สมิทธิ์ประหลาดใจเมื่อรู้ว่าตลอดเวลาที่เขาไม่สามารถติดต่อกับเทพแห่งาเพื่อเข้าทรงได้เกิดขึ้นเพราะตัวของเขานั่นเอง
“ก้าวข้ามประตูที่เชื่อมระหว่างจิตของเ้ากับเทพเ้าแล้วเอื้อมมือรับเอาพลังแห่งเทพไปใช้ซะ” เสียงของสรรค์ดังและหนักแน่น
สมิทธิ์พยายามรวบรวมสติ สลัดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วเดินเข้าไปใกล้ประตูบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าตามที่สรรค์บอก
กระแสไฟฟ้ายังพุ่งออกมาจากประตูไม่หยุด แต่กลับไม่ได้ทำอันตรายใดๆกับสมิทธิ์ สายฟ้าพุ่งเฉี่ยวร่างของเขาไปเหมือนมีแรงผลัก เขาค่อยๆก้าวเดินเข้าไปใกล้ประตูขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อได้ระยะ เขาเอื้อมมือเพื่อที่จะผลักเปิดประตูเข้าไปกระแสไฟฟ้าวิ่งเข้ามาเชื่อมระหว่างแขนข้างที่ยื่นมาข้างหน้ากับบานประตูเอาไว้อีกก้าวเดียวเขาก็จะเข้าไปข้างในได้แล้ว อีกด้านของประตูซึ่งน่าจะเป็ห้องโถงบัลลังก์ที่เขาและเทพแห่งาใช้ในการพูดคุยกัน
สมิทธิ์หยุดมือของตัวเองเอาไว้ กระแสไฟฟ้าบนแขนและประตูที่เชื่อมต่อเขากับเทพเ้าก็หายไปพร้อมกัน พริบตาเดียว สมิทธิ์ก็กลับมาอยู่ในห้องสุสานคนทรงอีกครั้ง
เขาเก็บมือเข้ามา พูดกับสรรค์ด้วยน้ำเสียงผิดหวัง“ชั้น... ทำไม่ได้”
สมิทธิ์คิดว่าสรรค์คงจะโวยวายด้วยความโกรธใส่เขาเหมือนทุกครั้งแต่สรรค์ได้แต่เงียบ ซึ่งยิ่งทำให้สมิทธิ์รู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก
สรรค์หันหลัง ก่อนที่เขาจะออกจากห้องก็ได้พูดทิ้งท้ายเอาไว้ซึ่งเป็ทั้งคำปลอบใจและแรงกดดันให้กับสมิทธิ์ไปพร้อมๆ กัน
“ไม่เป็ไร ยังมีเวลาอีก 2 วัน แต่ก็รีบหน่อยล่ะ เพราะถ้าเ้าทำไม่ได้แม้แต่สุสานแห่งนี้ ก็คงไม่อยู่เหลือให้เราได้ใช้”
สมิทธิ์นอนค้างที่ห้องสุสานคนทรง(ซึ่งสรรค์บอกว่าไม่มีศพแล้ว) ตามคำสั่ง เอ่อ... ตามคำแนะนำของสรรค์เพื่อให้เขามีสมาธิและเวลาเต็มที่ในการฝึกฝนจิต เขานอนอยู่บนมือของรูปปั้นั์ซึ่งสูงจากพื้นเท่าตึกหลังหนึ่งได้เลยถึงจะดูเป็ที่นอนที่อันตรายมาก ถ้าเผลอพลิกตัวตกลงมา แต่ก็ดูเท่ดี
หลังจากที่สรรค์ออกจากห้องไป สมิทธิ์พยายามเข้าทรงอีกหลายครั้งแต่ทุกครั้งก็จบลงที่เขาได้แต่ยืนลังเลอยู่หน้าประตูเทพมีอะไรบางอย่างทำให้เขาไม่สามารถเปิดประตูบานนั้น เพื่อไปพบกับเทพแห่งาได้ในที่สุดสมิทธิ์ก็อ่อนเพลียจากการเข้าทรงซ้ำๆ จนผล็อยหลับไปบนฝ่ามือของรูปปั้นหินนั่นเอง
“สมิทธิ์”
เสียงปริศนาลอยมาในความมืด สมิทธิ์ยังไม่ตื่น
“สมิทธิ์” เสียงนั้นดังขึ้น จนสมิทธิ์รู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย
“ขอเวลาชั้นหน่อยน่า... สรรค์” เขาต่อรองเสียงอ่อยแต่ดูเหมือนว่าเ้าของเสียงที่สมิทธิ์คุยด้วยนั้นไม่ใช่สรรค์
เมื่อเขาลืมตาเต็มที่ ภาพแรกที่สมิทธิ์เห็นคือใบหน้างามของเทพแห่งากำลังจ้องมองลงมาที่เขาอย่างน้อยใจ
“เธอไม่อยากได้พลังของเราขนาดนี้เลยรึ?” เสียงของเทพแห่งาดังก้องกังวานเหมือนเสียงระฆังแก้ว
“หวา… ท... เทพแห่งา!”เขาใสะดุ้งลุกขึ้นมา ลิ้นพันกันไปหมด
ตอนนี้สมิทธิ์ตื่นตาแข็งเหมือนได้ดื่มกาแฟกระป๋องสักโหลหนึ่งแต่เขาก็ยังไม่มั่นใจว่ายังอยู่ในความฝันหรือไม่ เพราะมือของรูปปั้นที่เขานอนอยู่นั้นกลับกลายเป็ฝ่ามือขนาดใหญ่โตของเทพแห่งาไม่สิ... ต้องบอกว่ารูปปั้นเทวดาทั้งองค์ได้เปลี่ยนกลายเป็เทพแห่งาไปแล้ว
“นี่ชั้นองค์ลงอีกแล้วเหรอเนี่ย!” สมิทธิ์ะโอย่างประหลาดใจทั้งๆ ที่เขาน่าจะดีใจที่สามารถติดต่อกับเทพประจำตัวของเขาได้อีกครั้งมากกว่า
“ทางผ่านของพลังเทพเ้าไม่ได้มีทางเดียวหรอกนะตอนนี้เธอกำลังอยู่ในความฝันที่เราสร้างขึ้น พวกมนุษย์เรียกมันว่า เทพนิมิต”เทพแห่งาอธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เทพนิมิตงั้นเหรอ...” สมิทธิ์มองไปรอบๆ
นอกจากรูปปั้นั์จะเปลี่ยนเป็ร่างของเทพแห่งาแล้วภายในสุสานคนทรงก็ได้เปลี่ยนเป็ผืนเมฆสีเขียวอ่อนส่องประกายระยิบระยับกว้างสุดลูกหูลูกตาอย่างน่าอัศจรรย์ซึ่งผืนเมฆทั้งหมดนั้น เกิดมาจากชายผ้าคลุมของเทพแห่งานั่นเอง
“ที่แห่งนี้เราทำได้แค่พูดคุย หรือแสดงภาพมายาให้เห็นเท่านั้น ดีใจที่ได้เจอเธออีกครั้งนะสมิทธิ์”
