สีหน้าของชายหนุ่มเ็าจนไร้ซึ่งชีวิตชีวาของคนเป็ ขวานตัดฟืนที่ถือกลับหัวอยู่ในมือขวา ถึงกับมีคราบสีดำน่าสงสัยเปรอะเปื้อนอยู่
“เ้าคือใคร” เท้าขวาของเฉินฝานยังคงลอยอยู่เหนือลำคอของจางหู่ สายตาจ้องเขม็งราวกับคมมีดไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญผู้นี้ จากการที่อีกฝ่ายสามารถเข้าใกล้ในระยะหลายสิบเมตรได้อย่างไร้สุ้มเสียง และเขาเพิ่งจะรู้ตัวก็ตอนที่อีกฝ่ายเอ่ยปาก ชี้ให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของชายหนุ่มร่างผอมผู้นี้ อยู่เหนือกว่าจางหู่อย่างแน่นอน
ชายหนุ่มไม่ได้หยุดฝีเท้า เขาเหยียบย่ำลงบนเศษหิน เดินเข้ามาจนห่างจากเฉินฝานเพียงหนึ่งจั้ง แล้วจึงหยุดลง
“หลี่ซื่อ เป็คนเฝ้านาที่อาศัยอยู่ในหุบเขาด้านหน้านั่น” น้ำเสียงของชายหนุ่มราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ราวกับแผ่นไม้แห้งสองแผ่นกระทบกัน “อย่าฆ่าเขา”
“ขอเหตุผลให้ข้าข้อหนึ่ง” เฉินฝานหรี่ตาลงเล็กน้อย เตรียมพร้อมจู่โจมทุกเมื่อ
“หากเ้าฆ่าเขา ก็เท่ากับท้าทายหอคุมกฎแห่งสำนักสายนอก” สายตาของหลี่ซื่อกวาดผ่านร่างของจางหู่อย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังมองกองขยะ “เขาเป็ลูกพี่ลูกน้องของผู้ดูแลจ้าวแห่งสำนักสายนอก ศิษย์รับใช้ตายไปคนหนึ่งไม่ใช่เื่ใหญ่ แต่หากถูกคนทุบตีจนตายในดินแดนรกร้างอย่างเมืองชิงหนิว เพื่อรักษาหน้าตาแล้ว ผู้ดูแลจ้าวจะต้องส่งคนมาพลิกแผ่นดินค้นหาสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน”
หลี่ซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง เลิกคิ้วขึ้น สายตาลึกล้ำมองไปยังกระท่อมผุพังด้านหลังของเฉินฝาน จมูกขยับเล็กน้อย “เมื่อถึงเวลานั้น สมบัติวิเศษหนึ่งหม้อที่เ้าซ่อนไว้ในกระท่อม หรือแม้กระทั่งความลับที่เ้าสามารถปลูกของล้ำค่าในไร่นารกร้างได้ ยังจะปกปิดไว้ได้อีกหรือ”
รูม่านตาของเฉินฝานหดเกร็งเล็กน้อย
หลี่ซื่อผู้นี้ ชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของปัญหาได้อย่างตรงจุด
เฉินฝานไม่กลัวการฆ่าคน และไม่กลัวที่จะต้องตายตกไปตามกันกับจางหู่ ทว่าเขากลัวความวุ่นวาย สิ่งที่เขา้ามากที่สุดในตอนนี้ คือเวลา ขอเพียงให้เวลาเขาแอบกรีดเืปลูกผักสักหลายเดือน ต่อให้เป็ผู้ดูแลจ้าวอะไรนั่น เขาก็มั่นใจว่าจะทุบให้ตายได้ในหมัดเดียว แต่หากเปิดเผยตัวในตอนนี้ ย่อมต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
เฉินฝานชั่งน้ำหนักในใจไม่ถึงหนึ่งอึดใจ ก็ชักเท้าขวากลับมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เตะเข้าที่บั้นเอวของจางหู่อย่างส่งเดช
“ปัง”
ร่างอันใหญ่โตของจางหู่กลิ้งหลุนๆ ออกไปไกลเจ็ดแปดเมตรราวกับกระสอบป่านขาดๆ ปากงับเอาโคลนเละๆ เข้าไปเต็มคำ
“ไสหัวไป” เฉินฝานพ่นคำพูดอันเ็าออกมา
จางหู่ที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดหอบหายใจอย่างหนัก กลิ่นเหม็นฉุนของปัสสาวะในเป้ากางเกงผสมกับกลิ่นคาวดิน ทำให้เขาสภาพดูเอน็จอนาถจนถึงที่สุด ทว่าเขากลับไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากแข็งกร้าวสักครึ่งคำ ได้แต่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา มองเฉินฝานและหลี่ซื่อด้วยสายตาที่ทั้งอาฆาตแค้นและหวาดกลัว
“พวก...พวกเ้าคอยดูเถอะ” จางหู่กัดฟัน คำรามต่ำด้วยท่าทีเก่งแต่ปาก จากนั้นเขาก็ข่มความเ็ปอย่างรุนแรงจากกระดูกหน้าอกที่แตกหัก มือแต่ละข้างคว้าคอเสื้อด้านหลังของลูกน้องที่สลบเหมือด ลากไปราวกับลากสุนัขตาย เดินกะเผลกหนีไปจากไร่นารกร้างดั่งฝันร้ายแห่งนี้โดยไม่หันกลับมามอง
จนกระทั่งเงาของจางหู่หายลับไปหลังเนินดินสุดขอบทุ่งรกร้าง ลานบ้านอันผุพังแห่งนี้จึงกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
ลมสงบลงแล้ว
ไอหมอกสีขาวน้ำนมค่อยๆ ลอยเอื่อยออกมาตามรอยแยกของกระท่อมอีกครั้ง กลิ่นหอมบริสุทธิ์อันทรงพลังของข้าวิญญา เข้มข้นยิ่งกว่าเมื่อครู่ถึงสามส่วน ทะลวงเข้าสู่กระหม่อมของผู้คนโดยตรง
เฉินฝานหันหลังกลับ เดินไปใต้ชายคา ยกหม้อดินเผาแตกๆ ที่ร้อนจัดขึ้นมาจากเตาไฟ มือขวาคว้าท่อนไม้ด้านข้างที่ใช้แทนตะเกียบมากวนโจ๊กข้าวที่ใสกระจ่างและเหนียวข้นราวกับหยกภายในนั้น
เขาไม่ได้มองหลี่ซื่อ เพียงเอ่ยปากอย่างราบเรียบ “เ้ายังไม่ไปอีก คิดจะแย่งชิงหรือ”
“ข้าสู้เ้าไม่ได้” หลี่ซื่อส่ายหน้าอย่างซื่อตรงยิ่งนัก เขากระชับขวานตัดฟืนที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นในมือ ริมฝีปากแห้งผากเม้มเข้าหากัน สายตาจ้องเขม็งไปยังหม้อดินเผาใบนั้นโดยไม่ปิดบังความปรารถนาที่อยู่ลึกๆ ในดวงตาแม้แต่น้อย
ในดินแดนบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ เพียงเพื่อแย่งชิงหญ้าิญญาระดับต่ำต้นเดียวก็สามารถฆ่าฟันกันจนเืไหลเป็สายน้ำ นับประสาอะไรกับสมบัติวิเศษชั้นเลิศที่เพียงแค่ได้กลิ่นก็พอจะทำให้คอขวดของการฝึกฝนสั่นคลอนได้ ทว่าหลี่ซื่อรู้ตัวดี ภาพอันโเี้ที่เฉินฝานจัดการลูกน้องสองคนในพริบตา และต่อยกระดูกหน้าอกของจางหู่จนแหลกละเอียดเมื่อครู่นี้ เขาเห็นมันทั้งหมด ความเร็วและพละกำลังที่ะเิออกมาจากร่างกายเนื้อล้วนๆ นั้น ทำให้เขารู้สึกอึดอัดราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับสอง
เฉินฝานเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาประคองหม้อดินเผา เดินไปที่ก้อนหินที่มีพื้นผิวเรียบเล็กน้อยด้านข้าง ค้นเอาชามสีดำบิ่นๆ ที่ปกติใช้ใส่น้ำออกมาจากห่อสัมภาระ
“ซ่า”
เฉินฝานใช้ท่อนไม้เขี่ยโจ๊กข้าวิญญาออกมาจากหม้อดินเผาครึ่งหนึ่ง ใส่ลงในชามสีดำ
โจ๊กข้าวส่งกลิ่นหอมกรุ่นและพลังิญญาอันอบอุ่นที่ชวนให้คนหลงใหล เฉินฝานหยิบชามสีดำขึ้นมา สะบัดข้อมือ ชามสีดำลอยคว้างเป็เส้นโค้งที่มั่นคงกลางอากาศ ร่วงหล่นลงสู่มือของหลี่ซื่ออย่างแม่นยำ
หลี่ซื่อสะดุ้งเฮือก ทิ้งขวานในมือไปตามสัญชาตญาณ สองมือรับชามสีดำที่ร้อนจัดใบนั้นไว้อย่างมั่นคง
“กินซะ” เฉินฝานประคองหม้อโจ๊กครึ่งใบที่เหลือ ไม่สนใจเขาอีกต่อไป เดินไปอีกด้านหนึ่ง แล้วสวาปามลงคอคำโต
หลี่ซื่อมองดูโจ๊กในมือที่มีแสงเงาของหยกขาวไหลเวียนอยู่ ร่างกายถึงกับแข็งทื่อ เขาไม่เข้าใจว่า ในสถานที่จุดต่ำสุดของสำนักที่ชีวิตคนไร้ค่าราวกับผักหญ้าแห่งนี้ เหตุใดอีกฝ่ายถึงได้แบ่งปันของล้ำค่าที่ประเมินมิได้เช่นนี้ให้กับตน
มีพิษหรือเปล่า
ความสงสัยวูบหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัวของหลี่ซื่อ ทว่าความหิวโหยในท้องที่มีมานานปี และความปรารถนาที่ส่งมาจากเส้นลมปราณอันแห้งผาก ได้ทำลายสติสัมปชัญญะทั้งหมดลงในพริบตา ตัวเขาเองก็เป็แค่คนชายขอบที่ถูกเนรเทศมายังชายแดนเพื่อรอวันตายเนื่องจากพร์ย่ำแย่ ชีวิตห่วยๆ ชีวิตหนึ่ง ตายก็ตายสิ
หลี่ซื่อประคองชามสีดำด้วยสองมือ ไม่ได้ใช้แม้แต่ท่อนไม้ เขาแนบปากเข้ากับขอบชามโดยตรง แล้วสวาปามโจ๊กข้าวิญญาที่ร้อนจัดทั้งน้ำและเนื้อลงท้องไปรวดเดียวราวกับวาฬดูดน้ำ