กานต์ อนงค์ ตามท้ายด้วยอรศรีเดินเข้าหอพักมาอย่างรีบร้อน เมื่อพวกเขาเจอเด็ก ๆ ก็รีบมองสำรวจทุกคน โดยเฉพาะอนงค์กานต์กับชากร เมื่อเห็นว่าไม่ได้รับอันตรายใด ๆ ก็พากันโล่งใจ และเมื่อได้สอบถามเรื่องราวโดยละเอียดแล้ว อนงค์ถึงกับเดินมาลูบเนื้อลูบตัวกิ่งแก้วด้วยความเวทนา เธอก็มีลูกสาว เมื่อนึกถึงว่าถ้าลูกของตนโดนคนอื่นทำทารุณแบบนี้ หัวใจคนเป็นแม่ย่อมแตกสลายแน่นอน “แม่หนูทราบเรื่องนี้มั้ยจ๊ะ”
กิ่งแก้วส่ายหน้า ”หนูไม่ได้บอกค่ะ ไม่อยากให้แม่กังวล”
“โธ่เอ๋ย ลูก” อนงค์ถึงกับตาแดงเรื่อเมื่อได้ยิน “ไม่เป็นไร มาอยู่ที่นี่ พวกเราจะดูแลหนูเอง”
“เรื่องแม่หนู ยังไงตอนนี้ก็คงต้องบอกให้รู้แล้วนะ” อรศรีกล่าวสำทับ “หนูจะได้เจอแม่อีกทีเมื่อไหร่จ๊ะ”
“หนูกลับไปหาในวันหยุดได้ค่ะ”
“ให้หนูไปพูดคนเดียวอาจไม่ได้ผล เอาแบบนี้เดี๋ยวอากับอาอนงค์จะไปหาแม่หนูด้วยกัน” กานต์มองกิ่งแก้วอย่างชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ “ขอโทษนะกิ่งแก้ว แม่หนูทำงานอะไรอยู่”
“แม่รับจ้างทั่วไปค่ะ ทำนา ทำสวน ทำความสะอาดบ้าน ได้หมด”
กานต์พยักหน้า “เดี๋ยวตอนเจอแม่หนูค่อยว่ากันอีกที ช่วงนี้หนูอยู่ที่หอนี้ไปก่อน ห้องพักพนักงานยังว่างอีกหลายห้อง หนูสามารถอยู่ได้นานไม่ต้องเกรงใจนะ ถือว่าเป็นแขก เป็นญาติของอา”
ว่าแล้วกานต์ก็เรียกแม่บ้านมารับเรื่องและก็พากันไปดูห้องพักของกิ่งแก้ว แล้วตอนนี้เอง ทั้งเก่งกล้า ปราการ และกิ่งแก้ว ก็ได้รับรู้กันอย่างช้า ๆ ว่าหอแห่งนี้มีกานต์และอนงค์เป็นเจ้าของ สองหนุ่มปรายตามองไปที่นางสาวอนงค์กานต์ มิน่าล่ะ ถึงตั้งชื่อหอแบบนี้ พร้อมกับส่งสายตาขุ่น ๆ ไปที่ชากรที่นั่งอย่างสบายใจอยู่ข้าง ๆ ที่แท้ที่ไอ้เอกมันสามารถแหกกฎเข้าพักในห้องเป็นคนที่สามได้โดยที่แม่บ้านไม่ตามมาด่า ก็เป็นเพราะแบบนี้นี่เอง
หลังจากจัดการที่พักให้กิ่งแก้วเรียบร้อยแล้วสองสามีภรรยาก็วกมาจัดการกับลูกสาวที่ยืนยิ้มอารมณ์ดีอยู่ข้างหลังทันที
“ถึงทีเราแล้วแม่ตัวดี” อนงค์กวาดตาขุ่นมายังลูกสาวอนงค์กานต์เห็นแบบนั้นถึงกับสะดุ้งโหยงรีบเดินมาแอบข้างหลังผู้เป็นพ่อ
“ไม่ต้องมาแอบ คราวนี้พ่อไม่ช่วย” พลางเอื้อมมือไปดึงแขนลูกสาวให้มายืนข้างหน้า
“จู่ ๆ พุ่งพรวดเข้าไปแบบนั้น รู้มั้ยมันอันตรายแค่ไหน ถ้าเอกเขาไม่รีบเอาตัวมาบัง เราคงเจ็บหนักไปแล้ว” อนงค์เอ่ยเสียงสั่นเมื่อนึกภาพตาม
“นิดขอโทษค่ะ แม่” ยืนหน้าม่อยคอตกพร้อมกับเอ่ยปากขอโทษเสียงอ่อย เธอคิดน้อยและใจร้อนไปจริง ๆ จนเกือบได้เจ็บ แต่ถึงจะไม่โดนตี เพราะชากรเอาตัวบังให้ แล้วถ้าตอนนั้นเขายกมือไปแย่งด้ามไม้กวาดไม่ทันล่ะ ก็เป็นชากรเองที่จะได้รับบาดเจ็บแทนเธอ
กานต์ยกมือขึ้นลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดูพร้อมกับเอ่ยปากสอน “หนูมีนิสัยชอบช่วยเหลือคน อันนี้พ่อชอบและชื่นชมมาก แต่การจะช่วยเหลือใครก็ต้องดูด้วยว่าเกินกำลังเรามั้ย เพราะอาจกลายเป็นสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งเราและคนที่เราจะช่วยหนักขึ้นไปอีก คราวหน้าหากเจอเหตุการณ์แบบนี้ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่แถวนั้น คนแรกไม่ยอมช่วยก็ไปหาคนที่สอง ต้องมีสักคนที่พร้อมเต็มใจจะช่วย”
“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย พร้อมกับเดินเข้าไปสวมกอดมารดาอย่างออดอ้อน “แม่ไม่โกรธนิดนะ นิดขอโทษ คราวหน้านิดไม่ใจร้อนแบบนี้อีกแล้ว.......นิดรู้แล้วคราวหน้าต้องไม่เอาตัวเข้าขวาง ให้ไปด้านหลังเขาแล้วแย่งไม้กวาดมาแทน แหะ แหะ..” เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย อนงค์ก็หุบยิ้มในทันใดพร้อมกับออกแรงฟาดฝ่ามือไม่หนักไม่เบาไปที่ต้นแขนของลูก
“ยังจะมาพูดแบบนี้อีก แม่สั่งห้ามตรงนี้เลยนะ ห้ามเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับเหตุการณ์ทำนองนี้อีก ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือเจ้าหน้าที่อย่างเดียว เข้าใจมั้ย”
อนงค์กานต์พยักหน้ายิ้มแหยพร้อมกับลูบแขนที่ถูกฟาดป้อย ๆ หลังจากนั้นก็ไปกราบขอโทษอรศรีที่ทำให้ชากรเดือดร้อนจบเกือบได้รับบาดเจ็บไปด้วย อรศรีมีหรือจะโกรธ เธอโล่งใจเป็นอย่างมากที่อนงค์กานต์ไม่ได้รับบาดเจ็บ และดีใจที่ลูกชายของเธอดูเหมือนจะโตเป็นผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น สามารถปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าได้แล้ว
หลังจากที่จัดการเรื่องห้องพักเรียบร้อยแล้ว กานต์ก็พากิ่งแก้วไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลอีกทีให้แน่ใจ ก่อนพาเด็กทั้งกลุ่มไปทานมื้อเย็น หลังจากส่งพวกเขาขึ้นห้องเรียบร้อยแล้วจึงขับรถกลับบ้านอย่างวางใจ
ตอนนี้ กิ่งแก้วกำลังนั่งกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องที่สว่างไสวและเงียบสงบ วันนี้ชีวิตเธอเหมือนกำลังตกนรกแล้วก็จู่ ๆ ก็ถูกดึงสวรรค์ในทันที คล้ายจะยังปรับตัวไม่ทันอยู่บ้าง แต่แม้จะยังปรับตัวไม่ค่อยได้แต่ในใจเธอตอนนี้กลับรู้สึกอบอุ่นและเป็นสุขมากที่สุดในรอบสองเดือนนับตั้งแต่มาอยู่ในเมือง
สองเดือนที่ผ่านมา ชีวิตเธอเหมือนตกอยู่ในขุมนรกไร้ทางออก เหลียวมองไปทิศไหนก็ไม่เห็นทางรอด จนบางครั้งถึงกับคิดอยากให้กายและใจของเธอหายไปจากโลกนี้จะไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดและทรมานใจอย่างที่เป็นอยู่อีก แต่เมื่อหวนคิดถึงแม่ที่อยู่ที่บ้านนอกเพียงลำพัง แม่ที่พยายามทำงานรับจ้างทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาส่งให้เธอ เธอก็ตัดใจทำร้ายตัวเองไม่ได้ ได้เพียงแต่อดทนและใช้ชีวิตอยู่ไปตามยถากรรม พยายามประคองตัวให้รอดไปวัน ๆ เผื่อสวรรค์จะเมตตามอบทางสว่างให้เธอสักทาง
วันนี้เธอก็ได้พบทางสว่างในที่สุด เธอไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่าเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่เคยพูดคุยทักทายเล่นหัวกับเธอมาก่อนจะออกตัวมาช่วยเหลือเธอในครั้งนี้ได้ เธอรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณอนงค์กานต์และพ่อแม่ของเธอจากใจจริงที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ตอนที่เธอเห็นกานต์และอนงค์เข้าไปกอดอนงค์กานต์ด้วยความห่วงใย ครั้งแรกเธอยอมรับว่าเธอรู้สึกอิจฉาที่อนงค์กานต์มีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขแบบนี้ แต่พอในใจหวนกระหวัดไปถึงแม่ของเธอ แม่ที่รักเธอมากเช่นกัน จนยอมทำงานหนักทุกอย่างเพื่อส่งเสียเธอ ขอเพียงในอนาคต เธอมีชีวิตและฐานะที่มั่นคง เธอก็สามารถรับแม่มาอยู่กันเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขได้เหมือนอนงค์กานต์
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ เธอก็หยุดความรู้สึกอิจฉานั้นได้ เปลี่ยนมาเป็นสายตาชื่นชมและมีความสุขไปกับอนงค์กานต์ที่ได้มีโอกาสอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นขนาดนี้ เธอตั้งใจอย่างแน่วแน่ วันเสาร์ที่จะถึง เมื่อกานต์ไปพบแม่เธอและหยิบยื่นข้อเสนออะไรก็แล้วแต่ให้ เธอก็พร้อมจะรับด้วยความยินดี เพราะเธอเชื่ออย่างมั่นใจว่าข้อเสนอเหล่านั้นย่อมไม่ทำร้ายและเป็นอันตรายต่อเธอกับแม่อย่างแน่นอน