“เ้านี่อย่างไรสามวันดี สี่วันไข้” พระชนนีฉางซุนกล่าวว่าแบบไม่จริงจัง
“ให้หมอหลวงตรวจอาการบ้างหรือยังเล่า”ครานี้พระสวามีตรัสถาม นางแย้มโอษฐ์บางเบาเพราะที่เจ็บหนักคือไข้ใจต่างหาก
“ซีเอ๋อร์สุขภาพอ่อนแอขออภัยที่ทำให้ฝ่าาและเสด็จแม่เป็กังวลเพคะ”
องค์จักรพรรดิทรงอุ้มอาเฉินขึ้นเหนือพื้นใบหน้าสองดวงห่างกันแค่คืบ ก่อนวางเ้าของร่างเล็กกระจ้อยร่อยลงบนเบาะนั่งใกล้กันพลางเอ่ยคำ
“ดวงตาเ้าเหมือนมารดาไม่ผิดเพี้ยน”
“ซีเอ๋อร์ขอตัวก่อนนะเพคะ”พระมเหสีตรัสขึ้นนางกำนัลคนสนิทเข้ามาประคองพระวรกายแน่งน้อยให้ลุกขึ้นพระมเหสีเก่อซีทรงยอบกายคารวะพระสวามีกับพระชนนีก่อนค้อมพระเศียรรับการคารวะจากพระอนุชาของสวามี ขณะที่ดวงเนตรคมขององค์จักรพรรดิทอดมองตามพระมเหสี
ฉวนลี่ถิงมองครอบครัวแสดงความห่วงใยกันแล้วน้อมศีรษะให้พระมเหสียามเสด็จผ่านไป ตอนนี้อาเฉินนั่งตัวแข็งอยู่ข้างพระบิดาปากเริ่มเปล่งเสียง มือเริ่มไขว่คว้ามาตรงหน้าหมายให้เสด็จอาของเขาอุ้มพาไปจากตรงนั้น
“ไม่ทันไรก็กลายเป็เด็กติดเสด็จอาไปแล้วหรือไหนเ้าลองเรียกเสด็จพ่อซิ”
“ซิ”
คำเรียกขานขององค์ชายน้อยเรียกรอยยิ้มจากพระบิดาได้แม้แต่พระอัยยิกาก็ทรงพระสรวล
“เสด็จพ่อ”
“เส่”...ที่หมายถึงเสวี่ย
พระชนนีฉางซุนส่ายพักตร์
“เลอะเลือนใหญ่แล้วเ้าเด็กคนนี้”
“เสด็จป้า โปรดอภัย”เสวี่ยอ๋องตรัสพร้อมแย้มสรวลเล็กน้อยหวังพระทัยว่าพระชนนีจะไม่ทรงถือโทษเอากับความไร้เดียงสาของอาเฉิน
“ข้าจะโกรธเ้าได้อย่างไรก็รู้อยู่ว่าเด็กเล็กเหมือนนกแก้ว คุ้นกับใครก็เกาะคนนั้น ใช่หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าน่ะ มาใกล้ๆ ข้า”สตรีสูงวัยตรัสเรียก
ฉวนลี่ถิงลุกจากที่นั่งเดินเข้าไปใกล้ที่ประทับ
“เงยหน้าขึ้นให้ข้ามองได้ชัดๆ”
หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่ายคนที่มองหน้านางชัดๆ ในระยะใกล้ไม่ได้มีเพียงแต่พระชนนีแต่รวมถึงองค์จักรพรรดิด้วยบัดนี้ทรงปล่อยตัวพระโอรสที่ดิ้นรนลงมาหาเสด็จอาของเขาซึ่งประทับอยู่เบื้องล่าง
“หมดจดสะสวยไม่เบาคงไม่ต่างจากคนพี่กี่มากน้อยสิท่า” ทรงหันไปขอความเห็นพระโอรสที่แววพระเนตรกำลังฉายความพึงพอใจต่อสตรีเบื้องหน้าอยู่มาก
“เจวียนเอ๋อร์งดงามประหนึ่งบุปผา์น้องสาวนางก็มิต่างกันมากนักพ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่”
ฉวนลี่ถิงหน้าแดงที่ถูกชมเกินจริงนางรึจะสวยเทียบเท่าพี่สาว อีกอย่างนางมิชมชอบให้ชายกล่าวชมรูปโฉมภายนอกเท่าใดนักโดยเฉพาะคำกล่าวที่มาจากคนเป็พี่เขยด้วยแล้ว
“ขอบใจเ้าที่เลี้ยงดูสายพระโลหิตขององค์จักรพรรดิและขอบใจที่พาเขามาส่ง”
“หม่อมฉันเพียงทำตามเจตนารมณ์ของพี่สาวก่อนตายเพคะ”ตอนนั้นอาเฉินเดินกลับมาหาน้าสาวแล้ว นางจึงกุมมือเล็กไว้
“ข้ารับปากจะดูแลเขาอย่างดีอยู่ที่นี่เขาจะมีพี่ มีน้อง มีเพื่อนเล่น”
“เสด็จป้าจะรับอาเฉินมาอยู่ที่นี่เมื่อไรพ่ะย่ะค่ะ”
“คิดๆ ดูแล้วรับเขาไว้ั้แ่วันนี้เลยก็ดี เื่แม่นมเื่นางกำนัลที่จะจัดหามาดูแลเขาก็ไม่มีอะไรต้องคิดวุ่นวาย”
ฉวนลี่ถิงสะท้านไปทั้งตัวเมื่อได้ยินนางเพียงคิดว่าพาอาเฉินมาพบหน้าเสด็จพ่อเสด็จย่าของเขาเท่านั้นและจะพาเขากลับตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์คิดว่าตัวเองยังพอมีเวลาได้อยู่กับหลานต่อสักระยะ อย่างน้อยก็ให้ได้ล่ำลากันก่อน
“อาเฉินยังไม่พร้อมเพคะ”ด้วยความห่วงหลาน หญิงสาวจึงโพล่งออกมา
“บังอาจ!” สตรีสูงศักดิ์ทรงตวาดจนนางสะดุ้ง ไม่ต่างจากอาเฉินเด็กน้อยที่เคยขวัญกล้าร้องไห้จ้าทันที ซ้ำยังปัสสาวะราดนองพื้น
จักรพรรดิเสียเจิ้งหรี่พระเนตรคมลงพระวรกายสูงยืนอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าฉวนลี่ถิง นั่นยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าตัวนางหดเล็กลงไปอีก
“เ้าคิดว่าข้าจะดูแลลูกตัวเองไม่ได้หรืออย่างไร”
เซวียเสวี่ยจิ้งจึงทรงรีบเข้าไกล่เกลี่ย“พระทัยเย็นสักนิด นางพูดก็ด้วยความเป็ห่วงอาเฉินอยู่กับนางั้แ่ลืมตาดูโลก ไม่ใช่มารดาก็เหมือนใช่กินอยู่หลับนอนทั้งสองไม่เคยห่างกัน อีกทั้งอาเฉินยังไม่คุ้นชินกับชีวิตใหม่ๆขอเวลาให้ทั้งสองสักระยะได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะอบรมและเตรียมเขาให้พร้อมเข้าวังครั้งหน้าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก”
“เ้าจะขอเวลาเพื่อเขาถึงเมื่อไร”
“ก่อนงานวันเทศกาลจงชิวรับรองว่าเขาจะไม่ร้องไห้โยเยเพราะตื่นกลัว หรือเป็ดังเช่นวันนี้”
เสวี่ยอ๋องทรงหันไปทางพระชนนี“ขอเสด็จป้าทรงเมตตาด้วย”
“ดูเ้าเอ็นดูเขามากเลยนะ”
“มิต่างจากเสด็จป้าเคยเมตตาเอ็นดูเสี่ยวเสวี่ยในวันวานหรอก พ่ะย่ะค่ะ”
ริมพระโอษฐ์พระชนนีแย้มเปิดอย่างพอพระทัยทรงมองนัดดาคนใหม่ รู้สึกไม่โปรดสักนิดกับเสียงร้องไห้น่ารำคาญยิ่งบวกกับชาติกำเนิด ต่ำต้อยด้วยแล้ว
“ทำให้เขาเงียบทีเถอะ”
ฉวนลี่ถิงคุกเข่าลงข้างอาเฉินทั้งกล่าวปลอบและเช็ดน้ำตาให้
“พระองค์ดำริเช่นไรมอบให้เสวี่ยอ๋องจัดการก็ดีเหมือนกัน ทางนี้เราก็เตรียมจัดที่จัดทางไว้รอแม่คิดว่าคงต้องแยกตำหนักให้เขา เื่คนดูแลคงต้องคัดสรรอีกที”
“ตามแต่เสด็จแม่จะโปรด”เพราะ่เวลานี้จักรพรรดิเสียเจิ้งทรงไม่อยากเอาเื่วังหลังมาวุ่นวายพระทัยเท่าไรเื่ใดจัดการได้ก็ปล่อยๆ ให้พระมเหสีหรือไม่ก็พระชนนีจัดการไปก่อน
“เป็เช่นนั้นก็ดีอีกห้าเดือนค่อยรับเขาเข้าวัง และเมื่อถึงเวลาแล้วจะยังไม่รู้ความแบบนี้อีกไม่ได้เด็ดขาด”
จะอะไรนักหนากับเด็กเล็กๆแค่คนเดียว!...ฉวนลี่ถิงค้านในใจ หากพูดออกมาก็คงหัวหลุดจากบ่า
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบพระทัยเพคะ”เมื่อเสวี่ยอ๋องน้อมรับพระบัญชา ตัวนางเองก็คงต้องโอนอ่อน
นางกำนัลประคองพระชนนีฉางซุนลุกขึ้นทรงทอดพระเนตรมายังอาเฉินอีกครั้งแล้วส่ายพระพักตร์ ก่อนพระดำเนินผ่านไป
ในสายตาของฉวนลี่ถิงนั้นพระนางช่างเป็ย่าที่น่ากลัว ห่างเหิน ไร้จิตเมตตา ไม่กล่าวปลอบหลานตัวเองแม้สักคำกลับทำท่ารำคาญ เ้ายศเ้าอย่าง คงเพราะอาเฉินเกิดจากมารดาผู้ต่ำต้อยกระมังนับว่ายังดีที่องค์จักรพรรดิยังทรงมีแก่ใจยื่นพระหัตถ์มาลูบศีรษะพระโอรส
“ต่อไปเมื่ออยู่กับข้าแล้วเ้าจะต้องไม่เป็คนเ้าน้ำตาดั่งเช่นสตรี” พระองค์ตรัสพร้อมตวัดพระเนตรมองหญิงสาวอีกหนก่อนเสด็จผ่านไป
“เสวี่ยจิ้งน้อมส่งเสด็จ”
ครั้นมั่นใจว่าผู้คนที่ทำให้อกสั่นขวัญหายไปกันหมดแล้วฉวนลี่ถิงก็รีบกอดหลานชายไว้แนบอกเพื่อเรียกขวัญแต่เสด็จอาของเขาทรงมีไม้เด็ดกว่านั้นทรงซ่อนขนมไว้ในแขนเสื้อแล้วยื่นให้เด็กน้อยดวงตาเพิ่งหมาดน้ำ
“นิ่งเสีย”
อาเฉินเห็นขนมก็สูดน้ำมูกดั่งคำของเสด็จอาเป็ประกาศิต เด็กชายเลิกร้องไห้ในทันที
“เขาทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร พระองค์ให้รางวัลเขา ไม่เกรงว่า...”
“ผ่านมาชั่วยามแล้วเ้าไม่คิดว่าอาเฉินทำได้ดีที่สุดแล้วหรือ นั่นคือรางวัลสำหรับคนเก่ง”
อาเฉินผงกศีรษะน้อยๆแล้วรับขนมไป
“ไปเถอะพาเขากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้ากับเ้า เรายังมีเื่ต้องวางแผนจัดการกันอีกมาก”