จิ่งเยี่ยนกุยลูบจมูกตัวเองเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเมื่อกี้เธอจะไม่ได้ตาฝาดไป เป็เขาจริงๆ
เขามีรูปร่างหน้าตาดีอยู่แล้ว พอยืนพิงรถอย่างไม่ใส่ใจก็แลดูราวกับภาพวาด จังหวะหัวใจของจิ่งเยี่ยนกุยพลันเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ในยุคสมัยนี้ รถยนต์ถือเป็ของหายากมาก ทั้งหมู่บ้านอาจจะมีแค่ตระกูลฟางเท่านั้นที่ได้มัน แม้แต่ในเมืองคนที่มีรถยนต์ก็มีอยู่ไม่มากนัก
เธอเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอฟางเสียนจือที่นี่ จึงถามออกไปด้วยความประหลาดใจ “ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ฟางเสียนจือจ้องเธออยู่นาน ก่อนจะถามกลับโดยไม่ตอบคำถามก่อนหน้า “แล้วทำไมเธอถึงเข้าเมืองเหมือนกันล่ะ?”
จิ่งเยี่ยนกุยตอบ “ก่อนหน้านี้ฉันไปเก็บสมุนไพรสดมานิดหน่อย วันนี้เลยเอามาขาย”
ฟางเสียนจือพลันนึกถึงเื่ที่เขาได้ยินเมื่อไม่นานมานี้ว่าเธอขึ้นเขาไปเก็บพวกมัน พอนึกถึงอันตรายที่เธอเจอในป่าครั้งก่อน เขาก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมา
ถ้าไม่ใช่เพราะขายังไม่หายดี เขาก็คงตามขึ้นูเาไปแล้ว
เขาถามเธอว่า “ขายหมดแล้วหรือยัง?”
จิ่งเยี่ยนกุยขายสมุนไพรได้เงินก้อนแรกในชีวิต เธอจึงอารมณ์ดีเป็พิเศษ และพูดชมตัวเองไปหนึ่งประโยค “สมุนไพรของฉันดีขนาดนี้ ถ้าใครตาถึงก็ต้องซื้ออยู่แล้ว เพราะงั้นทุกอย่างเลยราบรื่นมาก!”
ฟางเสียนจือเห็นเธอหัวเราะ ดวงตาคู่นั้นสดใสเป็ประกายระยิบระยับ ฟันขาวเรียงสวยเผยให้เห็นเล็กน้อย แลดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่ในใจเขากลับรู้สึกสงสารเธอขึ้นมา
เขารู้ดีว่าเธออยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก วันนั้นเขากับเธอต่างได้ยินสิ่งที่หลิวชุนฮวาคุยกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ย เื่นี้จึงกลายเป็ความลับของพวกเขาทั้งสอง
ที่เธอพยายามไปเก็บสมุนไพรก็คงทำเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ชีวิตของตัวเอง แต่พอเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า แล้วนึกถึงแม่เลี้ยงใจร้ายของเธอ เขาก็ยิ่งสงสารผู้หญิงคนนี้จับใจ
เขาพูดออกมาโดยไม่ได้คิดอะไร “ที่จริงเธอไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้ ฉันช่วยเธอได้นะ”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแล้วพูดว่า “ชีวิตของตัวเองก็ต้องรับผิดชอบเอง ต่อให้คุณช่วยฉันได้ก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่คุณก็ช่วยฉันไปตลอดไม่ได้ ขอบคุณสำหรับน้ำใจนะคะ แต่ฉันอยากเดินตามทางของตัวเอง”
ฟางเสียนจือพบว่าแม้เธอจะยิ้มออกมาอย่างสดใส แต่แววตากลับเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดว่า “ต่อไปถ้าเธอมีเื่อะไรอยากให้ฉันช่วย แค่บอกฉันมาก็พอ”
จิ่งเยี่ยนกุยส่งยิ้มขอบคุณเขา แต่ก็ไม่ได้คิดจะรบกวนเขาเลย เขาช่วยเธอไปแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าเป็ไปได้ เธอไม่อยากจะสร้างความลำบากใจอะไรให้เขาอีก
ฟางเสียนจือดูออกว่าเธอไม่้าให้เขาช่วย จึงถอนหายใจแล้วพูดว่า “ตอนนี้ฉันจะกลับหมู่บ้านแล้ว ถ้าเธอทำธุระเสร็จหมดแล้ว ให้ฉันแวะไปส่งเธอที่บ้านเถอะ”
จิ่งเยี่ยนกุยตื่นแต่เช้าเพื่อมาขายสมุนไพร เดินทางมาไกลขนาดนี้ก็รู้สึกเหนื่อยอยู่เหมือนกัน แถมเขาก็ผ่านทางนั้นอยู่แล้ว จะขอติดรถไปด้วยก็คงไม่มีปัญหาอะไร เธอจึงยิ้มขอบคุณและพยักหน้าเบาๆ
ฟางเสียนจือช่วยเธอถือตะกร้าเพื่อจะเอาไปวางไว้ในกระโปรงท้ายรถ เมื่อยกขึ้นมาก็พบว่ามันหนักมาก สายตาของเขาพลันอึมครึมลง เธอแบกตะกร้าที่หนักขนาดนี้เลยเหรอ ถ้าแบกไปจนถึงบ้านคงจะหนักกว่านี้มากทีเดียว
เขาไม่อาจจินตนาการภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอแบกตะกร้าหนักขนาดนี้เดินไปกลับตามเส้นทางูเาหลายสิบลี้ได้สักนิด ยิ่งเห็นความอุตสาหะขนาดนี้ของเธอ ความรู้สึกสงสารก็พอกพูนขึ้นในใจ
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้สังเกตเห็นอารมณ์ของเขาเลย รอกระทั่งวางตะกร้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็เข้าไปนั่งที่เบาะหลังทันที
ฟางเสียนจืออยากนั่งเบาะหลังกับเธอด้วยเหมือนกัน แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า่นี้เธอดูเหมือนจะพยายามรักษาระยะห่างจากเขา อาจเป็เพราะครั้งที่แล้วเขาทำให้เธอใ จึงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจนั่งที่เบาะข้างคนขับแทน
ทันทีที่จิ่งเยี่ยนกุยขึ้นรถมา คนขับก็ทักทายเธออย่างกระตือรือร้น “สวัสดีครับพี่สะใภ้ ผมชื่อหลี่สือหยาง เป็เพื่อนสนิทของเสียนจือ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
จิ่งเยี่ยนกุย “… ”
พี่สะใภ้? เธอหันไปมองฟางเสียนจือ ความหมายคือขอให้เขาอธิบายหน่อย
แต่ฟางเสียนจือกลับไม่คิดจะอธิบายอะไรเลย เพียงพูดว่า “สือหยางเป็เพื่อนร่วมชั้นมัธยมของฉัน เขาเป็คนที่นิสัยตรงไปตรงมา ออกจะเสียงดังน่ารำคาญไปสักหน่อย ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก”
หลี่สือหยางรีบแย้ง “เสียนจือ พูดแบบนี้ใจแคบจังเลยนะ นายก็รู้ว่าฉันเป็คนร่าเริง ทำไมถึงได้กลายเป็คนเสียงดังน่ารำคาญไปได้ล่ะ?”
ฟางเสียนจือเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ร่าเริงกับเสียงดังน่ารำคาญก็ไม่ได้ขัดแย้งกันนะ ภาพลักษณ์อันโดดเด่นของนายทั้งนั้น”
หลี่สือหยาง “… ”
มุมปากของจิ่งเยี่ยนกุยกระตุกยิกๆ ยิ่งเธอได้ใกล้ชิดกับฟางเสียนจือมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบว่าเขาไม่เหมือนกับที่เธอจำได้อย่างสิ้นเชิง ไม่นึกว่าเขาจะมีนิสัยพูดจาเจ็บแสบแบบนี้ด้วย
เขานึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้จึงถามเธอว่า “ได้ยินว่าเธออยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย?”
เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยได้ยินเื่นี้ก็พลันนึกถึงอีกเื่หนึ่งขึ้นมาได้ วันนี้ตอนที่เข้ามาในเมือง เธอตั้งใจจะไปร้านหนังสือเก่าเพื่อหาหนังสือเรียน แต่พอได้เงินมาก็ลืมเื่นี้ไปสนิทเลย
เธอพยักหน้าก่อนจะถามว่า “ฟางเสียนจือ หนังสือสมัยที่คุณใช้ตอนเรียนยังอยู่ไหม? ให้ฉันยืมหน่อยได้หรือเปล่า?”
ในยุคสมัยนี้ การปรับปรุงหนังสือเรียนไม่ได้ถี่เหมือนกับยุคเก้าศูนย์ ถึงแม้ฟางเสียนจือจะอายุมากกว่าเธอเจ็ดปี แต่หนังสือเรียนก็น่าจะยังเป็ชุดเดียวกัน
ฟางเสียนจือไม่ต้องคิดก็พอจะเดาเื่ราวได้ เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า “มีสิ เดี๋ยวฉันเอามาให้”
จิ่งเยี่ยนกุยรีบกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก หลี่สือหยางที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นทั้งรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ ไม่ต้องเกรงใจเสียนจือหรอก สมัยก่อนเสียนจือสอบได้คะแนนอันดับหนึ่งของมณฑลเลยนะ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ไปถามเขาได้เลย!”
ฟางเสียนจือรู้สึกว่าหลี่สือหยางวันนี้ช่างดูน่ารักน่าชังกว่าปกติ ดวงตาของเขาล้วนฉายแววอ่อนโยน “่นี้ฉันอยู่บ้านตลอด เธอมาหาฉันได้ทุกเมื่อ”
เขาคิดว่าข้ออ้างนี้ดีกว่าข้ออ้างเื่การนวดขาเมื่อครั้งก่อนมาก นอกจากจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของตัวเองแล้ว ยังช่วยให้ได้อยู่กับเธอสองต่อสองอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ที่ผ่านมาเขาใจร้อนเกินไปจนมองข้ามเื่ที่เธออยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
จิ่งเยี่ยนกุยแทบจะลืมความรู้ในชีวิตครั้งก่อนไปหมดแล้ว การเรียนรู้ด้วยตัวเองนั้นไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับเธอ แต่ถ้าเจอปัญหายากจริงๆ การมีคนคอยแนะนำอยู่ข้างๆ ก็จะทำให้การเรียนนั้นง่ายขึ้นกว่าครึ่ง
ดังนั้นเธอจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันขอขอบคุณล่วงหน้านะคะ ต่อไปถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจ ฉันจะไปรบกวนคุณค่ะ”
ฟางเสียนจือได้ยินเธอพูดจาอย่างสุภาพ แต่ก็ไม่มีท่าทีปฏิเสธ จึงรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย
หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็พูดคุยกันถึงเื่ตลกๆ ในสมัยเรียน พูดไปหัวร่อไป ไม่นานนักก็มาถึงหมู่บ้านอิ๋นซาน
ทางเข้าหมู่บ้านอิ๋นซานมีเพียงทางเดียว เป็ทางที่พอให้รถไถนาวิ่งได้คันเดียวเท่านั้น ถึงแม้จะมีหินปูอยู่ตลอดทาง แต่ก็ไม่ได้ราบเรียบ เมื่อรถวิ่งไป จิ่งเยี่ยนกุยก็ถึงกับรู้สึกมึนหัว เธอจึงลงจากรถหลังจากเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว
ฟางเสียนจือไม่ได้รั้งเธอไว้ เพียงพูดว่า “เดี๋ยวฉันกลับไปหาหนังสือเรียนไว้ให้ แล้วเธอค่อยแวะมาเอาตอนว่างๆ นะ”
จิ่งเยี่ยนกุยรีบรับคำ เพราะเธอต้องเอาของเหล่านี้ในตะกร้าไปส่งที่บ้านเก่าก่อน
ตอนลงจากรถ เธอไม่ทันเห็นจิ่งเสี่ยวเยวี่ยที่หลบอยู่หลังต้นไม้สักนิด จึงแบกตะกร้าเดินไปยังบ้านเก่าอย่างมีความสุข
แต่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเห็นเธอคุยกับฟางเสียนจือเต็มสองตา ทั้งสองคนดูกลมเกลียวกันมาก ทำให้หล่อนรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก