"หมูป่า!!"
สามพี่น้องหันมองหน้ากันแล้วเผยยิ้มยินดีออกมาแบบนี้เท่ากับว่าพวกเขาจะมีเงินแล้ว
"พี่ใหญ่ หมูป่าตัวนี้เอาไปขายในเมืองเลยนะเ้าคะ พวกเราจะได้มีเงินซื้อข้าวสารกัน"
"แล้วเ้าไม่อยากกินหรือน้องเล็ก"
"ไม่เ้าค่ะพี่รอง แค่ไก่ป่ากับกระต่ายก็เพียงพอแล้ว"
"งั้นเอาตามที่น้องเล็กบอกก็แล้วกันน้องรอง"หากนาง้าเช่นนั้นเขาก็ไม่ขัด
"ขอรับ"
"ข้าว่าเรากลับบ้านกันเถอะพี่ใหญ่ พี่รองจื่อเอ๋อร์ชักจะหิวเสียแล้วอีกอย่างอยากกินเนื้อตุ๋นกระต่าย”
อวี้เหิงเยว่แหงนหน้ามองท้องฟ้าก็พบว่าเข้าสู่ยามเว่ยแล้วจึงได้ชักชวนน้องๆ กลับบ้าน “ไปเถอะเข้ายามเว่ยแล้ว”
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านอยากกินไป่ย่างสมุนไพรสูตรข้าหรือไม่?”
ได้ยินคำว่าไก่ย่างสมุนไพรทั้งสองพลันกลืนน้ำลายลงคออย่างช่วยไม่ได้
แต่ก็ยังมีความสงสัยก่อนเอ่ยถาม“ไก่ย่างเนื้อมันจะแห้งไม่ใช่หรือน้องเล็ก?”
“นั่นสิ พี่รองกับพี่ใหญ่เคยกินเมื่อนานมาแล้วเนื้อมันทั้งแห้งและฝืดคอมากแทบกลืนไม่ลง ยิ่งรสชาติไม่ต้องพูดถึง”
“แต่สูตรของข้า ทั้งนุ่ม หอมและก็อร่อยนะเ้าคะ ไม่เหมือนผู้ใด”
“จริงหรือ?” ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
อะไรคือจริงหรือ? นี่คงจะไม่เชื่อสินะรอให้ได้กินก่อนเถอะจากนั้นคงรบเร้าให้นางย่างให้กินอีก อวี้จื่อลู่จึงตอบออกไปด้วยความมั่นใจในฝีมือตัวเอง“แน่นอนอยู่แล้วเ้าค่ะ อีกเดี๋ยวกลับถึงบ้านข้าจะย่างให้พวกท่านกินดีหรือไม่”
ทั้งคู่มองหน้าสบตากันก่อนพยักหน้าเป็คำตอบว่าดี ทำเอานางยิ้มระรื่นชื่นหัวใจ ‘รอดูเถอะข้าจะทำให้สุดฝีมือเลย รสชาติก็ต้องมิมีผู้ใดเทียบเทียม’ แค่คิดว่ามีไก่ย่างเนื้อนุ่มละมุนลิ้นพร้อมรสชาติของเครื่องเทศที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งปาก ทำเอานางน้ำลายแทบไหล ‘โอ้ย!อยากกินไก่ย่าง ไก่ย่างจ๋าจื่อเอ๋อร์คนนี้มาแล้ว’
“น้องเล็ก” อวี้เหิงเยว่
“น้องเล็ก” อวี้เฉิงรุ่ย
สองพี่น้องมองหน้ากันอีกครั้งก่อนจะส่งเสียงดังลั่นเรียกนาง “อวี้จื่อลู่ / อวี้จื่อลู่”
ทำเอานางสะดุ้งยกใหญ่“ห้ะ! ว่ายังไงเ้าคะ”
“เช็ดน้ำลายหน่อยเถอะ” พูดน้อยแบบนี้ไม่ต้องบอกว่าใครก็รับรู้ได้จะใครเสียอีกล่ะก็พี่ชายคนโตของนางไงตามด้วยอีกคนที่บ่นยาวราวกับแม่น้ำทั้งสายที่ไหลไปไม่มีที่สิ้นสุด
“คิดอะไรอยู่ ดูสิน้ำลายไหลแล้วเช็ดเสียหน่อยหากมีผู้ใดมาเห็นเข้าคงใหนีกันหมดแล้วต่อไปจะมีใครกล้ามาแต่งเ้าออกเรือน”
“…”ทำเอานางใบ้กิน “ใครอยากออกเรือนกันเ้าคะพี่รองอย่างข้าถ้าไม่เจอคนที่ถูกใจ ไหนเลยที่ข้าจะมองให้เสียลูกกะตา” มั่นหน้าไปอีกว่าแต่นางทำหน้าตาน่าเกลียดแบบนั้นออกไปด้วยหรือ? จึงส่งสายตาไปหาพี่ชายทั้งสองเป็การยืนยันใช่หรือไม่
เหมือนทั้งสองจะเข้าใจสิ่งที่น้องสาวพวกเขา้าจะสื่อจึงตอบกลับไปเป็เสียงเดียวกัน “ใช่ / ใช่”
“พี่ใหญ่ พี่รอง” ทำเอานางร้องเสียงหลง อ๊ากกก! ไม่จริงใช่ไหมเมื่อมองหน้าพี่ชายอีกครั้งก็ได้แต่โอดครวญในใจ ‘คอยดูเถอะหากย่างไก่เสร็จแล้วข้าจะไม่ให้พวกท่านกิน’
สามพี่น้องเดินพูดคุยหยอกล้อทำให้มีเสียงหัวเราะกันมาตลอดเส้นจนทางจวบจนถึงบ้านเมื่อมาถึงอวี้เหิงเยว่และอวี้เฉิงรุ่ยก็ช่วยกันแบกหมูป่ามาวางไว้ที่ลานหน้าบ้านส่วนอวี้จื่อลู่นางก็นำไก่ป่ากับกระต่ายเข้าไปเก็บไว้ในครัวจากนั้นทั้งสามต่างก็แยกย้ายไปตรงลำธารเพื่อล้างเนื้อล้างตัวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินและใบไม้ใบหญ้าเพียงไม่นานสามคนพี่น้องก็มารวมตัวตรงหน้าลานบ้านใกล้ ๆ กับหมู่ป่าขนาดกลางที่นอนไร้สิ้นลมหายใจ
“พี่ใหญ่ ท่านจะเอาหมูป่าตัวนี้ออกไปขายในเมืองได้ยังไงเ้าคะในเมื่อเราไม่มีเกวียนเทียมหรือรถม้า” อวี้จื่อลู่ถามออกมาด้วยความสงสัย
“เดี๋ยวพี่จะไปขอจ้างเกวียนเทียมของลุงหม่าที่หน้าหมู่บ้านเอา”อวี้เหิงเยว่เอ่ยตอบ
“แต่เราไม่มีเงินจ้างเขาไม่ใช่หรือพี่ใหญ่”อวี้เฉิงรุ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าเป็กังวล
นางได้ยินสิ่งที่พี่ชายคนรองพูดก็อดตอบกลับมิได้“ทำไมเราจะไม่มีเงินจ้างล่ะเ้าคะพี่รอง อย่าลืมสิพี่ใหญ่กำลังเอาสิ่งใดไปขาย เมื่อขายได้เท่านี้เราก็มีเงินจ่ายค่าเกวียนเทียมของลุงหม่าแล้ว”
ได้ฟังที่น้องสาวบอกก็เข้าใจได้ทันที“นั่นสินะ ทำไม่ข้าถึงคิดไม่ได้กัน”
“ไม่ใช่ว่าเ้าคิดมิได้ แต่เ้ากลับไม่คิดเลยต่างหากเล่าน้องรอง”
เจอประโยคนี้ของพี่ใหญ่ไปทำเอาเขาสะอึกเลยทีเดียว“โถ่! พี่ใหญ่ข้าก็แค่คิดไม่ทันแค่นั้นเอง ใช่ไหมน้องเล็ก”พลางหันไปหาคนสนับสนุนคำพูดของตนอย่างน้องสาวคนเล็กทันทีทว่าเมื่อได้ฟังคำตอบจากนางทำเอาเขาถึงกับขาอ่อนแรงเข่าแทบทรุดลงไปนั่งกับพื้น
“ไม่รู้สิเ้าคะ ข้ามิได้ฟัง” นางตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ทั้งที่ในใจกลับลิงโลดและหัวเราะอย่างบ้าคลั่งที่ได้แกล้งพี่ชาย'อืม ข้าช่างชั่วร้ายจริง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า'
อวี้เหิงเยว่ได้แต่ส่ายหัวไปมาให้สองพี่น้องแล้วพูดกับทั้งคู่ว่า “น้องรองเ้าอยู่กับน้องเล็กที่บ้านก่อนนะข้าจะไปบ้านลุงหม่าเสียหน่อย”
“ขอรับ พี่ใหญ่ไว้ใจข้าได้เลย”อวี้เฉิงรุ่ยยืดอกตอบออกไปด้วยความหนักแน่นและมั่นใจ ‘ถึงพี่ใหญ่ไม่บอกข้าก็จะทำแบบนั้นอยู่แล้ว มิใช่ว่าข้าจะแอบี้เีเดินไปบ้านลุงหม่าหรอกนะแต่เพราะไม่มีใครอยู่บ้านกับจื่อเอ๋อร์เท่านั้นเองเขาไม่อยากทิ้งให้น้องอยู่บ้านคนเดียวแค่นั้นเองนะ นี่ข้าคิดจริง ๆไม่เชื่ออาเฉิงหรือ?’ หากนางรับรู้ความคิดของพี่ชายคนรองไม่รู้ว่าจะดีใจหรือไล่ให้ไปกับพี่ใหญ่กันแน่
ด้านอวี้เหิงเยว่หลังจากเดินหายเข้าไปในหมู่บ้านประมาณสองเค่อก็กลับมาพร้อมกับลุงหม่าและเกวียนเทียมของเขาเพียงชั่วน้ำชาเดือดสองคนหนึ่งเกวียนก็มาถึงยังหน้าบ้านหม่าถงเหยียนมองไปตรงหน้าลานบ้านที่มีหมูป่าขนาดกลางนอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจก่อนถามออกไปด้วยความตื่นเต้น “อาเหิงนี่เ้าล่าหมูป่าตัวนี้มาได้อย่างนั้นรึ?”
“ขอรับ”
“ยอดเยี่ยม ช่างเป็เด็กหนุ่มที่มีฝีมือในการล่าสัตว์ไม่น้อย” หม่าถงเหยียนเอ่ยชื่นชมเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความยินดีและดีใจไปกับทั้งสามพี่น้องอวี้แววตามีแต่ความรักใคร่และเอ็นดูประดุจลูกหลานอายุเพียงแค่สิบสี่หนาวถึงกับล่าหมูป่าได้ฝีมือมิอาจดูแคลนหากนำหมูป่าตัวนี้ไปขายแล้วอย่างน้อยสามคนพี่น้องก็พอมีเงินได้ซื้อข้าวของและอยู่ได้ไปอีกสักพักอย่างแน่นอนในที่สุด์ก็เมตตาแก่เด็ก ๆ เหล่านี้“อาเหิงเ้าขึ้นไปนั่งรอลุงบนเกวียนเลยแล้วกัน ประเดี๋ยวลุงไปแบกหมูขึ้นเกวียนให้”
“ขอบคุณขอรับลุงหม่า” เมื่อขอบคุณหม่าถงเหยียนเสร็จจากนั้นก็หันไปสั่งความกับอวี้เฉิงรุ่ย “น้องรองอยู่บ้านกับน้องเล็กก็ช่วยดูบ้านกันดีๆ ล่ะ แล้วห้ามเข้าป่าเป็อันขาดหากพี่ไม่อยู่ด้วย”
“เ้าค่ะ / ขอรับ”
ฟังสามพี่น้องพูดคุยกันเสร็จจากนั้นหม่าถงเหยียนเดินไปแบกหมูป่าที่มีขนาดกลางตรงหน้าลานบ้านด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงขึ้นเกวียนแล้วหันไปพูดกับเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู “เื่เงินค่าเกวียนพวกเ้าไม่ต้องจ่ายให้ลุงหรอกนะ ถือเสียว่าลุงนั่งเกวียนไปเที่ยวในเมืองก็แล้วกัน”
“แต่ มันจะดีหรือเ้าค่ะ” อวี้จื่อลู่พูดออกมาด้วยความลังเล
“เอาน่า พวกเ้าก็ตัวแค่นี้กัน ลุงไม่เอาเงินหรอก” ก่อนโบกมือลาแล้วขับเกวียนออกไปทันทีปล่อยให้สองพี่น้องยืนมองพี่ใหญ่และลุงหม่าขับเกวียนจากไปจนลับสายตาแล้วหันไปพูดกับอวี้เฉิงรุ่ยผู้เป็พี่ชายด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบายใจ
“พี่รองข้ารู้สึกไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไหร่นักที่ลุงหม่าไม่รับเงินค่าจ้างเกวียนเทียม”
เห็นสีหน้าน้องสาวพลางยื่นมือไปลูบหัวนางอย่างปลอบโยน “อย่าคิดมากเลยน้องเล็กลุงหม่าแกก็เป็คนใจดีแบบนี้ล่ะ”เมื่อเห็นว่าจื่อเอ๋อร์ยังมีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก จึงพูดออกมาอีกครั้ง“หากเ้าไม่สบายใจเช่นนั้นเ้าก็นำกระต่ายสักตัวมอบให้ลุงหม่าเพื่อเป็ของตอบแทนก็ได้แล้วนี่ จะคิดมากไปไย”
“จริงด้วยพี่รอง ข้านี่ไม่ได้เื่เอาเสียเลยเื่แค่นี้ก็ยังคิดไม่ถึงทั้งที่พวกเรายังมีไก่ป่ากับกระต่ายอยู่”เมื่อยกเื่หนักใจออกจากอกที่หนักอึ้งได้แล้ว รอยยิ้มจากเด็กน้อยก็ค่อย ๆเผยออกมาด้วยความสดใสและเบิกบานใจ ทำเอาพี่ชายอย่างอวี้เฉิงรุ่ยอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามนาง"พี่รอง เราไปทำไก่ย่างกันเถอะ"
อวี้เฉิงรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะมองไปยังไก่ทั้งสองที่โดนมัดขาอยู่ "จะทำไก่ทั้งสองตัวเลยหรือไม่? น้องเล็ก"
"ไม่เ้าค่ะ ข้าว่าจะทำแค่ตัวเดียว อีกตัวจื่อเอ๋อร์จะเลี้ยงไว้เพื่อให้มันออกไข่พวกเราจะได้มีไข่กิน ส่วนกระต่ายก็เลี้ยงด้วยหนึ่งตัวอีกตัวก็มอบให้ลุงหม่าเป็ค่าเกวียน" พูดจบก็ยิ้มจนตาหยี
"เป็ความคิดที่ดี น้องเล็กว่าอย่างยังไง พี่รองก็ว่าตามนั้น"
"ดีเ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นจื่อเอ๋อร์รบกวนพี่รองช่วยเชือดไก่ให้ข้าด้วยนะเดี๋ยวข้าไปขัดการกับพวกสามตัวที่เหลือก่อน"
"ไว้ใจพี่รองได้เลย"
ก่อนจะเดินไปเหมือนนางจะนึกได้จึงพูดกำชับผู้เป็พี่ชายอีกครั้ง "อ้ออย่าลืมเก็บเืไก่ไว้ให้ข้าด้วยนะเ้าคะ"
"ได้ ๆ"
จากนั้นอวี้จื่อลู่ก็นำไก่และกระต่ายอีกสองตัวไปเก็บซ่อนไว้ในโอ่งเก่าๆ เพราะนางสังหรณ์ใจว่าจะมีมารร้ายมาแย่งทรัพยากรอันน้อยนิดไปใช้เวลาจัดแจงไม่นานก็เดินกลับไปหาพี่ชายพร้อมกับเครื่องเทศสมุนไพรที่เก็บมาได้ระหว่างทางเมื่อไปถึงพบว่าพี่รองได้ทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมทั้งจุดไฟรอนางจึงทำการหมักไก่และเสียบไม้เพื่อทำการย่างทันทีสองพี่น้องนั่งย่างไก่ได้ประมาณหนึ่งเค่อไก่ตรงหน้าก็เริ่มส่งกลิ่นหอมลอยไปทั่วชวนให้ลิ้มลองนัก
"หอมมากเลยน้องเล็ก"
"แน่นอนอยู่แล้วเ้าค่ะ ฝีมือข้าเสียอย่าง" อวี้จื่อลู่พูดออกมาด้วยความภูมิใจก่อนพูดขึ้นมาอีกครั้ง "พี่รองข้าฝากย่างไก่ด้วย เดี๋ยวข้ามา"จากนั้นนางก็เดินหายทางหลังบ้านทันที ปล่อยให้อวี้เฉิงรุ่ยนั่งสุขใจกับการย่างไก่
ทางด้านอวี้เหิงเยว่
หลังจากที่ลุงหม่าพาเขาไปขายหมูป่าที่เหลาอาหารชื่อดังทำให้ได้เงินมาจำนวนสามสิบเหรียญเงินกับอีกห้าสิบห้าเหรียญทองแดงเมื่อรับเงินมาถึงกับมือไม้สั่นกับจำนวนเงินที่ได้รับมันช่างมากมายจนไม่เคยคิดฝันว่าจะมีวันนี้อวี้เหิงเยว่ไม่รอช้ารีบเก็บเงินไว้อย่างระมัดระวังจากนั้นก็ชวนลุงหม่าแวะกินบะหมี่คนละชามเพราะทั้งสองยังไม่มีใครได้กินข้าวหลังจากที่เขาจัดการกับบะหมี่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้วก็เดินไปซื้อหมั่นโถวฝากน้อง ๆคนละสองลูกและเซาปิ่งอีกคนละสามไม้พร้อมทั้งซื้อของที่น้องสาวได้บอกมาอย่างไม่ขาดตกใช้เวลาไปเป็หนึ่งชั่วยามกว่าจะซื้อทุกอย่างได้ครบทำเอาอวี้เหิงเยว่แทบหมดแรง
"เรากลับกันเถอะขอรับลุงหม่า" พูดจบก็ขึ้นไปนั่งบนเกวียนอย่างคนหมดแรง
"อืม"หม่าถงเหยียนตอบรับพลางชำเลืองมองเด็กหนุ่มด้วยแววตาขบขันปนเอ็นดูจึงถามออกไปด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ"แค่นี้ถึงกับหมดแรงเลยรึ? อาเหิง"
"โถ่! ลุงหม่าหากให้ข้ามาซื้อแบบนี้ ข้ายอมเข้าป่าไปล่าสัตว์ยังดีกว่าอีกขอรับ"ได้ยินคำตอบของเด็กตรงหน้าทำเอาเขาหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะขึ้นไปนั่งบนเกวียนแล้วขับออกไป
ย้อนกลับมาที่อวี้เฉิงรุ่ย
ที่กำลังนั่งย่างไก่อย่างสบายอารมณ์ทว่าความสุขนั้นเป็อันต้องหมดลง เมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นตรงหน้าเขา
"แหม่!! มีเนื้อให้กินทั้งทีไม่คิดจะนำไปแบ่งให้ข้าบ้างเช่นนั้นรึ? ช่างเป็เด็กที่เนรคุณเสียจริง"