หลังจากจบปัญหากับเสี่ยวเอ้อร์แล้ว ซินหยางเฟิ่งและพี่น้องทั้งสองคนก็เดินออกมา
ก่อนออกจากภัตตาคาร ในชั่วขณะหนึ่งสายตาของซินหยางเฟิ่งสบเข้ากับดวงตาจิ้งจอกของบุรุษชุดสีแดงเพลิงที่ยืนกอดอกมองลงมาจากระเบียงชั้นสอง
นางรู้ตัวอยู่ก่อนแล้วว่ามีคนจับจ้องมองมาที่นางขณะที่นางกับเสี่ยวเอ้อร์กำลังถกเถียงกัน แต่นางก็ไม่ได้สนใจมากนักเพราะไม่ได้รู้สึกถึงรังสีความมุ่งร้ายต่อนางจึงคิดว่าคนคนนั้นเพียงแค่้ามองดูความครื้นเครงของชาวบ้านหลังจากจบเื่นางก็อยากเห็นว่าเป็ใครนางจึงหันไปเหลือบมองเล็กน้อยก่อนเดินออกมา แม้นางจะเดินออกมาแล้วแต่สายตาคู่นั้นก็ยังมองตามจนนางออกนอกประตูภัตตาคาร
“เฮ้อ” “เฮ้อ”ซินลี่ถังและซินกังถอนหายใจแทบจะในเวลาเดียวกัน หลังจากที่ออกมาจากภัตตาคารซุ่นหัวได้อย่างปลอดภัย
ซินหยางเฟิ่งใช้หางตามองแล้วถาม “พวกเ้ากลัวหรือ”
ซินลี่ถัง “ใช่ จะไม่ให้กลัวได้อย่างไรเล่า นั่นมันภัตตาคารซุ่นหัวเชียวนะว่าแต่ เ้าไปเอาเงินมาจากไหน”
ซินหยางเฟิ่งยักคิ้วแล้วยิ้มกวนๆ แต่ไม่ตอบคำถามนางซินลี่ถังรู้สึกขัดใจเหลือเกิน แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง หากซินหยางเฟิ่งไม่ตอบก็คงไม่มีปัญญาไปง้างปากนางได้
ซินกังก็อยากรู้ แต่ดูจากปฏิกิริยาแล้วถึงถามไปก็ไม่ได้คำตอบจึงเลือกที่จะไม่ถาม
“แม่นาง แม่นาง โปรดหยุดก่อน”
เสียงเรียกจากทางด้านหลัง ทำให้ซินหยางเฟิ่งและคนอื่นๆหยุดเดิน แล้วหันหลังกลับมามอง ก็ได้พบกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง
ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้แล้วแนะนำตัวเอง “แม่นางข้าคือคนของภัตตาคารฉุนเซียง และได้อยู่ในเหตุการณ์ของภัตตาคารซุ่นหัวเมื่อครู่นี้ข้ารู้สึกสนใจรายการอาหารที่แม่นางพูดถึงมาก แม่นางเห็นด้วยหรือไม่หากข้าจะชวนแม่นางไปที่ภัตตาคารของเรา”
“หมายความว่าที่ภัตตาคารของท่านมีหมูทอดซอสเปรี้ยวหวานใช่ไหม”ซินหยางเฟิ่งถาม นางไม่คิดเลยว่าที่นี่ ยุคนี้ ก็มีรายการอาหารจานนี้แล้ว
“ไม่ใช่ๆ แม่นางเข้าใจผิดแล้วเพียงแต่ว่าพวกเราสนใจอาหารที่แม่นางพูดถึงและเราเต็มใจให้แม่นางใช้ครัวของเราปรุงอาหารชนิดนี้ด้วยตัวเองได้น่ะ”ชายวัยกลางคนแก้ความเข้าใจผิด
“อ้อ เข้าใจแล้ว ตกลง” ซินหยางเฟิ่งพยักหน้ารับ
ซินลี่ถังและซินกังตื่นใ เพราะภัตตาคารฉุนเซียงก็เป็ภัตตาคารขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงพอๆกันกับภัตตาคารซุ่นหัวไม่คิดเลยว่าการแข่งขันเรียกลูกค้าจะดุเดือดถึงขนาดวิ่งตามมาเก็บลูกค้าเข้าภัตตาคารด้วยตัวเอง
“อร่อยมาก” หลงจู๊เซี่ยกล่าวชมหลังจากได้ลิ้มรสหมูทอดซอสเปรี้ยวหวานแล้วแต่เสียดายที่ซินหยางเฟิ่งแบ่งไว้ให้เขาชิมน้อยเกินไป มันมีรสชาติเผ็ดร้อนจนชาปากเป็รสเผ็ดที่ผสมผสานกับความเปรี้ยวอย่างลงตัว รสัักรอบนอกนุ่มใน
ซินหยางเฟิ่งพึงพอใจต่อปฏิกิริยาของหลงจู๊เซี่ยนางจึงพูดถึงข้อดีของอาหารจานนี้เพิ่มเติม
“ท่านจะกินกับข้าว หรือกินเล่นก็ได้นะ”
“ดีดีดี” หลงจู๊เซี่ยผงกศีรษะ พูดว่าดีถึงสามครั้ง จากนั้นก็ขอคุยกับนางเป็การส่วนตัวหลังจากที่นางกินข้าวเสร็จซึ่งซินหยางเฟิ่งก็ตกลง
ภายในห้องรับแขกชั้นสองของภัตตาคารฉุนเซียง
หลังจากที่หลงจู๊เซี่ยพูดตีพุ่มไม้ไปครู่ใหญ่ในที่สุดก็เข้าเื่เสียที
“แม่นาง พูดกันตรงๆเลยนะข้าประทับใจหมูทอดซอสเปรี้ยวหวานของเ้ามาก หากข้าจะขอซื้อสูตรเ้าจะเห็นด้วยหรือไม่”
“หากจะซื้อสูตรก็ใช่ว่าจะไม่ได้”ซินหยางเฟิ่งค่อยๆกล่าววาจา ทำให้มุมปากของหลงจู๊เซี่ยโค้งขึ้น
“แล้วท่านจะให้ราคาเท่าไรล่ะ” ซินหยางเฟิ่งถามเพราะนางและเ้าของร่างต่างก็ไม่ค่อยรู้ค่าของเงินเท่าไรเพราะนางเป็คนจากยุคสมัยในอนาคต ส่วนเ้าของร่างใช้จ่ายสิ่งใดไม่เคยคำนึงถึงราคานางจึงไม่รู้ว่าควรเสนอราคาเท่าไรถึงจะสมเหตุสมผล ดังนั้นจึงผลักหน้าที่ไปให้ผู้เสนอซื้อ
“โดยปกติแล้วเราจะซื้อขายสูตรอาหารกันในราคายี่สิบตำลึงต่อสูตร เ้าคิดเห็นเช่นไรหากเราจะซื้อสูตรอาหารของเ้าในราคานี้” หลงจู๊เซี่ยเสนอ ซึ่งเขาก็ไม่ได้โกงนางแต่แน่นอนว่าอาหารทุกสูตรไม่ได้ใช้ราคานี้ตายตัวขึ้นอยู่กับคุณค่าของสูตรอาหารนั้นๆ
“ไม่ถูกเกินไปหรืออาหารสูตรนี้ข้าเชื่อว่าใช้เวลาเพียงไม่นานต้องเรียกทุนคืนได้แน่นอนเพราะมันเป็อาหารแปลกใหม่ข้าเชื่อว่ายังไม่เคยมีใครได้กินมาก่อนแม้แต่ในเมืองหลวง”
“หือ เ้าเคยกินอาหารที่เมืองหลวงด้วยหรือ”เขาไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกนาง แต่เขาไม่คิดว่านางจะเคยไปตระเวนกินทุกภัตตาคารจนถึงกับกล้ายืนยันว่าไม่มีอาหารสูตรนี้ในเมืองหลวง
“แน่นอน ท่านอาจจะไม่รู้แต่ข้าสามารถเปิดเผยสักเล็กน้อยได้ว่าเดิมทีข้าก็อาศัยอยู่เมืองหลวงมาั้แ่เกิดข้าเพิ่งมาอยู่ที่เมืองนี้ได้เพียงประมาณสองเดือนเท่านั้นดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าจะหลอกลวงท่านเื่สูตรอาหาร”
หลงจู๊เซี่ยนึกถึงภัตตาคารฉุนเซียงซึ่งมีสาขาหลายแห่งภายในแคว้นเขาเป็เพียงหลงจู๊คนหนึ่งที่ดูแลเพียงหนึ่งสาขาในเมืองนี้เท่านั้นหากเป็ไปตามที่แม่นางซินพูดจริง การจะจ่ายค่าสูตรเพิ่มก็ไม่ใช่ปัญหา
“แล้วเ้า้าเท่าไร”
“สักสามสิบตำลึงเป็เช่นไร” ซินหยางเฟิ่งเสนอ
“แพงเกินไป” หลงจู๊เซี่ยปฏิเสธทันทีเพราะนางขอขึ้นราคาตั้งสิบตำลึง
“อาหารของเ้าอร่อยก็จริงแต่เราก็ไม่รู้ว่าทุกคนจะชอบอาหารสูตรนี้หรือไม่ ทางเราก็ต้องรับความเสี่ยงเช่นกันดังนั้นเราพบกันคนละครึ่งทาง สักยี่สิบห้าตำลึงได้หรือไม่”
ซินหยางเฟิ่งทำเป็คิดทั้งที่นางตกลงั้แ่หลงจู๊เซี่ยเสนอยี่สิบตำลึงแล้วแต่เป็เื่ธรรมชาติของการซื้อขายที่ต้องมีการต่อรองราคาจนกว่าจะได้ราคาที่ถูกใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมากที่สุด
เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาในการเล่นตัวแล้วนางจึงตอบ“ตกลง” ในที่สุด
ซินหยางเฟิ่งเขียนสูตรหมูทอดซอสเปรี้ยวหวานอย่างละเอียดให้หลงจู๊เซี่ย จากนั้นหลงจู๊เซี่ยก็ให้คนนำกระดาษและพู่กันมาเขียนสัญญาโดยตกลงกันว่าอาหารสูตรนี้ทางภัตตาคารฉุนเซียงสามารถขายได้ทุกสาขาตัวนางเองก็สามารถใช้สูตรอาหารนี้ได้แต่ไม่อนุญาตให้ซินหยางเฟิ่งขายสูตรอาหารนี้แก่ผู้ใดอีกจากนั้นลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย
สำหรับชาวบ้านยากจนหาเช้ากินค่ำเงินยี่สิบห้าตำลึงนับว่าเป็เงินจำนวนมาก การที่จะหาเงินจำนวนนี้ได้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย แต่สำหรับภัตตาคารใหญ่ๆ ที่มีสาขาหลายแห่งเงินจำนวนนี้นับเป็อะไรได้ หากสูตรดีจริง ค้าขายไม่ถึงเดือนก็อาจจะได้ทุนคืนแล้วดังนั้นหลงจู๊เซี่ยผู้เห็นคุณค่าของสูตรอาหารนี้จึงตกลงซื้ออย่างง่ายดาย
ซินลี่ถังและซินกังเดินตามซินหยางเฟิ่งออกมาจากภัตตาคารฉุนเซียงแบบงงๆพวกเขาไม่คิดเลยว่าอาหารที่พวกเขาได้กินเมื่อวานเมื่อนำมาเขียนเป็สูตรแล้วจะขายได้เงินมากถึงยี่สิบห้าตำลึง
“นี่มันจับเสือมือเปล่าชัดๆ” ซินกังพูดขึ้นมาลอยๆ
“ใครว่า กว่าจะเขียนเป็สูตรขึ้นมาได้ ข้าก็ต้องฝึกนะต้องลองผิดลองถูกตั้งไม่รู้เท่าไร จะเรียกว่าจับเสือมือเปล่าได้อย่างไร”ซินหยางเฟิ่งปฏิเสธคำพูดของซินกัง
“เอาละ ไม่ต้องพูดถึงมันแล้ว ตอนนี้ข้ามีเงินแล้วเราไปหาซื้อของเข้าบ้านกันดีกว่า”ซินหยางเฟิ่งรีบเปลี่ยนเื่เพราะเกิดความละอายใจเนื่องจากสูตรอาหารเหล่านี้นางไม่ได้เป็คนคิดค้นขึ้นมาเองนางเพียงแค่ทำตามสูตรที่เ้าของต้นตำรับตัวจริงเคยเขียนไว้เท่านั้น นางแค่ปรับอะไรนิดๆหน่อยๆ ตามรสชาติที่นางชอบ ตอนนี้นางได้แต่นึกขอบคุณผู้ที่เขียนสูตรอาหารนี้ในใจ
ขณะที่เด็กหนุ่มสาวทั้งสามเดินหาร้านค้าที่้าซินลี่ถังอดไม่ได้ที่จะแอบมองซินหยางเฟิ่งขณะที่เดินตามหลังเกิดความคิดบางอย่างในใจ ทำให้ความภาคภูมิใจของนางลดลง
‘ทำไมข้าไม่มีความสามารถแบบนางบ้างนะข้ากับท่านแม่ปักผ้านานเกือบเดือน ได้เงินรวมกันเจ็ดร้อยอีแปะตอนแรกข้าก็คิดว่าข้าทำเงินได้เยอะแล้ว แต่นางเพียงแค่เขียนสูตรอาหารไม่กี่บรรทัดใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อด้วยซ้ำ ก็ได้เงินมากถึงยี่สิบห้าตำลึง’
ซินลี่ถังยิ่งคิดก็ยิ่งขมวดคิ้ว
“ทำไมเดินช้าจัง” ซินหยางเฟิ่งหยุดเดิน แล้วหันกลับมาถามซินลี่ถังที่ก้าวเท้าช้าลงจนเดินอยู่ด้านหลังสุดแล้ว
“ไม่มีอะไร เมื่อครู่ข้าแค่หยุดดูอะไรข้างทางน่ะ”ซินลี่ถังพูดแก้ตัว
เมื่อเห็นใบหน้าของซินหยางเฟิ่งที่หันกลับมาซินลี่ถังก็อารมณ์ดีขึ้นนางแย้มรอยยิ้มสดใสพร้อมกับเร่งฝีเท้าให้เดินตามทันสองคนข้างหน้า
‘เฮ้อ ข้ากำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย ข้าควรเห็นใจนางสิเพราะถึงอย่างไรข้าก็งามกว่า แม้ว่านางจะหาเงินเก่งกว่าแล้วอย่างไรเล่าท่านแม่บอกว่าเป็ผู้หญิงต้องพึ่งพิงสามี ดูท่าว่าในอนาคตนางต้องหาสามีไม่ได้แน่ๆ’
ทั้งสามคนพากันเดินซื้อของตามร้านต่างๆไม่ว่าจะเป็ข้าวสาร ธัญพืช เครื่องปรุงต่างๆ ซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับทุกคนคนละสองชุด แม้ว่าเนื้อผ้าจะไม่ใช่ผ้าชั้นดี แต่ก็จัดว่าใส่สบายทุกคนดีใจที่จะได้ชุดใหม่โดยเฉพาะซินลี่ถัง เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็ผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยสาวแล้วจึงดีใจมาก