ขณะเดียวกัน ไมเคิลก็อดคิดสงสัยไม่ได้ ว่าขณะนี้เขาอยู่ห่างจากบ้านหลังตัวเองมากน้อยแค่ไหน..จริงๆ แล้ว..เขายังอยู่ห่างจากบ้านอีกมากนัก..ดวงจันทร์โคจรผ่านมิดเดิ้ล ซี และในที่สุดก็สาดแสงลงต้องวิหารพิลล่าร์ ออฟ เฮอคิวลิสกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว คลื่นลมแห่งท้องทะเลได้พัดพาเรือน้อยลำหนึ่งให้ออกห่างจากฝั่ง และพัดพามันขึ้นไปทางทิศเหนือ สู่แผ่นดินที่อากาศเต็มไปด้วยความชุ่มชื้น..และเมื่อผู้คนที่อยู่บนเรือลำนั้นตกเข้าสู่สภาวะแห่งความสิ้นหวัง ก็บังเอิญให้เหลือบไปเห็นชายฝั่งทะเลเข้า ในตอนแรกก็เห็นเป็นเพียงเส้นสีดำที่ขีดขึ้นตรงขอบฟ้า แต่หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มมองเห็นความเขียวชอุ่มของสุมทุมพุ่มพฤกษ์ และยังได้เห็นหาดทรายสีทองอีกด้วย ซึ่งเมื่อมองเลยหาดนี้ขึ้นไป ก็จะได้เห็นผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ยอดคลื่นพัดพาเรือลำน้อยให้ลอยลิ่วไปอย่างรวดเร็ว ยกลำเรือให้ลอยสูงเหนือโขดหินโสโครก ที่รายล้อมอยู่รอบเวิ้งอ่าวและหน้าถ้ำ ราวหมู่ทหารที่ยืนอารักขา..
“ชิท..”ไมเคิล คูลแลน ตะโกนออกมาสุดเสียง เมื่อคลื่นลูกใหญ่ม้วนตัวสูงกว่าสันเขื่อนและสาดซัดข้ามสันเขื่อนนั้นมาถูกเนื้อตัวจนชุ่มโชก เขาต้องยืนนิ่งอยู่กับที่เป็นครู่ หัวใจเต้นระทึกอยู่ในอก ปอดทั้ง 2 ข้างดูจะบีบรัดเข้ามา จนหายใจแทบไม่ออก แข้งขาดูจะหมดเรี่ยวแรงลงอย่างช่วยไม่ได้ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะตกใจจนอกสั่นขวัญแขวนได้ง่ายถึงเพียงนี้ เพราะตอนที่เขาเหลือบตาขึ้นนั้น สิ่งที่มองเห็นคืออะไรบางอย่างขาวๆ ที่จู่โจมเข้ามากระแทกเข้ากับร่างของเขาเต็มแรง ก่อนที่เขาจะทันมีโอกาสเปิดปากร้องออกมา เขาก็แทบจะล้มโครมลงบนพื้นดินด้วยแรงกระแทกนั้นแล้วและตอนนี้เนื้อตัวเขาก็เปียกปอนโชกชุ่ม หยาดน้ำเย็นเยือกพรูพรั่งเข้าไปในรองเท้าที่สวมด้วย“สงสัยคราวนี้คงเจอนิวมอเนียแน่” เขาบ่นพึมพำอยู่กับตัวเอง “นี่เราจะต้องมาตายเพราะนิวมอเนียในไอร์แลนด์เองหรือนี่? ”เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ความขุ่นเคืองและคั่งแค้นใจก็อัดขึ้นมาในอกจนปวดร้าว รู้สึกอยู่ว่าครั้งนี้คาร์ล่าออกจะทำรุนแรงมากเกินไปหน่อยแล้ว การที่จะมาทอดทิ้งเขาไว้บนถนนสายเปลี่ยวนอกตัวเมืองอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่ เธอจะต้องมีเจตนาร้ายต่อเขาอย่างไม่ต้องสงสัยเลยอย่างไรก็ตาม ไมเคิลได้เริ่มออกวิ่งแบบจ๊อกกิ้ง ด้วยหวังจะให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นบ้าง แต่รองเท้าที่ชุ่มน้ำอยู่นั้นมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการวิ่ง ดังนั้น หลังจากที่วิ่งไปได้ไม่กี่ร้อยหลาเขาก็จำต้องล้มเลิกความคิด รู้สึกแน่นหน้าอก เท้าทั้งสองข้างที่เปียกชุ่มและเสียดสีอยู่กับหนังรองเท้า ดูจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเมื่อนึกขึ้นมาได้ ว่าขณะนี้เขากำลังเดินอยู่บนถนนฟากที่ติดอยู่กับทะเล ไมเคิลจึงข้ามมาเดินอีกฟากหนึ่งที่มีละเมาะไม้ขนาบอยู่เสีย มือทั้งสองซุกลงในกระเป๋ากางเกง ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะเดียวกันในสมองก็คิดคำนวณอยู่ว่า ขณะนี้ตัวเองอยู่ห่างจากบ้านมากน้อยแค่ไหน อาจจะสัก 2 ไมล์กระมัง..หรือว่า 5 ไมล์กันแน่?เขาครุ่นคิดไปถึงคาร์ล่า อันที่จริงเขาน่าจะหย่าขาดจากเธอเสียตั้งแต่ตอนที่มีโอกาสจะทำอย่างนั้นได้ คือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ตอนที่เขาสงสัยว่าเธออาจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับเพื่อนอาจารย์คนหนึ่ง เขาได้ถามเรื่องนี้กับเธอตรงๆ และคาร์ล่าก็ไม่ได้ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ยุติการซักถามไว้เพียงแค่นั้น ด้วยเกรงว่าตัวเองจะต้องรับรู้ในสิ่งที่ไม่สมควรรู้มากเกินไปและหลังจากนั้นเขาก็อุทิศเวลาเกือบจะทั้งหมดให้กับงานเขียนหนังสือ ซึ่งในขณะที่ทำงานดังกล่าว เขาไม่ต้องการให้มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเกิดขึ้น แต่บางทีนั่นอาจจะเป็นการคิดผิดถนัดก็เป็นได้กระแสลมแรงขึ้นกว่าเดิม ละอองน้ำทะเลปลิวมากระทบใบหน้า เมื่อเขามองออกไปยังท้องทะเล ก็สังเกตเห็นว่า ขณะนี้กลุ่มเมฆทึบทะมึนได้รวมตัวกันขึ้นตรงขอบฟ้า ลมพัดกระโชกขึ้นทุกขณะบอกให้รู้ว่าพายุกำลังจะมา เขาชักมือออกจากกระเป๋ายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ขณะนั้นเกือบจะ 3 ทุ่มแล้วขณะนี้เขากำลังหยุดอยู่ตรงชุมทางรถไฟ ไม่แน่ใจว่าควรจะเดินไปทางไหนดีเพราะไม่มีป้ายเขียนบอกไว้ แต่ก็พอจะนึกออกอยู่ว่า ตอนขามานั้นมันจะต้องข้ามสะพานแห่งหนึ่งด้วย เขามองตรงไปข้างหน้าและเห็นสะพานเข้าพอดีจึงเดินตรงไปทางนั้น
ไมเคิล คูลเลน เดินมาเกือบจะ 1 ชั่วโมงอยู่แล้ว ตอนที่เขาได้ยินเสียงประหลาดดังก้องขึ้น มันเป็นเสียงหวีดหวิวที่แหวกมาในอากาศ ซึ่งทำให้เขาถึงกับหยุดเดินลงทันที พร้อมกับเอียงคอไปข้างหนึ่ง เงี่ยหูฟังเสียงนั้นอย่างต้องการให้ได้ยินชัดเจนขึ้นก่อนหน้านี้ ดูเหมือนเขากำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ จึงไม่ได้ระแวดระวังอะไรนัก และไม่ทันสังเกตเห็นอะไรด้วย ร่างกายของเขาเหมือนเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ เขาจึงออกจะตกใจเมื่อได้ยินเสียงดังกล่าวดังขึ้นใกล้ตัวแต่ทันใด เสียงกรีดแหลมโหยหวนก็ดังขึ้นอีก ไมเคิลพยายามจะแยกแยะให้ออกว่า มันควรจะเป็นเสียงอะไรกันแน่..มันเป็นเสียงแหลมเล็กหวีดหวิวต้องเงี่ยหูฟังจึงจะได้ยินชัดเจนชายหนุ่มรู้สึกอยู่ ว่าหัวใจเต้นระทึกและลมหายใจก็กระชั้นขึ้น ถามตัวเองอยู่ว่ามันจะเป็นเสียงร้องของนกเค้าแมว หรือว่าเป็นเสียงร้องของสัตว์เลี้ยงในฟาร์มที่อยู่ใกล้..?เมื่อไม่อาจแน่ใจได้เขาก็ออกเดินต่อไปพร้อมกันก็เงี่ยหูฟังไปพลาง สังเกตเห็นอยู่ว่าเสียงดังกล่าวดูจะเคลื่อนใกล้ตัวเข้ามาทุกที และดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจะบังคับหรือไม่ก็เตือนให้เขาระวังภัยจากอะไรบางอย่าง มันทำให้หัวใจของไมเคิลเต้นระทึกยิ่งขึ้นกว่าเดิมและทันใดนั้น..เขาก็มองเห็นแสงสว่าง..!
มันเป็นดวงกลมเล็กๆ สีขาว ที่มีความสว่างจัดจ้า และมันกำลังเคลื่อนตรงเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วอย่างน่าแปลกใจที่สุด ในการเคลื่อนตัวดังกล่าวนั้นมันมีเสียงดังตามมาด้วย เขารู้สึกว่ามันมีแรงสั่นสะเทือนเหมือนเกิดอยู่ใต้ฝ่าเท้าและรุกรานขึ้นไปในสมองและแล้ว..มันก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นขึ้น..หลังจากเหตุการณ์สงบลงแล้ว ไมเคิลจึงได้ตระหนักว่าตนเองได้ส่งเสียงกรีดร้องก้องตามไปด้วย ซึ่งการกรีดร้องดังกล่าวนั้นมันเกิดขึ้นจากความตกใจอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะเดียวกันเขาก็โมโหความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเองไม่น้อยเลย..รถไฟขบวนหนึ่งวิ่งผ่านหน้าเขาไป ในระยะที่ห่างกันไม่ถึง 20 หลา..!“คุณว่าเมียคุณเขาทำอะไรนะ? ” ดร.แพทริค บีร์น หัวเราะงอหายเมื่อไมเคิลเล่าเรื่องให้ฟังซ้ำ“เขาขับรถหนีไป ทิ้งให้ผมยืนอยู่ข้างถนนคนเดียวน่ะสิ”“แล้วคุณทำยังไง? ”“ผมก็ต้องเดินกลับบ้านเท่านั้นน่ะสิจะให้ทำอะไรได้ล่ะ ตอนที่เดินกลับถูกคลื่นสาดเสียเปียกชุ่มไปทั้งตัว แล้วยังต้องตกใจแทบคลั่งกับไอ้รถไฟทั้งขบวนที่ดันวิ่งผ่าเข้ามาในความมืดด้วย”แพ้ดดี้ บีร์น เช็ดน้ำตาป้อยๆ ส่ายหน้าอยู่ไปมาอย่างอ่อนใจแทน“เอาเป็นว่าผมขอต้อนรับคุณสู่ไอร์แลนด์ก็แล้วกัน”ขณะนั้นบุรุษทั้งสองกำลังนั่งสนทนากันอยู่ในห้องทำงานของบีร์นในมหาวิทยาลัยทรินิตี้ เหยือกกาแฟที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเย็นแล้วเย็นอีก เมื่อทั้งสองต่างทบทวนความหลังในความสัมพันธ์ ที่เนิ่นนานมาเป็นเวลาถึง 15 ปีถ้าสังเกตให้ดีแล้วจะเห็นว่าดร.แพทริค มีเค้าหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงไมเคิล คูลเลน อย่างน่าแปลกใจ เพียงแต่เขาสูงวัยกว่าและแววในดวงตาคู่สีน้ำตาล บ่งบอกถึงความเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยไมตรี ในขณะที่ไมเคิลออกจะเคร่งเครียดกว่าและในขณะที่เรือนผมสีทองของไมเคิลเริ่มบางลงทุกวันนั้น แพ้ดดี้ บีร์น ก็ยังมีเรือนผมสีเทาเงินหยักศกที่ค่อนข้างจะดกหนาอยู่ แพ้ดดี้ บีร์น อายุมากกว่าไมเคิลเกือบ 20 ปี และก่อนหน้านี้ไมเคิลก็เคยเป็นนักศึกษาในวิชาที่เขาสอนมาก่อน แต่ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์คู่นี้ ดูจะกลมเกลียวกันมากและยึดมั่นในศรัทธาที่มีต่อกันมาเป็นเวลานานปี ดังนั้น ไมเคิลจึงทั้งรักและนับถือแพทริค บีร์น อย่างมาก