ทั้งสามเดินเข้ามายังร้าน แต่หลินเทียนขอตัวแยกออกไป เขาเดินหลบไปยังด้านหลังร้าน ปล่อยให้คนอื่นจัดการร้านยาอยู่ด้านหน้า ส่วนตัวเขากลับมานั่งคิดอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นไม้
“เสี่ยวเอ๋อ ไอ้ความเข้าใจสรรพสิ่งร้อยเท่าพันเท่าอะไรนั่นที่เ้าให้ข้ามา มันเอาไว้ทำอะไรกันแน่ ไม่เห็นบอกข้าสักคำ”
หลินเทียนเอ่ยถามขึ้นในใจ
เสี่ยวเอ๋อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยเสียงสดใส
“แหม ๆ นายท่านล่ะก็ ความเข้าใจสรรพสิ่งทั้งปวงร้อยเท่า ก็ตามชื่อของมันเลยค่ะ เมื่อท่านฝึกหรืออ่านตำราใด ๆ ท่านจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนทั่วไป และเข้าใจแก่นแท้ของสิ่งนั้นได้มากกว่าร้อยเท่าค่ะ (◕ᴗ◕✿)”
หลินเทียนที่กำลังนอนอมดอกหญ้าอยู่ ก็ครุ่นคิดตามคำอธิบายของเสี่ยวเอ๋อ ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ใช้ได้เหมือนกันนี่ แบบนี้ก็คงช่วยข้าได้ไม่น้อย ข้าเองก็อยากลองฝึกวิชาของโลกนี้ดูบ้างเหมือนกัน คงมีบางอย่างน่าสนใจอยู่ไม่น้อย”
เขาพูดขึ้นในใจ
เสี่ยวเอ๋อเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้นอีกครั้ง
“...นายท่านไม่คิดจะใช้วิชาจากยุคก่อนหรือคะ”
หลินเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ข้าเคยลองแล้ว”
“แต่ตอนที่ข้าใช้ กลับเกิดบางอย่างขึ้น วิชาและวรยุทธ์จากยุคก่อนของข้า เหมือนถูกจำกัดเอาไว้ด้วยระดับพลังในตอนนี้”
“ระดับการฝึกตนของข้ายังต่ำเกินไป ทำให้สำแดงพลังออกมาได้ไม่สมบูรณ์”
“ตอนที่ใช้งาน มันเหมือนจะดูดพลังจากข้ามากกว่าปกติ…และถ้าฝืนใช้ต่อ ร่างกายของข้าก็เหมือนจะแตกออกเป็เสี่ยง ๆ”
น้ำเสียง่ท้ายของเขาแ่เบาลงเล็กน้อย
หลินเทียนยกฝ่ามือขึ้นมามองเงียบ ๆ ราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปถึงภายในร่างกายของตนเอง
ความทรงจำในอดีตค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในหัว
ในาครั้งนั้น เขาถูกศัตรูนับไม่ถ้วนรุมล้อมหมายสังหาร
แม้จะถูกตัดแขน ตัดขา หรือถูกแทงทะลุร่างกายเพียงใด ร่างของเขาก็จะฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ในเวลาไม่นาน
จนกระทั่ง…
เขาถูกกระบี่เล่มหนึ่งแทงทะลุกลางหัวใจ
แม้จะเป็เช่นนั้น เขาก็ยังไม่ตาย และยังคงต่อสู้ต่อไปได้
แต่หลังจากนั้น พละกำลังของเขากลับลดลงอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายเสียท่า พ่ายแพ้ และต้องหลบหนีออกมาจากสนามรบ
หลินเทียนค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบบริเวณกลางอก ก่อนจะพึมพำเบา ๆ
“หรือว่าข้าจะโดนคำสาปจากศาสตราวุธชิ้นนั้นกัน…”
ทันใดนั้น เสียงของเสี่ยวเอ๋อก็ดังขึ้นทันที
“ศาสตราวุธเป็อาวุธของเหล่าเซียนและเทพจากแดนเบื้องบนค่ะ ถ้านายท่านถูกคำสาปหรือผนึกจากศาสตราวุธ ก็คงไม่แปลกอะไร (´⊙ω⊙`)!”
หลินเทียนนิ่งคิดตาม
ศาสตราวุธ…
เป็สิ่งที่มีอานุภาพยากจะจินตนาการ
เพียงเศษเสี้ยวพลังของมัน ก็สามารถทำลายโลกทั้งใบได้อย่างง่ายดาย
และหากมันตกอยู่ในมือของผู้แข็งแกร่ง…
พลังที่แสดงออกมายิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
หลินเทียนลุกขึ้นนั่งทันที ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก
“ต้องใช่แน่…”
“กระบี่เล่มนั้น ต้องเป็ศาสตราวุธแน่แท้”
“แม้คนที่ใช้มันตอนนั้นจะอยู่ระดับจักรพรรดิเซียนขั้นสูงสุด แต่กลับสู้กับข้าได้อย่างสูสี…หรืออาจเหนือกว่าข้าเล็กน้อยด้วยซ้ำ”
“ทั้งที่ตอนนั้น ข้าเพิ่งอยู่ระดับจักรพรรดิเซียนขั้นกลางเท่านั้น”
“แต่แม้จะเป็เช่นนั้น ข้าก็นับว่าเป็อัจฉริยะที่หาได้ยาก ผู้ที่อยู่ระดับเดียวกันและสู้กับข้าได้อย่างสูสี…แทบนับนิ้วได้”
พูดจบ เขาก็เริ่มครุ่นคิดอย่างหนัก
หากเื่ทั้งหมดเป็จริง…
เขาจำเป็ต้องหาวิธีถอนคำสาป หรือผนึกนี้ออกให้เร็วที่สุด
ทันใดนั้น หลินเทียนก็นั่งขัดสมาธิลง ก่อนจะปล่อยจิตเข้าสู่ทะเลิญญาของตนเอง เพื่อสำรวจความผิดปกติภายในร่างกาย
เขาดำดิ่งเข้าไปลึกเรื่อย ๆ
จนถึงส่วนกลางของทะเลิญญา…ซึ่งเป็แกนจิติญญา
และภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาชะงักทันที
ร่างชายคนหนึ่งกำลังถูกโซ่ตรวนเจ็ดเส้นผูกมัดเอาไว้
แต่ละเส้นแผ่พลังที่น่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างต่อเนื่อง
และร่างนั้น…
ก็คือจิติญญาของหลินเทียนเอง
กลางอกของร่างจิติญญา มีร่องรอยคล้ายถูกของแหลมคมแทงทะลุเอาไว้อย่างชัดเจน
หลินเทียนเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับโซ่เส้นหนึ่ง
ทันทีที่ััมัน
ตูม!!!
พลังมหาศาลสายหนึ่งพลันะเิออกมา กระแทกเข้าใส่ดวงจิตของเขาอย่างรุนแรง
ร่างจิตของหลินเทียนกระเด็นออกไปทันที
จากนั้น พลังบางอย่างก็ะเิออกมาจากร่างจิติญญาที่ถูกผนึกเอาไว้
ความเ็ปรุนแรงแล่นไปทั่วร่างในพริบตา
หลินเทียนสะดุ้งตื่นออกจากสมาธิทันที
เขาหอบหายใจหนัก เหงื่อไหลอาบทั่วทั้งร่าง ความเ็ปแผ่กระจายไปทุกส่วนของร่างกาย
หลินเทียนเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเห็นชิงชิงกำลังยืนมองอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าเป็กังวล
ทันทีที่เห็นเขาฟื้นขึ้นมา นางก็รีบเข้ามาพยุงทันที
“คุณชายหลิน! ท่านเป็อย่างไรบ้าง”
ชิงชิงถามออกมาอย่างร้อนรน
หลินเทียนเพียงโบกมือเบา ๆ
“ไม่เป็ไร ๆ”
จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปนั่งที่ม้านั่งยาวตัวหนึ่ง
ชิงชิงเองก็นั่งลงอยู่ข้าง ๆ
หลินเทียนนั่งพักปรับสภาพร่างกายอยู่พักหนึ่ง อาการของเขาก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
ชิงชิงที่เห็นเช่นนั้น นางจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“คุณชายหลิน ท่านทำอะไรกันแน่คะ”
“หลังจากถึงเวลาปิดร้าน พวกเด็ก ๆ ก็ช่วยกันทำงานกับผู้าุโหานซือ ส่วนข้าจึงเข้ามาด้านในก่อน แล้วก็เห็นท่านกำลังนั่งสมาธิอยู่”
“ร่างของท่านมีพลังปราณผันผวนรุนแรงมาก เหงื่อก็ไหลชุ่มไปทั้งตัว ข้าจะปลุกท่านแล้ว แต่ผู้าุโหานซือกลับห้ามเอาไว้เสียก่อน”
ชิงชิงเอ่ยถาม ก่อนจะเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ฟัง
ผู้าุโหานซือเองก็เดินเข้ามานั่งฟังด้วย หลังจากจัดการบอกงานให้เด็ก ๆ ไปทำต่อเรียบร้อยแล้ว
หลินเทียนจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“พอดี่นี้ข้ารู้สึกไม่สบายตัวเท่าไหร่นัก จึงเข้าไปสำรวจทะเลิญญาของตนเอง”
“แล้วก็พบเข้ากับสิ่งที่ไม่คาดคิดเข้า…”
เขาพูดพลางยิ้มบาง ๆ
“หือ? ในทะเลิญญาของท่านมีสิ่งใดอยู่งั้นรึ ท่านเ้าสำนัก”
ผู้าุโหานซือเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หลินเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังชั่งใจว่าจะบอกเื่นี้ดีหรือไม่
สุดท้าย เขาก็ตัดสินใจเล่าเื่ที่เห็นภายในทะเลิญญาให้ทั้งสองฟัง
หลังจากผู้าุโหานซือฟังจนจบ สีหน้าของเขาก็ดูเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมา
“จากที่ท่านเล่ามา…มันคล้ายกับ ‘ผนึกโซ่ตรวน์’ ตามตำนานที่ข้าเคยได้ยิน”
“ในบันทึกโบราณกล่าวไว้ว่า สิ่งที่ทำให้เกิดผนึกชนิดนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับศาสตราวุธของเหล่าเซียนและเทพ…หรือไม่ก็เป็ผนึกที่ถูก์ลงทัณฑ์ด้วยตนเอง”
หลินเทียนนิ่งไป ก่อนจะถามต่อทันที
“แล้วมีวิธีตัดโซ่ตรวนนั่นหรือไม่ หรือมันจะติดอยู่กับข้าไปตลอด”
ผู้าุโหานซือครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างไม่มั่นใจนัก
“เท่าที่ข้าเคยได้ยินมา…มีเพียงสองวิธี”
“หนึ่ง คือให้ผู้ที่สร้างผนึกนี้เป็คนปลดมันออกเอง”
“ส่วนอีกวิธี…คือต้องใช้ผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงเข้าทำลายโซ่ตรวนนั้น”
“แต่รายละเอียดที่แท้จริง ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก”
หลินเทียนพยักหน้าช้า ๆ เป็เชิงเข้าใจ
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ
ไม่มีใครรู้ว่าหลินเทียนกำลังคิดอะไรอยู่
แต่สีหน้าของเขากลับไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ยังคงนิ่งสงบเหมือนเช่นเคย
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า
วันใหม่เริ่มขึ้น…แล้วดับลง หมุนเวียนไปตามวัฏจักร
จากวันนั้นจนถึงตอนนี้ เวลาก็ผ่านไปกว่าหกเดือนเต็ม
ร้านยาของหลินเทียนกลายเป็ที่รู้จักไปทั่วทั้งเมือง
หนี้สินที่ติดค้างซือเหยาไว้ ก็ถูกชำระจนหมดแล้ว
ส่วนหลินเทียนเอง ่เวลานี้เขาฝึกฝนอย่างหนัก บางครั้งก็แวะไปยังสมาคมหลอมยาเพื่อซื้อสมุนไพรกลับมาหลอมยาไว้ขาย และยังช่วยปรมาจารย์ทั้งห้าหลอมยาอยู่เป็ครั้งคราว
ปัจจุบัน หลินเทียนอยู่ระดับก่อกำเนิดขั้นเจ็ดขั้นสูงสุด
จินซีทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นหนึ่งเรียบร้อยแล้ว
ส่วนไป๋ซีอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นแปด
เฉินเฟิงหลังจากรักษาอาการาเ็จนหายดี ก็ฝึกฝนอย่างหนัก จนสามารถทะลวงจากหลอมรวมลมปราณขั้นหนึ่ง ไปสู่ขั้นสองได้สำเร็จ หลังจากติดอยู่มานาน
หลินเทียนเองก็ถ่ายทอดวิชา ความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ทั้งสามโดยไม่ปิดบัง
หลินเทียนเดินออกมาจากห้องหลอมยา ก่อนจะบิดตัวไปมาอย่างผ่อนคลาย แล้วพูดออกมา
“เฮ้อ…การเป็คนรวยนี่ช่างลำบากเสียจริง”
เขาพูดพลางมองเหรียญทองและหินิญญาที่กองอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเก็บทั้งหมดลงในมิติ
ตอนนี้ เขามีเงินมากพอจะใช้ชีวิตอย่างสบายไปได้อีกหลายปี
ส่วนเงินที่เหลือ เขาก็แบ่งให้พวกเด็ก ๆ ผู้าุโหานซือ รวมถึงชิงชิง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็พวกเขาที่ช่วยกันดูแลร้าน
ผู้าุโหานซือเองก็ขอเรียนวิชาหลอมยาจากหลินเทียน
ด้วยการชี้แนะและดูแลของหลินเทียน ตอนนี้ผู้าุโหานซือสามารถหลอมโอสถระดับสามได้แล้ว
ส่วนจินซีเองก็ขอเรียนด้วยเช่นกัน และพร์ของเขาก็นับว่าไม่เลว สามารถหลอมโอสถระดับสามได้ในเวลาไม่นาน
หลินเทียนเดินไปตามถนนของเมืองอย่างสบายอารมณ์
เ้าดำเกาะอยู่บนไหล่ คอยพูดไม่หยุดจนเขาเริ่มรำคาญ
“โอ๊ย! นี่แกจะพูดอะไรนักหนา ข้าฟังจนหูจะแตกอยู่แล้ว”
“เกิดมาได้ไม่นาน แต่ประสบการณ์ชีวิตของแกนี่ช่างเยอะเหลือเกิน”
หลินเทียนพูดใส่มันเสียงดัง
เ้าดำกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย
“พี่ใหญ่ ข้ายังเล่าไม่จบเลยนะ ท่านจะแทรกทำไม!”
“นี่ ๆ หลังจากนั้นพวกมันก็พุ่งเข้ามา แล้วเทพกระบี่ก็ฟันฉับ ๆๆๆ จากนั้นนะ…”
หลินเทียนได้แต่กัดฟันแน่น
ไอ้ตัวนี่มันไปอ่านนิยายกับการ์ตูนพวกนั้นมาเท่าไรกันแน่…
เขาได้ยินมันเล่ามาหลายเื่แล้วก็ยังไม่จบเสียที
สงสัยข้าคงต้องเอาหนังสือพวกนั้นไปเผาทิ้งจริง ๆ แล้ว…
หลินเทียนบ่นอยู่ในใจอย่างหัวเสีย
เ้าดำแทบไม่ทำอะไรเลยใน่หลังปิดร้านหรือวันหยุด
มันมักออกไปข้างนอกกับพวกเด็กๆ ไปยังหอหนังสือทุกครั้ง
แล้วสุดท้ายก็ขนหนังสือนิทาน การ์ตูน และเื่เล่าต่าง ๆ กลับมาอ่านทั้งวัน
แถมพออ่านจบ ก็ยังเอามาเล่าให้เขาฟังอีก
“เ้าเด็กพวกนั้นก็เหลือเกิน ซื้อให้มันทุกอย่าง พอมันอ่านเสร็จก็เอามาโม้ใส่ข้าทั้งวัน…”
หลินเทียนบ่นพึมพำ
ทันใดนั้น เสียงของเสี่ยวเอ๋อก็ดังแทรกขึ้นมาในหัว หลังจากฟังเขาบ่นอยู่นาน
“แต่นายท่านเองก็อ่านเหมือนกันนี่คะ(◕ᴗ◕✿)”
หลินเทียนมุมปากกระตุกทันทีที่ได้ยินเสี่ยวเอ๋อพูดออกมาแบบนั้น
“อะแฮ่ม…ข้าอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้เฉย ๆ ไม่ได้อ่านเื่ไร้สาระแบบเ้าดำมันอ่านหรอก” หลินเทียนตอบกลับไปในใจ
“แต่ข้าเห็นนายท่านอ่านการ์ตูนด้วยนี่คะ แล้วท่านยังถามข้าด้วยว่ามีนิยายหรือการ์ตูนให้แลกหรือไม่ (◕ᴗ◕✿)” เสี่ยวเอ๋อตอบกลับมาทันที
หลินเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกเดินต่อเหมือนไม่ได้ยินอะไร แต่เสียงเสี่ยวเอ๋อก็ยังดังเหน็บแนมอยู่ในหัวไม่หยุด ขณะเดียวกันเ้าดำที่เกาะอยู่บนไหล่ก็พูดเจื้อยแจ้วอยู่ข้างหูตลอดทาง จนสุดท้ายเขาทนไม่ไหว
“เห้ย! แกหุบปากหน่อยได้ไหม ข้าได้ยินแต่เสียงแกยุ่งยิ่งจนสมาธิข้าหายหมดแล้ว! ถ้าแกยังพูดอีก ข้าจะเผานิยายพวกนั้นทิ้งให้หมด!”
เ้าดำสะดุ้งทันที “ไม่ได้นะพี่ใหญ่! ได้ ๆ ข้าจะเงียบเอง ท่านอย่าเผาหนังสือของข้านะ!”
หลินเทียนถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินต่อไปตามถนนอย่างเหนื่อยใจ วันนี้เขาไม่ได้ออกมาเดินเล่น แต่กำลังมุ่งหน้าไปยัง “หอตำรา” ของท่านเ้าเมือง เื่นี้เขาเพิ่งรู้มาจากปรมาจารย์เซียวเมื่อไม่กี่วันก่อน
ตามที่อีกฝ่ายบอก หอตำราแห่งนั้นถือเป็หนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดของเมือง ภายในเก็บทั้งบันทึกโบราณ ตำนานยุคเก่า วิชาวรยุทธ์ ตำราการฝึกตน รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนต่าง ๆ เอาไว้จำนวนมหาศาล
แน่นอนว่าสถานที่เช่นนี้ไม่ใช่ใครจะเข้าได้ง่าย ๆ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเหยียบเข้าไปด้านใน ผู้ที่สามารถเข้าใช้หอตำราได้ล้วนเป็บุคคลที่มีสถานะในเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นักศึกษาจากสำนักศึกษา นักปรุงยา ขุนนาง ตลอดจนคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่
ส่วนหลินเทียน อาศัยฐานะนักปรุงยาระดับสูงที่สมาคมหลอมยารับรองให้ จึงมีสิทธิ์เข้าไปได้เช่นกัน
ไม่นานเขาก็มาถึงหน้าลานกว้าง มีทหารยามหลายคนเดินตรวจตราไปมาอย่างเป็ระเบียบ ด้านในมีประตูขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และมีทหารสองคนยืนเฝ้าอยู่เบื้องหน้า ส่วนด้านหลังประตูนั้นคือตึกสูงขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม
“โห…ดูหรูหราหมาเห่าจริงๆ สมแล้วที่เป็สถานที่สำคัญของเมือง”
หลินเทียนพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปทางประตู ด้านหน้ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังต่อแถวรอเข้าไปทีละคน บางคนใช้ตราของสำนักศึกษา บางคนใช้แผ่นหยกประจำตระกูลเพื่อยืนยันตัวตน
หลินเทียนเดินไปต่อแถวเงียบ ๆ พลางโยนถั่วเข้าปากเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์ เขาไม่ได้สนใจผู้คนรอบข้างนัก จนกระทั่งจู่ ๆ ก็มีเสียงเอะอะดังขึ้นมาจากด้านหลัง
ผู้คนหลายคนหันไปมองพร้อมกัน รวมถึงหลินเทียนด้วย
ชายหนุ่มห้าคนกำลังเดินเข้ามาช้า ๆ จากท้ายแถว คนที่เดินนำหน้าสวมชุดหรูหรา ท่าทางหยิ่งผยอง มือหนึ่งถือพัดคอยโบกเบา ๆ
“นั่นมันคุณชายเจียงไม่ใช่หรือ?”
“เขาจะเข้าหอตำราด้วยงั้นรึ…”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที
หลินเทียนมองเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันกลับมากินถั่วต่อเหมือนไม่สนใจอะไร
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหน้าเขาเล็กน้อยขยับเข้ามากระซิบเบา ๆ
“นี่ เ้าไม่รู้หรือ? นั่นคือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเจียง ตระกูลใหญ่ของเมืองนี้ เขาชื่อเจียงซาน เป็ลูกชายคนเดียวของจ้าวตระกูล”
ชายหนุ่มลดเสียงลงอีกเล็กน้อย
“เ้านั่นนิสัยแย่มาก ชอบใช้อำนาจตระกูลกดขี่คนอื่น แล้วลูกน้องที่ตามมาก็เป็พวกอันธพาลทั้งนั้น”
หลินเทียนพยักหน้าเรียบ ๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ไม่นาน คนทั้งห้าก็เดินตรงเข้ามาโดยไม่มีทีท่าว่าจะต่อแถว ผู้คนด้านหลังต่างรีบหลบให้ด้วยสีหน้าจำใจ
“นี่ เ้าน่ะ ถอยไปให้คุณชายเจียงเสีย”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังหลินเทียน
เขาเหลือบมองอีกฝ่ายเพียงนิดเดียว ก่อนจะโยนถั่วเข้าปากต่อ เพราะตอนนี้ใกล้จะถึงคิวของเขาแล้ว
เมื่อเห็นว่าโดนเมิน ชายคนนั้นก็เริ่มโมโห
“เห้ย! แกไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไง!”
ตอนนั้นชายหนุ่มด้านหน้าหลินเทียนได้เข้าไปด้านในแล้ว เหลือเพียงเขาคนเดียวที่กำลังจะถึงคิว
แต่ขณะที่หลินเทียนกำลังก้าวไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งก็เอื้อมมาจับไหล่เขาไว้ทันที
“เห้ย! แกจะไปไหน ข้าถามไม่ได้ยินหรือไง!”
หลินเทียนหันไปมองเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“เห้ย ไอ้ลูกหมา ปล่อยมือ ถึงคิวข้าแล้ว ข้าจะเข้าไปด้านใน”
คำพูดนั้นทำให้ชายคนนั้นหน้าแดงด้วยความโกรธทันที
“แกหาเื่ตายเองนะ!”
พูดจบ เขาก็ชกหมัดออกมาอย่างรวดเร็ว พลังปราณรวมตัวอยู่ที่หมัดจนเกิดเสียงลมปะทะ ผู้คนรอบข้างต่างใ เพราะไม่มีใครคิดว่าเขาจะลงมือทันทีแบบนี้
ตูม!!!
เสียงะเิดังขึ้น คลื่นพลังพัดกระจายออกไปรอบด้าน
แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ผู้คนตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
หลินเทียนเพียงยืนอยู่เฉย ๆ มือข้างหนึ่งกำข้อมือของชายคนนั้นเอาไว้แน่น หมัดที่อัดแน่นด้วยพลังปราณถูกหยุดลงอย่างง่ายดาย ราวกับถูกคีมเหล็กหนีบเอาไว้
เขาโยนถั่วเข้าปากอีกเม็ด ก่อนจะพูดขึ้นเรียบ ๆ
“อย่าใจร้อนสิ วันนี้ข้าอารมณ์ดี ข้าจะไม่ถือสาเ้า”
“ถอยออกไปเสีย”
ด้านหลัง กลุ่มของคุณชายเจียงยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ สีหน้าอ่านไม่ออกเลยแม้แต่น้อย