ห้องโถง…
อ้ายเหรินไปหยิบกระดาษ พู่กันสองแบบ และแท่นหมึกในห้องมาวางไว้บนโต๊ะหลังจากที่พวกเขากินข้าวเสร็จแล้ว เขารู้ว่าพ่อไม่เชื่อที่เขาพูดเพราะตัวเขาเองกับพี่ชายกว่าพ่อจะสอนให้พวกเขียนได้แบบนี้ก็ต้องสอนั้แ่เด็ก แม้แต่ตอนที่พ่อยังเป็นักโทษการเมืองก็ยังแอบให้พวกเขาฝึกการเขียนพู่กันเสมอ
“เธอเขียนบทความนี้นะ เหมือนเมื่อวานเลยสองแบบทำให้พ่อเขาดูหน่อย เดี๋ยวเขาจะหาว่าฉันเป็เด็กเลี้ยงแกะ” อ้ายเหรินขอร้องจ้าวเหว่ย
จ้าวเหว่ยเลยโชว์สกิลที่ได้จากแม่สักหน่อย เธอเริ่มั้แ่การฝนหมึกจ้าวเหว่ยใส่น้ำหนึ่งช้อนลงไปในจานแล้วเธอก็จับแท่งหมึกในแนวดิ่งหมุนแท่งหมึกเป็รูปวงกลมเพื่อฝนหมึกในจานด้วยความเร็วสม่ำเสมอพอหมึกเหนียวข้นเธอก็เติมน้ำไปอีกครึ่งช้อนก่อนจะฝนหมึกอีกครั้งให้ได้น้ำหมึกตามที่เธอ้า
พ่อสามีมองน้ำหมึกที่เธอฝนออกมาเขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ เหว่ยเอ๋อร์มีความสามารถเื่นี้จริง ก่อนที่เขาจะดูท่าจับพู่กันของเธอแล้วรอดูตัวหนังสือที่เธอเขียนออกมา
อ้ายเหรินรอจนหมึกแห้งก่อนนะเอามาให้พ่อดูใกล้ ๆ
“ผมบอกพ่อแล้วว่าเธอเขียนได้ดีจริงๆ พ่อเชื่อผมหรือยัง”
" อืม...เธอเขียนได้ดีมากจริงๆ เหว๋ยเอ๋อร์ เขียนได้งดงามมากไม่น่าเชื่อว่าหลินเจียงจะสอนลูกเื่นี้ด้วยแล้วยังเป็คนที่มีความสามารถขนาดนี้
จ้าวเหว่ยแอบเบะปาก
“ฉันเรียนเองค่ะ พ่อไม่ได้รู้เื่นี้เลยถ้าเขารู้เขาคงให้ฉันไปโชว์ศิลปะขั้นสูงตามแหล่งบันเทิงของคนรวยๆ แล้วล่ะ เขาคงไม่ให้ฉันแต่งงานแบบนี้หรอกค่ะ”
“พ่อเธอคงไม่ทำแบบนั้นหรอก” พ่อสามีปลอบใจเธอ
“พ่อก็รู้ว่าพ่อของฉันทำได้เื่แบบนี้พ่อเขามีความสามารถค่ะ”
“พรุ่งนี้เธอไปรอหน้าวิทยาลัยก็แล้วกันนะ” อ้ายเหรินบอกเธอ
จ้าวเหว่ยตกลงจะไปรอเขาก่อนเลิกเรียน
ห้องนอนเฉินเล่อ..
วันนี้เธอมีกำไลจากการขายกากถั่วเหลืองและให้แม่สามีสิบสองหยวน เงินจากสินเดิมสามสิบหยวน ซองแดงรับไหว้หลังแต่งงานสามสิบหยวน แม่ให้มาให้มาอีกยี่สิบหยวนแต่เธอเอาไปซื้อของฝากให้เฉินเล่อกลับหน่วยบางส่วน ตอนนี้เธอมีเงินประมาณแปดสิบหยวนแล้วถ้ากากถั่วเหลืองเยอะกว่านี้เธอคงต้องแบ่งเป็ค่าแรงให้พ่อแม่ของเขาด้วย เธอไม่อยากเอาเปรียบใคร
เป้าหมายที่เธอตั้งไว้ว่าจะหาเงินก่อนหย่าเธอตั้งเป้าไว้สองพันหยวนอย่างน้อย ๆ ตอนนี้ช่างอีกยาวไกลจริงๆ แล้วตอนนี้เธอมีการค้าแล้วไม่เหมือนในนิยายแบบนี้เธอก็เปลี่ยนเส้นเื่ของนิยายได้แล้วจริงๆ ใช่ไหม
ต้องรออีกสามเดือนว่าพ่อเธอจะมาคุยเื่ให้เธอหย่ากับเขาไหม ถ้ามาคุยก็แสดงว่าเธอไม่ได้เปลี่ยนอะไรในนิยายเลยสุดท้ายตัวละครนี้ก็ต้องตายอยู่ดี
“แม่ไม่สบายหรือเปล่าฮะ เดี๋ยวแม่ก็ยิ้มเดี๋ยวแม่ก็ทำหน้าบึ้ง ให้ผมไปหายาให้เอาไหม” ซิงซิงที่มองแม่ของเขาอยู่บนเตียงนานแล้วรู้สึกกลัวขึ้นมา แม่ต้องป่วยแน่ๆ เลย
“แม่ไม่ได้เป็อะไรจ๊ะ แม่แค่คิดเื่เรื่อยเปื่อยเฉยๆ ” จ้าวเหว่ยหัวเราะ
เธอพาเขาเข้านอนทันทีเพราะเขาง่วงมากแล้ว จ้าวเหว่ยกอดซิงซิงเอาไว้แล้วตบหลังให้เขานอนหลับ
หน่วยทหาร….
เฉินเล่อกลับมาที่หน่วยเขาก็ไปทำการฝึกทหารทันที โดยไม่พอหลุดพักต่อ หลังจากที่ฝึกเสร็จเขากลับเข้าห้องพักมากับเพื่อนวันนี้พวกเขาเลิกช้าที่โรงอาหารแทบไม่เหลืออะไรให้กินเท่าไหร่ พวกเขาเลยเอาอาหารมากินที่ห้องพักแทนเพื่อที่แต่ละคนจะเอาของที่ทางบ้านส่งมากินร่วมกัน
เฉินเล่อหยิบกระเป๋าที่แม่เอากินใส่มาให้เขา เขาหยิบผักดองออกมาแล้วก็ของอย่างอื่นจนมาเห็นหมูแดดเดียวที่จ้าวเหว่ยทำให้เขาโดยเฉพาะเขามองของในมืออยู่นานจนเพื่อนๆ ทัก
“อันนี้เมียแกทำให้หรือยังไง อย่างนี้ล่ะน้า… มีอย่างที่ไหนเพิ่งแต่งงานแท้ๆ ก็รีบกลับมาแล้ว พอกลับมาก็มานั่งคิดถึงเมีย” หงอี้แซว
“ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอสักหน่อย แกก็รู้ดี”
“ไม่รู้สึกแต่มามองของแล้วนั่งคิดถึงเขาเนี่ยนะ อย่าหลอกตัวเองเลยวะเพื่อน”
เขาดึงถุงเนื้อออกจากมือของเฉินเล่อ แล้วของอื่นๆ ที่พวกเขาจะกินไปที่ห้องครัวก่อนเดินออกไป
“ถ้าไม่คิดอะไรฉันขอกินก็แล้วกันแกคงไม่ว่าอะไรหรอกเนอะ” เขาขำก่อนจะออกไปทำอาหาร
เฉินเล่อก็ไม่เข้าใจทำไมเขาต้องนึกถึงเธอสงสัยเขาคงกลัวเธอก่อนเื่ละมั้ง ไม่นานหงอี้ก็กลับมาพร้อมของที่เขาเอาไปทำที่ห้องครัวของหน่วย
“กลิ่นหอมดีนี่ฉันขอกินด้วยได้หรือเปล่า” ผิงอันเพื่อนของเฉินเล่ออีกคนถามขึ้นมา
“แกก็พูดเองว่าเป็ของที่เมียฉันทำให้ฉันกิน เพราะฉะนั้นฉันไม่แบ่งให้พวกแกกินหรอก” เฉินเล่อแกล้งพวกเขา
“ไม่ทันแล้วล่ะ” หงอี้หยิบเนื้อทอดเข้าปากเพื่อชิมรสชาติทันที ผิงอันก็เช่นกัน
“อร่อยนี่ ให้เมียแกทำมาให้กินอีกนะ เห็นแก่เพื่อนของแกสองคนที่ยังเป็โสดอยู่ได้ไหมเฉินเล่อ” หงอี้ทำหน้าอ้อนเพื่อน
“เธอคงไม่ทำมาหรอก แกก็กินเท่าที่มีนี่ล่ะแล้วแกเอาไปทอดหมดหรือเปล่า เหลือไว้ด้วยนะ” เฉินเล่อสั่งเพื่อน
“ไหนใครบอกว่าไม่สนใจไหนใครบอกว่าไม่เต็มใจแต่งงาน แต่ของฝากที่เขาทำให้ดันหวง แกคิดว่าไงหงอี้” ผิงอันเห็นเพื่อนปากแข็งเขาก็อดแหย่ไม่ได้
“กินๆ เข้าไปเถอะอย่าพูดมากเลยถ้าไม่กินก็เอาคืนมา” เฉินเล่อดุเพื่อนก่อนจะก้มหน้ากินข้าวไม่พูดอะไรต่อ
หงอี้มองเพื่อนก็อดขำในใจไม่ได้พวกเขาเป็เพื่อนสนิทกัน พักอยู่ด้วยกันมานานแล้วลึกๆ ในใจของเฉินเล่อเป็ยังไงทำไมเขาจะไม่รู้
วิทยาลัยครู…
จ้าวเหว่ยมายืนรออ้ายเหรินที่ใต้ต้นไม้หน้าวิทยาลัยก่อนที่จะมีคนวิ่งมาหาเธอ
“พี่รีบแทบตายนึกว่าจะไม่ทันเธอซะแล้ว”
“พักหายใจก่อนพี่ใหญ่อย่าบอกนะว่าวิ่งมาจากตึกเรียนเลย” จ้าวเหว่ยลูบหลังให้เขา ตอนนี้เธออยู่ในร่างนี้แล้วคนที่ดีกับร่างนี้เธอก็จะดีต่อเขาเช่นกัน
“ใช่นะซิฉันกลัวแกกับอ้ายเหรินไปก่อน” ซีอันที่เริ่มดีขึ้นรีบพูดกับน้อง
“ที่บ้านเป็ยังไงบ้างล่ะ แม่กับหยวนอันยังโดนพ่อด่าอยู่ไหม”
“ถ้าเขาอยู่เขาก็หาเื่ด่าได้ตลอดนั่นล่ะ แล้วแกบอกฉันมาตามตรงว่าแกเขียนพู่กันได้ยังไง ตอนเรียนอยู่แกยังเอามาให้ฉันช่วยเขียนให้เลย”
“คนเราก็ต้องมีการพัฒนาปะ พี่เพื่อนพี่ที่มีรถพ่วงพี่ยังติดต่อเขาอยู่หรือเปล่า”
“แกจะถามไปทำไม”
“ตอนนี้ฉันทำการค้าขายแล้ว ฉันรับกากถั่วเหลืองมาขาย แล้วก็มีคนมาซื้อฉันด้วยวันที่ฉันนัดโรงงานไปรับกากถั่วเหลืองฉันว่าจะจ้างเพื่อนพี่ขับรถไปกับฉันหน่อย”
ซีดันถามวันที่จะรับของกับน้อง เขาเห็นว่าเป็วันหยุดของเขาพอดีก็เลยจะไปเป็เพื่อนน้องเอง เขายืมรถเพื่อนได้และเขาก็อยากรู้เช่นกันว่าน้องเขาขายของพวกนี้ยังไง
“อ้าว… ซีอันจะไปกับพวกฉันด้วยเหรอไงหรือแค่มาคุยกับพี่สะใภ้ของฉัน”
“เฮอะ..พี่ใหญ่ดูเอาเถอะเขาชอบแกล้งฉันแบบนี้ตลอดเลย”
“ไม่ดีตรงไหนเขาเรียกก็ถูกแล้ว แกเด็กกว่าแต่เขาต้องเรียกแกพี่เแกไม่สะใจมั่งเหรอ” เขาก็แก่กว่าแท้แต่ดันไม่เรียกเขาพี่ถึงคราวฉันเอาคืนแกมั่งแล้วล่ะอ้ายเหริน
“อย่ามาเรียกร้องความเป็ธรรมเลย พี่เฉินเล่อก็แก่กว่านาย นายก็ทำตัวเป็เพื่อนเหมือนกันแหละพวกเราไปกันเถอะเดี๋ยวคุณหานจะรอพวกเรานาน”
พวกเขาเดินไปร้านอาหารที่นัดกับคุณหานไว้ อ้ายเหรินเล่าให้พวกเขาฟังว่าคุณหานเป็คนที่มีฐานะและเป็คนชอบสะสมพวกงานพู่กันแล้วก็พวกวัตถุโบราณ อย่าให้พวกเขาสองคนทำเสียมารยาทไปล่ะเวลาที่ไปนั่งคุย
อ้ายเหรินบอกพนักงานร้านว่าเขานัดคุณหานไว้ ก่อนที่พนักงานจะพาพวกเขาไปรอที่ห้องที่จองไว้
“เขาจะสนใจลายพู่กันของฉันจริงๆ เหรอคะ” จ้าวเหว่ยที่สำรวจห้องพิเศษที่พวกเขานั่งอยู่เสร็จแล้วถามเพื่อทำลายบรรยากาศที่เงียบงันของพวกเขาสามคน
“ถ้าไม่สนใจจะนัดแกมาทำไมกันล่ะ แกตื่นเต้นหรือยังไง”
“เปล่าค่ะกลัวเขาไม่จ้างน่ะ” เธอหัวเราะออกมา
คุณหานที่ยืนอยู่หน้าห้องได้ยินเสียงเด็กสาวพูดเขาก็อดที่จะเอ็นดูไม่ได้ ก่อนที่จะเปิดประตูเข้ามา
พวกเขาทั้งสามทักทายคุณหานก่อนที่อ้ายเหรินจะแนะนำสองคนที่พามาโดยเฉพาะจ้าวเหว่ย
“ดูเธอยังเด็กอยู่เลยนะคงฝึกพู่กันมาั้แ่เล็กๆ แน่เลย หายากที่เด็กอายุน้อยขนาดนี้จะมีลายเส้นที่ดีได้แบบนี้ แล้วเธอวาดรูปด้วยพู่กันได้หรือเปล่า” คุณหานคุยธุระทันที
“ขอบคุณที่ชมฉันค่ะ แต่ฉันไม่เคยวาดรูปจากพู่กันเลยค่ะ”
“ลองฝึกวาดดูนะ ถ้าทำออกมาได้ดีก็เอามาให้ฉันดูได้ถ้าผ่านมาตรฐานของฉัน ฉันก็จะรับซื้อเอาไว้”
“ค่ะ กลับไปฉันจะไปลองดู” เธอก็ไม่รู้หรอกว่าวาดได้ไหมเพราะไม่เคยเห็นแม่วาดเลยสักครั้ง
“คุณหานมีงานให้จ้าวเหว่ยทำเป็พิเศษหรือเปล่าครับถึงได้นัดเธอมาที่นี่”
“ฉันอยากให้น้องสาวเธอเขียนตำราโบราณให้ฉันสองเล่ม ฉันให้เล่มละสองร้อยหยวน ถ้าทำได้ดีฉันจะมีงานให้ทำอีกเธอคิดว่าเธอทำได้ไหม” คุณหานให้คนติดตามเอาตำราออกมาให้เขา พร้อมยื่นไปด้านหน้าของจ้าวเหว่ย
จ้าวเหว่ยเห็นชื่อตำราก็ยิ้มกริ่มในใจสองเล่มนี้เธอเคยอ่านแล้วในห้องหนังสือที่บ้านก็ยังมีอยู่เป็ ตำราที่แม่เธอซื้อเก็บไว้
“ได้ค่ะ ฉันตกลงรับงานนี้” จ้าวเหว่ยยิ้มให้คุณหาน
“ฉันจะเอาฉบับคัดลอกให้เธอก็แล้วกัน หวังว่าเธอจะทำออกมาได้ดี”
คุณหานให้คนติดตามหยิบหนังสือที่เป็เล่มคัดลอกกับกระดาษ พู่กันที่ต้องใช้และ หมึกให้เธอ พวกเขาสามคนขอตัวกลับหลังจากที่คุยเื่งานกันเสร็จแล้ว จ้าวเหว่ยเดินออกมาด้วยความอารมณ์ดีแต่ซีอันกังวลใจแทนเพราะเขากลัวน้องสาวทำไม่ได้
“ไม่ต้องห่วงหรอกนายก็เห็นลายมือของน้องตัวเองที่ฉันเอาให้ดูแล้วน้องนายทำได้แน่นอน”
อ้ายเหรินขอตัวไปทำธุระก่อน เขาให้สองพี่น้องกลับบ้านก่อนได้เลย ซีอันกับจ้าวเหว่ยก็เดินทางกลับบ้านด้วยกัน