พี่ป้องยิ้มกริ่มอย่างรู้นิสัยของกันและกัน ถุยน้ำลายลงข้างทางเป็เชิงประชดแดกดัน
“ให้มันได้อย่างที่เอ็งพูดเถอะนะไอ้นุ อย่ามาหลอกข้าซะให้ยาก ข้ารู้จักเอ็งมากกว่าพ่อกับแม่เอ็งเลยนะโว้ย เอ็งเชื่อข้ามากกว่าพ่อแม่เอ็งซะอีก แต่ยังไงข้าก็จะเอาใจช่วยเอ็งแล้วกัน ถือว่าเป็ความห่วงใยจากพี่ชายคนหนึ่ง เออ…พูดถึงเื่นี้ อู่ที่เอารถไปซ่อมน่ะอยู่ข้างเซเว่น (7-eleven) ที่ไอ้เ้าของอู่มันมีเมียสวยๆ อวบๆ นั่นใช่ป่ะ เอ็งไปใช้ความหล่อให้สาวๆ มันตกหลุมอีท่าไหนอีกล่ะทีนี้ ตอนเที่ยงข้าไปกินข้าวแถวนั้น ได้ยินไอ้ผู้ชายมันถามชื่อเอ็งจากเ้าของร้านข้าว หน้ามันดูเอาเื่อยู่นะ” พี่ป้องกล่าวอย่างเป็ห่วง ยิ่งเป็น้องชายอย่างผมที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมายิ่งต้องใส่ใจ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะไม่ได้ไปเที่ยวสำมะเลเทเมากันอย่างว่าแล้วก็ตามเถอะ
“แหมพี่ป้อง มีผมคนเดียวซะทีไหนล่ะ ลูกค้าผู้ชายคนอื่นๆ ที่มันเอารถไปซ่อมที่นั่น มันคงไม่มองหรอกมั้งพี่ ถ้ามันหวงเมียขนาดนั้นนะผมว่าเอาขึ้นหิ้งบูชาแทนการเอาขึ้นเตียงดีกว่าไหม” ผมอดขำไม่ได้ นี่มันคงไล่ถามชื่อผู้ชายทุกคนที่ไปซ่อมรถที่อู่นั่นแน่ๆ
“เหรออออออ…” พี่ป้องลากเสียงยาว “นี่มันคงไม่รู้หรอกมั้งว่าเอ็งน่ะหน้าตาดีออกขนาดนี้ แถมยังสูงยาวขาวตี๋สเป็กสาวๆ อยู่แล้ว อย่ามาโกหกข้า” พี่ป้องกล่าวประชดอีกยกใหญ่
“เออน่าพี่ ช่างมันเถอะ ว่าแต่พี่เถอะออกมาทำอะไรดึกๆ เอาป่านนี้ อย่าบอกนะว่าจะไปหากินแบบเมื่อก่อน” ผมเอาคืนบ้าง
“จะบ้าเหรอไอ้นุ ข้าเลิกแล้วโว้ย ข้าออกมาซื้อยาให้เมียว่ะ เมียปวดท้อง ไอ้นี่เดี๋ยวปั๊ด” พูดพลางยกมือขึ้นจะตบศีรษะผม ผมรีบเอี้ยวตัวหลบก่อนะเิเสียงหัวเราะออกมา
“งั้นเอ็งมาซ้อนรถข้านี่ ติดรถข้าไปซื้อยาที่เซเว่นแป๊บนึง แล้วเราก็ขับกลับมาบ้านกัน โอเคป่ะ”
“โห คงไม่หรอกพี่ป้อง กว่าพี่จะไปพาผมไปถึงเซเว่น แล้วขับกลับมาอีก ถึงตอนนั้นผมคงนอนหลับสบายอยู่บนที่นอนนุ่มๆ แล้วล่ะ พี่ไปเถอะ เดี๋ยวผมเดินกลับเองดีกว่า” ผมกล่าวปฏิเสธพี่ป้องไป ถึงจะต้องเดินคนเดียวในที่มืดๆ ก็ยังดีกว่านั่งรถกลับไปกลับมาไม่ถึงบ้านสักที
“เออ…ตามใจเอ็งนะโว้ย ข้าไปก่อนล่ะ” ว่าจบก็เร่งเครื่องขับจากผมไป
ความเงียบเริ่มเคลื่อนตัวกลับเข้ามาอีกครั้ง ผมเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เพราะข้างหน้าไม่มีหลอดไฟข้างทางส่องนำทางให้อุ่นใจอีกแล้ว มีเพียงแสงจันทร์ส่องสลัวๆ พอให้เห็นเป็ทางเดินทอดยาวออกไป ยังดีอยู่อย่างหนึ่งที่ซอยนี้ไม่มีพงหญ้ารกและต้นไม้วัชพืชขึ้นอยู่ริมทาง ไม่อย่างนั้นคงต้องเสี่ยงดวงกับพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอและสัตว์มีพิษอีกหลากหลายชนิด
ลมเย็นยามดึกโชยผ่านใบหน้าจนชา ถึงจะเร่งฝีเท้าขนาดไหนแต่ผมก็ยังรู้สึกเย็นะเือย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าเส้นขนทั่วร่างกายตั้งชูชันอยู่ใต้ร่มผ้าจบแทบจะแทงเนื้อผ้าออกมาข้างนอก
พลันสายตาผมก็เหลือบไปปะทะกับสิ่งหนึ่งบนต้นไม้ใหญ่ข้างทาง คล้ายผ้าขาวบางที่ปลิวไสวอยู่บนกิ่งไม้ ผมไม่กล้าหันไปมอง แข็งใจเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต แต่เหมือนผมจะเดินย่ำกับที่อยู่ตรงนั้น เพราะหางตาของผมยังคงมองเห็นผ้าขาวปะทะแรงลมลอยเด่นอยู่ไม่ลับหายไป ผมอยากจะร้องะโออกมาให้สุดเสียง แต่ก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ จนกระทั่งวัตถุสีขาวนั้นได้หล่นลงมาจากต้นไม้ ผมสะดุ้งโหยงหันไปมองโดยอัตโนมัติ
ให้ตายเถอะ!!! มันเป็ร่างของผู้หญิงในชุดนอนสีขาวห้อยโตงเตงกับเชือกที่แขวนอยู่กับกิ่งไม้ใหญ่ พลันสติของผมก็ดับวูบลง…
…แล้วพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงทางเข้าปากซอยซึ่งเป็ทางกลับบ้าน!!! โอ…นี่ผมสติหลุดลอยจนเห็นภาพความฝันข้างหน้าเพียงใช้เวลายืนอยู่ตรงนี้แค่ไม่กี่นาที แต่มันเหมือนจริงมาก เหมือนกับว่าผมได้ไปเผชิญกับเหตุการณ์นั้นจริงๆ
นาฬิกาที่ข้อมือบอกเวลาตีสองตรงเผง หลอดไฟนีออนหน้าปากซอยส่องแสงสว่างแบบสลัวๆ แถมติดๆ ดับๆ อยู่ตลอดเวลา นี่ผมแจ้งคนที่ทำงานอยู่ อบต. (องค์การบริหารส่วนตำบล) ไปตั้งหลายอาทิตย์แล้วนะ ก็ยังไม่เห็นว่าจะมาจัดการเสียที คงต้องรอให้มันช็อตไปเองก่อนละมั้งถึงจะมาทำให้ ผมเดินหลบหลุมน้ำกลางซอยเปลี่ยวจนเซไปปะทะกับเสาไฟฟ้าเข้าเต็มแรง กว่าจะพยุงตัวขึ้นมาได้ก็แทบก็ทุกทักทุเลเต็มที ดีนะที่มาล้มกลางซอยที่มีหลอดไฟส่องสว่างอยู่ไม่กี่ที่ในซอยนี้
แสงสว่างจากไฟสูงหน้ารถมอเตอร์ไซค์สาดส่องอยู่เบื้องหน้า มันค่อยๆ แล่นหลบหลุมซ้ายขวาใกล้เข้ามาจนผมต้องใช้ฝ่ามือบังหน้าไว้ เพราะแสงไฟมันแยงตาจนต้องเบือนหน้าหนี จนกระทั่งมันแล่นมาหยุดตรงหน้าผม
(เชิญอ่านตอนที่ 3)
(***รบกวนฝากคอมเมนต์ด้วยนะครับ จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป ท่านไหนอยากให้กำลังใจนักเขียนหรือให้ของขวัญงานเขียนชุดนี้จะเป็พระคุณอย่างสูงครับ***)