก็ได้นะ”
“ฉันคาริน่า กาโมเรสโต้ค่ะเอ๊ะ...คุณนามสกุลอัสโตโน่เหรอคะ งั้นโรงแรมนี้ก็เป็...”
“เป็ของครอบครัวผมเองครับคุณพักอยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ”
“ค่ะ”
“โอ้...เยี่ยมไปเลย ถ้าอย่างนั้นเพื่อเป็การต้อนรับเพื่อนใหม่แสนสวยของผมผมจะให้คุณพักที่นี่ฟรีจนกว่าคุณจะกลับดีไหมครับและค่ำคืนนี้ผมก็ขอเลี้ยงอาหารค่ำคุณด้วย”อัลแบร์โต้รีบรุกทันทีและหวังว่าเธอจะตอบรับด้วยความยินดีแต่แล้วก็ผิดคาด
“ขอบคุณที่ให้เกียรตินะคะแต่ฉันขอปฏิเสธค่ะ”
“หมายถึงเื่ไหนครับ”
“ทั้งสองเื่ค่ะเห็นทีฉันคงต้องขอตัวก่อนนะคะ”กล่าวจบศิศิราก็คว้ากระเป๋าถือใบเล็กๆ ของตนเองที่วางอยู่บนโต๊ะมาถือไว้หญิงสาวส่งยิ้มให้ชายหนุ่มนิดๆ แล้วเดินเชิดหน้าจากไปโดยไม่คิดเหลียวหลังกลับมามองกันสักนิดอัลแบร์โต้ยืนมองตามอีกฝ่ายไปด้วยความรู้สึกเสียหน้า วูบหนึ่งเขาโกรธที่เธอทำตัวหยิ่งยโสใส่เขาแต่แล้วความขบขันก็เข้ามาแทนที่ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนเมินใส่เขาแบบนี้เลย ก็เพิ่งจะมีเธอนี่แหละเป็คนแรกแถมยังทำถึงสองครั้งสองคราซะด้วยชายหนุ่มจึงรู้สึกประทับใจและนึกสนุกอยากปราบพยศแม่สาวตัวร้ายคนนี้ขึ้นมาจับใจเขาอยากรู้นักว่าหากเขาคิดจีบเธอจริงจังขึ้นมาเธอจะยังต้านทานเสน่ห์ของเขาได้อีกหรือไม่พอคิดแล้วเขาก็อยากเห็นเธอตัวอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนของเขาเหลือเกิน
อัลแบร์โต้หัวเราะออกมาเบาๆดวงตาคมกริบนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะคนอย่างเขาหากคิดจะทำอะไรหรืออยากได้สิ่งใดแล้วละก็ไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างเด็ดขาด