บทที่ 9 คนที่อ่านบทนี้ ตายแล้ว
ท่ามกลางความตื่นตระหนก ในที่สุดชายหัวโล้นก็ตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย “อย่าเข้ามานะ ถ้าแกเข้ามาฉันฆ่าเธอแน่!”
ใช่แล้ว การจับกวนหลิงเป็ตัวประกันเพื่อข่มขู่เหอเจ๋อคือไม้ตายของชายหัวโล้น
เหอเจ๋อรู้สึกว่าเนื้อเื่มันน้ำเน่าเกินไป จึงยักไหล่ “คิดบทใหม่ ๆ บ้างไม่ได้เหรอ? ในละครตัวร้ายสิบคนที่พูดบทนี้ ตายหมดเลยนะ”
ชายหัวโล้นครุ่นคิดดู ก็พบว่าเป็แบบนั้นจริง ๆ ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เขาปล่อยมือที่จับกวนหลิงไว้ แล้วก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที "พี่ชาย ผมผิดไปแล้ว ปล่อยผมไปเถอะ"
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็ไปอย่างที่คิด ท่าทางของชายหัวโล้นทำให้เหอเจ๋ออึดอัดใจมาก ถ้าเขายังพูดจาข่มขู่ต่อไป เหอเจ๋อคงจะต่อยเขาสักที
แต่ตอนนี้เขาดูขี้ขลาดมาก จนเหอเจ๋อไม่อยากลงมือ
“นักข่าวกวน เื่นี้คุณเป็คนตัดสินใจนะ? คุณจะจัดการแบบไหน?” เหอเจ๋อมองกวนหลิงแวบหนึ่งแล้วถาม ในเมื่อเขาไม่ใช่ผู้เสียหาย ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดจึงไม่นับ
เวลานี้กวนหลิงยังคงตื่นกลัว เธอพิงกำแพงหายใจหอบ ถ้าเหอเจ๋อไม่ปรากฏตัวขึ้น คืนนี้เธอคงสูญเสียบางอย่างไปแน่
เมื่อกวนหลิงได้สติ สายตาก็เหลือบไปมองที่หัวของชายหัวโล้น
ชายหัวโล้นหันกลับไปหากวนหลิง พลางคุกเขาขอร้อง “นักข่าวกวน เื่นี้เป็คำสั่งของคุณชายจู ลูกน้องแบบพวกเราก็ไม่มีทางเลือก!”
กวนหลิงอ้าปากพูดอย่างอ่อนแรง “คุณเหอ ช่วยแจ้งตำรวจให้ฉันหน่อย”
ชายหัวโล้นได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้อนใจ เขารู้ดีว่าระดับฝีมือของตัวเองไม่ต่างจากชายเคราแพะเลย ฝีมือไม่มีทางเทียบเหอเจ๋อได้แน่ ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคุกเข่าและกอดขาของกวนหลิง “นักข่าวกวน คุณหนูกวน อย่าแจ้งตำรวจเลยนะ ผมมีแม่สูงวัยอายุแปดสิบปีที่บ้านกับลูกสาวอายุแปดขวบ... พวกเขาคิดว่าผมเป็เลขาของเ้านายใหญ่ ถ้าคราวนี้ผมติดคุก ภาพลักษณ์ของผมก็จะพังพินาศ…”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหอเจ๋อก็ทนไม่ไหวแล้ว เขาเดินไปตบหัวของชายหัวโล้นเต็มแรง “พูดจาให้มันเข้าท่าหน่อย หน้าตาแบบนี้จะเป็เลขาได้ยังไง มีใครเขาเชื่อบ้าง? ตอนอ่านบทนี้ แกคิดถึงเื่ตรรกะของเนื้อเื่บ้างไหม?”
ชายหัวโล้นถูกเหอเจ๋อตบจนหัวหมุน แต่ก็ยังกอดขากวนหลิงแน่น ร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตา
เมื่อเห็นชายหัวโล้นเป็แบบนี้ กวนหลิงดูเหมือนจะใจอ่อนลงเล็กน้อย “ครั้งนี้ช่างมันเถอะ… พวกคุณรีบไปซะ”
พอชายหัวโล้นได้ยินดังนั้น ราวกับได้รับการอภัยโทษ รีบลุกขึ้นยืนและหันหลังจะหนี
เหอเจ๋อเหลือบมองชายเคราแพะที่สลบอยู่บนพื้น แล้วะโบอก ชายหัวโล้นว่า “พาเพื่อนซี้ของแกไปด้วย”
ชายหัวโล้นรีบวิ่งพรวดพราดไปอุ้มชายเคราแพะไว้บนหลัง ภาพของทั้งคู่ก็หายลับไปในซอกหลืบของตรอกอย่างรวดเร็ว
เหอเจ๋อรู้สึกสับสนเล็กน้อยว่าทำไมกวนหลิงถึงปล่อยตัวพวกเขาไป
กำลังจะเอ่ยปากถาม ก็ต้องสะดุดกับภาพที่กวนหลิงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“สวัสดีค่ะ 110 ใช่ไหมคะ ฉันขอแจ้งความค่ะ เมื่อสักครู่ฉันถูกชายชาวจีนสองคนไล่ตามและจับตัวไว้ที่หมู่บ้านกว่างหนานถนนสายที่ 2 คนหนึ่งเป็ชายหัวโล้น สูงประมาณ 175 เิเ อีกคนมีเคราแพะ สูงประมาณ 180 เิเ น่าจะอายุประมาณ 30 ปีทั้งคู่ ใช่ค่ะ มีพลเมืองดีช่วยชีวิตฉันเอาไว้ ฉันปลอดภัยดีแล้ว ช่วยส่งเ้าหน้าที่มาจับคนร้ายสองคนนั้นด้วยค่ะ อย่าให้พวกมันหนีไปได้”
เหอเจ๋อ พลเมืองดีช่วยหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ตกตะลึงไปแล้ว ที่บอกว่า “ครั้งนี้ช่างมันเถอะ” ที่คุณพูดไว้ล่ะ? ความไว้วางใจขั้นพื้นฐานระหว่างผู้คนอยู่ตรงไหนกัน?
กวนหลิงวางสายแล้วหันมองเหอเจ๋อด้วยความสงสัย “คุณมองฉันแบบนี้ทำไม? ฉันไม่เคยพูดนะว่าจะไม่แจ้งความ?”
พี่สาว คุณชนะแล้ว คุณไม่เคยพูดจริง ๆ
ตำรวจมาถึงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากถนนสายนี้มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ตลอดทาง พวกเขาจึงสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างรวดเร็ว ส่วนชายหัวโล้นก็ไม่ได้มีโอกาสแบกชายเคราแพะหนีไปได้ไกล ก็ถูกเ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกลาดตระเวนจับกุมตัวไว้ได้
เหอเจ๋อในฐานะพยานสำคัญ และพลเมืองดีที่กล้าหาญก็ติดตามกวนหลิงไปที่สถานีตำรวจด้วย
หน้าห้องสอบสวน เหอเจ๋อและกวนหลิงเจอกับชายหัวโล้นและชายเคราแพะอีกครั้ง
เหอเจ๋อเพิ่งเข้าใจเป็ครั้งแรกว่า ‘สายตาสามารถฆ่าคนได้’ หมายความว่าอะไร สายตาที่ชายหัวโล้นมองกวนหลิง ราวกับจะกลืนเธอลงไปทั้งตัว
ถึงอย่างนั้น มันก็ไร้ประโยชน์แล้ว
กวนหลิงชี้ต่อหน้าตำรวจสองนายว่า “สองคนนี้ค่ะ”
คำให้การของกวนหลิงกระชับและชัดเจน และยังมีวิดีโอจากกล้องวงจรปิดเป็หลักฐานประกอบ ตำรวจจึงไม่จำเป็ต้องสอบปากคำเพิ่มเติม และจับกุมผู้ต้องหาทันที
หลังจากบันทึกคำให้การเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหอเจ๋อก็ออกจากสถานีตำรวจพร้อมกวนหลิง
ตอนที่ออกมา สายตาของเหอเจ๋อที่มองกวนหลิงก็เปลี่ยนไป
เมืองใหญ่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมขนาดนี้เลยเหรอ?
จางเหวินฉีก็เป็แบบนี้ กวนหลิงก็เป็แบบนี้
เหอเจ๋อรู้สึกคอดถึงบ้าน เขาคิดถึงนิสัยที่เรียบง่ายของผู้หญิงในเมืองเล็ก ๆ แบบแม่ของเขา เธอเป็คนที่ไม่เคยอ้อมค้อม ทำอะไรตรงไปตรงมา ถ้าไม่ถูกใจก็จะทุบตีเลย…
เหอเจ๋อขนลุกซู่ ให้ตายสิ อย่าคิดเื่พวกนี้จะดีกว่า
“คุณเหอ ขอบคุณสำหรับคืนนี้นะคะ” ระหว่างเดินกลับอารมณ์ของกวนหลิงก็สงบลง เธอพูดขึ้นระหว่างเดินกลับ
เหอเจ๋อทำหน้าใ “คืนนี้เหรอ? คุณจะขอบคุณยังไง ผมยังไม่เตรียมใจเลย”
กวนหลิงมองเหอเจ๋อ “ให้ฉันเลี้ยงเลี้ยงมื้อดึกไหม?”
เหอเจ๋อผิดหวังเล็กน้อย “แค่นั้นเองเหรอ?”
กวนหลิง “ลดค่าเช่าไม่ได้ ฉันต้องโอนเงินให้ป้าทุกเดือน”
เหอเจ๋อหดหู่เล็กน้อย เพราะสิ่งที่เขาคิดไม่ใช่แบบนี้ หลังจากที่พระเอกช่วยนางเอกแล้ว นางเอกไม่ได้ตอบแทนด้วยการมอบกายใจให้เขาเหรอ?
“ช่างมันเถอะ เลี้ยงมื้อดึกก็ได้ ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย” เหอเจ๋อถอนหายใจ “พอดีมีบางเื่ที่ผมอยากถามคุณด้วย”
บริเวณรอบนอกหมู่บ้านกว่างหนาน มีแผงบาร์บีคิวจำนวนมาก และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
อย่างไรก็ตาม เหอเจ๋อไม่ค่อยชอบร้านริมทางพวกนี้เท่าไหร่ แม้ว่าเขาจะกินแกะย่างเสียบไม้ไปแล้วก็ตาม...
วัตถุดิบของบาร์บีคิวถูกวางอยู่ในกล่องโฟม ซึ่งวางอยู่ริมถนนอย่างเลินเล่อ บางครั้งก็มีหนูวิ่งผ่านไปมา หลังจากที่ลูกค้ากินเสร็จแล้ว จานอาหารและตะเกียบก็ถูกโยนทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
“ไปกินที่แมคโดนัลด์กันเถอะ” เหอเจ๋อชี้ไปที่ร้านแมคโดนัลด์ที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงข้าง ๆ
กวนหลิงพยักหน้า “ตกลง”
ดูเหมือนว่า กวนหลิงก็ไม่ค่อยชอบร้านบาร์บีคิวแบบนี้สักเท่าไหร่
ร้านแมคโดนัลด์เปิดอยู่ติดกับร้านบาร์บีคิว น่าเสียดายที่ไม่มีใครเข้าไปกินเลย คนที่มากินบาร์บีคิวเบียดโต๊ะและเก้าอี้จนจะถึงทางเข้าร้านแล้ว
เหอเจ๋อกับกวนหลิงเดินไปที่หน้าประตูแมคโดนัลด์ ก็มีชายอ้วนคนหนึ่งเดินเข้ามา “หนุ่มหล่อ สาวสวย มากินบาร์บีคิวสิ จะไปกินอาหารฟาสต์ฟูดต่างชาติทำไม”
“ไม่เป็ไรค่ะ ขอบคุณ” กวนหลิงพูดแล้วก็เดินอ้อมไป
เหอเจ๋อเดินตามเข้าไป ทั้งสองคนสั่งชุดอาหารสองชุด จากนั้นก็หาโต๊ะนั่งติดหน้าต่าง
“คุณมีอะไรจะถามฉัน?” หลังจากนั่งลง กวนหลิงก็ถามเหอเจ๋อ
“ผมอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเหอฟิล์ม” เหอเจ๋อจิบโค้กแล้วถามอย่างช้า ๆ