ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของมิลิน คือ 'เกล' หรือ 'เกลวลิน' ดารานางเอกระดับซูเปอร์สตาร์ (A-List) ของประเทศ หญิงสาวปรากฏตัวในชุดเดรสแฟชั่นแบรนด์เนมที่ดูเรียบหรู แต่กลับขับเน้นออร่าของความเป็นดาวจรัสฟ้าออกมาได้อย่างชัดเจน การปรากฏตัวของเธอในกองถ่ายมักจะดึงดูดสายตาของผู้คนเสมอ แม้แต่วันนี้ที่เธอเพียงแค่แวะมาทักทายเพื่อนนักแสดงก็ตาม
"ขอบคุณนะเกล ที่อุตส่าห์แวะมาหา" มิลินคลี่ยิ้มกว้าง ส่งแก้วน้ำคืนให้ผู้ช่วย แล้วหันมาพูดคุยกับซูเปอร์สตาร์สาวรุ่นพี่อย่างเป็นกันเอง
เกลวลินยิ้มรับ เธอปัดปอยผมที่ปรกหน้าออกเบาๆ ก่อนที่ดวงตาคู่สวยซึ่งมักจะเต็มไปด้วยความมั่นใจจะฉายแววมีเลศนัยบางอย่างออกมา หญิงสาวขยับตัวเข้าไปใกล้มิลินอีกนิด ลดระดับเสียงลงเล็กน้อยในแบบฉบับของคนที่กำลังจะเปิดประเด็นเมาท์มอย แต่ก็ยังเป็นระดับเสียงที่คนรอบข้างอย่างช่างแต่งหน้า หรือแม้แต่นักแสดงร่วมฉากที่นั่งพักอยู่อย่าง 'ก๊อต' สามารถได้ยินอย่างชัดเจน
"จริงสิ... ฉันเพิ่งได้ยินข่าวลือน่าสนใจมาจากวงในด้วยล่ะ" เกลเกริ่นขึ้นมา แววตาของเธอเป็นประกายระยับ
"ข่าวลือ? ข่าวอะไรเหรอเกล?" มิลินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
เกลวลินกวาดสายตามองซ้ายมองขวาเล็กน้อย ราวกับต้องการสร้างบรรยากาศ ก่อนจะเอ่ยปากปล่อยระเบิดลูกใหญ่กลางวง "ฉันได้ยินเรื่องที่ว่า... 'คุณวศิน' ถูกคนซ้อมอย่างหนัก จนสภาพตอนนี้ต้องเข้าไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ในห้อง ICU น่ะสิ"
สิ้นประโยคนั้น บรรยากาศรอบบริเวณจุดพักนักแสดงก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
ทุกคนที่ได้ยินชื่อนั้นต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่เว้นแม้แต่ช่างแต่งหน้าที่กำลังเติมแป้งให้มิลินถึงกับมือชะงักค้าง ส่วน 'ก๊อต' พระเอกหนุ่มสายบู๊ที่เพิ่งจะรับบทฆาตกรโรคจิตเมื่อครู่ ก็ถึงกับเด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้สนามด้วยความตกใจ
มิลินมองหน้าเพื่อนร่วมวงการตาค้าง ก่อนจะโพล่งถามออกมาเสียงหลง "นี่เธอพูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ยเกล!? คนอย่าง 'คุณวศิน' เนี่ยนะ... จะถูกทำร้ายจนนอนอยู่ ICU? บอดี้การ์ดเขาล้อมหน้าล้อมหลังเป็นพรวนขนาดนั้น ใครมันจะไปเข้าถึงตัวเขาได้ล่ะ!"
ทุกคนในแวดวงสังคมและวงการบันเทิงต่างก็รู้กิตติศัพท์ของ 'วศิน' ดี ว่าเขาคือนักธุรกิจหนุ่มทายาทเศรษฐีที่มีอิทธิพลล้นฟ้า นิสัยเย่อหยิ่ง จองหอง และมักจะทำตัวกร่างอยู่เสมอ การที่คนระดับนั้นจะถูกลอบทำร้ายจนถึงขั้นเข้าห้องไอซียู จึงเป็นเรื่องที่แทบจะหลุดโลกในสายตาของพวกเขา
เกลวลินพยักหน้ายืนยันหนักแน่น "ฉันพูดจริงๆ นะมิลิน! ตอนแรกที่ฉันได้ยินข่าวลือนี้ ฉันเองก็ตกใจแทบช็อกเหมือนกัน!"
ก๊อตที่ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว เดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยสีหน้าจริงจัง "แน่ใจนะคุณเกล... ว่าเป็นวศินคนนั้นจริงๆ น่ะ? มันไม่ใช่แค่คนชื่อเหมือน บังเอิญนามสกุลคล้าย หรือข่าวลือมั่วๆ ใช่ไหม?"
"โหย... ข่าวลือหลุดมาสะพัดในแวดวงไฮโซขนาดนี้ จะไม่แน่ใจได้ยังไงล่ะคะก๊อต" เกลหันไปตอบพระเอกหนุ่ม "ตอนแรกฉันก็คิดว่าข่าวลือมั่วเหมือนกันนะ แต่เห็นว่าตอนนี้พวกคนใหญ่คนโตเขาพูดเรื่องนี้กันให้แซดเลย... แถมยังได้ยินมาอีกนะ ว่าพ่อแม่ของคุณวศินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สั่งลูกน้องเตรียมพลิกแผ่นดินล่าตัวคนทำ จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดและไม่ยอมความเด็ดขาด..."
เกลวลินเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหรี่ตาลงและพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น "แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า... 'คู่กรณี' ที่ลงมือน่ะ ไม่ใช่คนที่จะเล่นด้วยได้ง่ายๆ น่ะสิ"
ทุกคนที่ได้ฟังต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่น ปกติแล้วใครกันที่กล้าไปกระตุกหนวดเสืออย่างตระกูลของวศิน ต่อให้ตัวลูกชายอย่างวศินจะไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก แต่บารมีและอิทธิพลของพ่อแม่เขาก็จัดอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศ การมาลอบกัดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถึงขั้นปางตายแบบนี้ ดูท่าแล้วสงครามระหว่างสองขั้วอำนาจคงยังไม่จบลงง่ายๆ แน่
"แล้วสรุป... ใครกันล่ะครับที่เป็นคนลงมือ?" ก๊อตถามจี้จุดที่ทุกคนอยากรู้ที่สุด
เกลวลินมองซ้ายมองขวาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้และกระซิบเสียงแผ่ว แต่กลับดังกึกก้องในความรู้สึกของคนฟัง
"ฉันได้ยินมาว่า... คนที่ซ้อมวศินจนเละ... คือ 'หลานชาย' ของเจ้าสัวสิรินทร์"
มิลินที่ได้ฟังคำตอบถึงกับขมวดคิ้วยุ่ง ใบหน้าสวยคมเต็มไปด้วยความงุนงง "หลานชาย? หลานชายของเจ้าสัวสิรินทร์เนี่ยนะ? เดี๋ยวสิเกล... เจ้าสัวสิรินทร์มีหลานชายกับเขาด้วยเหรอ? เท่าที่ฉันจำไม่ผิด และข่าวที่ออกตามหน้าสื่อมาตลอด... ท่านมีแค่หลานสาวบุญธรรมคนเดียวนี่นา ซึ่งก็คือ 'คุณเพียงฟ้า' ไม่ใช่เหรอ?"
แน่นอนว่าทุกคนในวงการบันเทิงและไฮโซ ย่อมต้องรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ 'เพียงฟ้า' ซีอีโอสาวผู้กุมบังเหียนสิรินทรา กรุ๊ป เป็นอย่างดี และมิลินเองก็รู้ด้วยว่าเพียงฟ้าคือเพื่อนสนิทของ 'หยกนภา' หรือโค้ชหยก ผู้กำกับคิวบู๊ประจำกองถ่ายแห่งนี้
ทว่า คนที่ให้คำตอบคลายความสงสัยนี้ กลับกลายเป็นพระเอกหนุ่มอย่างก๊อต
"เจ้าสัวสิรินทร์... มีหลานชายจริงๆ ครับ" ก๊อตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังและมั่นใจ จนสองสาวต้องหันขวับไปมองเขาเป็นตาเดียว "แถมเมื่อวานนี้... ผู้ชายคนนั้นก็เพิ่งจะโผล่มาที่กองถ่ายของเราด้วยซ้ำ"
"ฮะ!!?" มิลินและเกลหลุดเสียงอุทานออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
มิลินถึงกับยกมือขึ้นทาบอก ร้องถามด้วยความตกตะลึง "ล... ลูกชาย... เอ้ย! หลานชายของเจ้าสัวคนนั้นมาที่กองถ่ายของเราเนี่ยนะ!? ทำไมฉันถึงไม่เห็นรู้เรื่อง หรือระแคะระคายมาก่อนเลยล่ะ!"
เกลวลินเองก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน "ใช่ๆ! เมื่อวานตอนที่ฉันแวะมาหามิลินที่นี่ ฉันก็เดินผ่านไปผ่านมาตั้งหลายรอบ ไม่เห็นมีใครพูดถึงเรื่องระดับทอล์กออฟเดอะทาวน์แบบนี้ให้ฟังเลยสักคน!"
ก๊อตแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาของเขาฉายความรู้สึกพ่ายแพ้ออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปตามตรง "พวกคุณจะไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอกครับ... เพราะขนาดผมเอง ถ้าไม่ได้ยินจากปากของคุณหยกตรงๆ ผมก็ไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำ ว่าผู้ชายหน้าตานิ่งๆ คนนั้น จะเป็นถึงหลานชายสายเลือดแท้ๆ ของเจ้าสัวสิรินทร์"
ก๊อตกอดอก พอนึกถึงภาพลักษณ์ของชายหนุ่มเมื่อวาน เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะวิจารณ์ออกมา "ก็หน่วยก้านและการแต่งกายของเขาน่ะ... ดูยังไงก็เหมือนพวกกรรมกรแบกหาม หรือพวกใช้แรงงานชัดๆ! เสื้อผ้าก็ธรรมดา รองเท้าผ้าใบโทรมๆ ท่าทางก็ไม่ได้ดูหรูหราฟู่ฟ่า หรือมีมาดคุณชายเลยสักนิด... แถมที่สำคัญนะ บอดี้การ์ดสักคนก็ไม่มีเดินตามหลัง!"
พระเอกหนุ่มถอนหายใจยาว "แต่ถ้าข่าวที่ลือกันว่าเขาเป็นคนซ้อมวศินจนเข้าไอซียูเป็นความจริงล่ะก็... เอาตรงๆ นะ ผมเองก็แทบจะไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ว่าคนท่าทางเงียบๆ นิ่งๆ แบบนั้น จะลงมือโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้... จะว่าไป คุณวศินแกก็เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ตามจีบคุณเพียงฟ้ามาตลอดด้วยนี่นา เรื่องนี้มันชักจะมีกลิ่นทะแม่งๆ ซะแล้วสิ ไม่นึกเลยนะ... ว่าดูเงียบๆ ไม่ค่อยพูด จะเป็นคนกล้าทำเรื่องแบบนี้ได้"
มิลินที่ยืนฟังอยู่จ้องมองท่าทีของก๊อตตาไม่กะพริบ ก่อนที่ริมฝีปากของนางเอกสาวจะกระตุกยิ้มอย่างรู้ทัน เธอเอ่ยปากแซวพระเอกหนุ่มจอมโอ้อวดทันที
"แหม... เมื่อวานคุณได้เห็นเขาเต็มๆ ตาเลยงั้นเหรอคะก๊อต?" มิลินหรี่ตาจับผิด "ที่แท้... ที่แอบไปสังเกตสังกาเขาซะละเอียดยิบขนาดนั้น ก็เพราะกลัวว่าเขาจะเป็น 'ศัตรูหัวใจ' ที่มาตามจีบคุณหยกนี่เองใช่ไหมล่ะคะ?"
เกลวลินที่ได้ยินคำแซวนั้นก็ถึงกับยกมือขึ้นป้องปาก หัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ อย่างนึกขำกับท่าทีเสียอาการของพระเอกหนุ่ม
ก๊อตที่ถูกแทงใจดำอย่างจังถึงกับหน้าเจื่อน ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองแก้เขินไปมา "อ... อะไรกันคุณมิลิน ไม่ใช่ซะหน่อย! ผมก็แค่เห็นเขาอยู่กับคุณหยก ก็เลยสงสัยเท่านั้นเอง!"
ก๊อตพยายามดึงสีหน้ากลับมาให้เป็นปกติ ก่อนจะกระแอมในลำคอแล้วอธิบายต่อ "เอาเป็นว่า... ผู้ชายคนนั้นดูไม่เหมือนลูกหลานเศรษฐีไฮโซทั่วๆ ไปก็แล้วกัน แค่เห็นหน่วยก้านกับแววตานิ่งๆ ก็รู้แล้วว่าไม่น่าจะใช่พวกที่เติบโตมาบนกองเงินกองทอง สไตล์การพูดจาของเขาก็เหมือนพวกคนพูดน้อย ต่อยหนักอะไรทำนองนั้น..."
พระเอกหนุ่มพยายามนึกทบทวนบทสนทนาเมื่อวาน "เอ... รู้สึกจะชื่ออะไรน้า..." ก๊อตดีดนิ้วดังเป๊าะเมื่อนึกขึ้นได้ "ใช่ๆ! เห็นคุณหยกเรียกเขาว่า 'ธีร์' น่ะครับ! เสียดายที่ผมไม่ได้ถามชื่อจริงนามสกุลจริงของเขามา... แต่ที่แน่ๆ เห็นคุณหยกประกาศชัดเจนเลยนะ ว่าผู้ชายที่ชื่อธีร์คนนี้... เป็น 'คู่หมั้น' ของคุณเพียงฟ้าตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ!"
"อ้าว..." มิลินยิ้มล้อเลียนไม่เลิก "ที่ไม่ได้ถามชื่อจริงเขาต่อเนี่ย... เพราะรู้สึก 'โล่งใจ' มากกว่ามั้งคะ ที่รู้ว่าเขาไม่ใช่คู่แข่งหัวใจของคุณน่ะ"
"โธ่คุณมิลิน! บอกว่าไม่ใช่ไงครับ!" ก๊อตโวยวายแก้เขิน เรียกเสียงหัวเราะจากช่างแต่งหน้าและทีมงานรอบข้างได้เป็นอย่างดี
ทว่า ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบรรยากาศผ่อนคลายของการหยอกล้อนั้น...
'เกลวลิน' กลับยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
วินาทีที่ได้ยินชื่อคำว่า 'ธีร์' หลุดออกมาจากปากของก๊อต หัวใจของซูเปอร์สตาร์สาวก็กระตุกวูบอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าสวยสง่าค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยแววตาที่สั่นไหวและสับสน
ธีร์...?
ชื่อสั้นๆ พยางค์เดียวนี้ ราวกับกุญแจที่ไขกล่องความทรงจำบางอย่างในก้นบึ้งของจิตใจเธอ จู่ๆ ภาพเหตุการณ์เมื่อวานตอนที่เธอเดินสวนทางกับผู้ชายร่างสูงใหญ่ในโถงทางเดินของสตูดิโอก็แวบเข้ามาในหัวอย่างแจ่มชัด
ผู้ชายคนนั้น... แผ่นหลังกว้างที่ดูคุ้นตากับเสื้อผ้าเรียบง่าย ท่วงท่าการเดินที่มั่นคงทว่าเงียบเชียบ และบรรยากาศรอบตัวที่ดูเย็นชาจนไม่อาจเข้าถึงได้ ตอนที่เดินสวนกัน เขาไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดและคุ้นเคยอย่างประหลาดในเวลาเดียวกัน
เกลวลินพยายามปะติดปะต่อข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน... ผู้ชายหน้าตานิ่งๆ พูดน้อย ใส่เสื้อผ้าธรรมดา และชื่อ 'ธีร์'
มือบางที่ถือกระเป๋าแบรนด์เนมเผลอกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นรัวแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างของตนเองเบาๆ ก่อนจะพึมพำออกมากับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปในลำคอ
"คง... ไม่ใช่หรอกมั้ง..."
เกลวลินหลับตาลงและสะบัดศีรษะเบาๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านนั้นออกไป มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ที่ผู้ชายคนนั้น... จะกลายมาเป็นหลานชายแท้ๆ ของอภิมหาเศรษฐีระดับประเทศอย่างเจ้าสัวสิรินทร์ไปได้? มันต้องเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือแค่คนชื่อซ้ำกันเท่านั้นแหละ เธอพยายามบอกตัวเองเช่นนั้น แม้ว่าลึกๆ ในใจ... สัญชาตญาณบางอย่างของเธอกำลังส่งเสียงกรีดร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งก็ตาม
ตัดกลับมาอีกด้านหนึ่ง ภายในห้องทำงานส่วนตัวของผู้บริหารสูงสุดบนชั้นเพนต์เฮาส์ของสิรินทรา กรุ๊ป
บรรยากาศภายในห้องกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองหลวงแบบพาโนรามานั้น ช่างดูขัดแย้งกับความวุ่นวายของธุรกิจระดับพันล้านเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิง ที่โต๊ะทำงานกระจกตัวใหญ่ 'เพียงฟ้า' ซีอีโอสาวกำลังนั่งหลังตรง ตรวจสอบข้อมูลและเซ็นอนุมัติแฟ้มเอกสารสำคัญต่างๆ ผ่านหน้าจอโน้ตบุ๊กด้วยความรวดเร็วและเฉียบขาด ทว่าในขณะที่เธอกำลังทำงานอยู่นั้น นัยน์ตากลมโตก็มักจะลอบเหลือบมองไปยังพื้นที่รับรองแขกเป็นระยะๆ
ที่โซฟาหนังแท้บุนวมตัวหรู 'ธีร์' ชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นถึงว่าที่นายหญิง... เอ้ย! ว่าที่นายใหญ่ของที่นี่ กำลังนั่งเอนหลังอย่างสบายอารมณ์ ในมือของเขากำลังถือเครื่องเล่นเกมคอนโซลแบบพกพา กดปุ่มบังคับทิศทางและรัวนิ้วใส่ปุ่มแอ็กชันอย่างเมามัน เสียงเอฟเฟกต์การต่อสู้จากลำโพงเครื่องเกมดังแว่วออกมาเบาๆ ประสานกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้อง
เพียงฟ้าละสายตาจากหน้าจอโน้ตบุ๊ก มองดูท่าทางจดจ่อของคู่หมั้นหนุ่มแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชวนคุย
"เห็นคุณบอกว่าชอบเล่นเกมนี้... ปกติแล้วเวลาที่คุณเป็นทหารรับจ้างอยู่ที่นั่น คุณหาซื้อเกมพวกนี้มาจากที่ไหนคะ?"
ธีร์ไม่ได้ละสายตาจากหน้าจอเกม นิ้วของเขายังคงขยับรัวๆ ขณะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ส่วนใหญ่ก็โหลดออนไลน์เอาครับ... หรือก็คือ ซื้อผ่านระบบสโตร์ (Store) ในเครื่องนั่นแหละครับ"
เพียงฟ้าที่ได้ฟังคำตอบถึงกับขมวดคิ้ว ทำหน้างุนงง "ซื้อผ่านในสโตร์? การจะโหลดเกมได้มันก็ต้องใช้อินเทอร์เน็ตไม่ใช่เหรอคะ?"
คราวนี้ธีร์ยอมกดปุ่มหยุดเกมชั่วคราว ชายหนุ่มละสายตาจากหน้าจอ หันมามองคิ้วที่ขมวดมุ่นของคู่หมั้นสาวด้วยความแปลกใจ "ก็ต้องใช้อินเทอร์เน็ตสิครับ ซื้อแล้วก็กดดาวน์โหลดลงเครื่อง... มีอะไรแปลกเหรอครับ?"
เพียงฟ้านึกย้อนภาพกลับไปในวันที่เธอและคุณปู่สิรินทร์เดินทางไปรับเขาที่ฐานทัพขององค์กรวูลฟ์แฟงกลางทะเลทราย "แต่ฉันจำได้แม่นเลยนะคะ... ว่าตอนที่ฉันไปที่นั่น สมาร์ตโฟนของฉันมันขึ้นว่าไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเลยแม้แต่ขีดเดียว"
ธีร์ร้องอ้อเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะอธิบายไขข้อข้องใจ "อ๋อ... สัญญาณน่ะมีครับ แรงมากด้วย เพียงแต่ว่าเครือข่ายทั้งหมดมันมีการเข้ารหัสความปลอดภัยเอาไว้แน่นหนาขั้นสุดยอดน่ะครับ และที่สำคัญคือ ทางศูนย์บัญชาการไม่ได้เปิดโอกาสให้คนทั่วไป หรือบุคคลภายนอกที่เข้าไปเยือนสามารถเชื่อมต่อหรือใช้สัญญาณนั้นได้ เหตุผลก็เพื่อความปลอดภัย ป้องกันการแฮ็กข้อมูล หรือการส่งพิกัดฐานทัพออกไปสู่ภายนอกครับ... แต่สำหรับพวกผมที่มีรหัสผ่าน ก็สามารถใช้โหลดเกม หรือดูหนังฟังเพลงได้ตามปกติเลยครับ"
เพียงฟ้าอึ้งไปเล็กน้อยกับเทคโนโลยีขององค์กรทหารรับจ้าง แต่เมื่อลองคิดทบทวนดูอีกที มันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก สำหรับสถานที่ที่เต็มไปด้วยความลับทางทหารและยุทโธปกรณ์ระดับนั้น การตัดสัญญาณคนภายนอกย่อมเป็นมาตรการพื้นฐานที่ควรทำ
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวพยักหน้าเข้าใจแล้ว ธีร์ที่เพิ่งนึกเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ ก็เอ่ยถามเปลี่ยนประเด็นทันที
"จริงสิครับคุณฟ้า..." ธีร์จ้องมองหน้าเธอด้วยแววตาจริงจัง "แล้วเรื่องที่ผม... ก่อเอาไว้เมื่อวานนี้ ที่อัดคนชื่อวศินน่ะครับ ตกลงว่าคุณปู่สิรินทร์ ท่านว่ายังไงบ้างครับ?"
เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่ชายหนุ่มไปซ้อมมหาเศรษฐีจนเข้าไอซียู เพียงฟ้าที่กำลังอารมณ์ดีก็พลันนึกถึงเหตุการณ์เร่าร้อนบนเตียงเมื่อคืนขึ้นมาได้ หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่สนใจเรื่องคอขาดบาดตายนั้น เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสะบัดๆ ที่แฝงไปด้วยความแง่งอน
"เรื่องนั้น... ฟ้าเองก็ไม่ทราบหรอกค่ะ" เพียงฟ้าตอบเสียงสะบัด "เพราะเมื่อคืนนี้... มัวแต่ถูกใครก็ไม่รู้สอน 'เรื่องไม่ดี' ให้อยู่ทั้งคืน จนไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่นเลยล่ะค่ะ"
คำตอบที่แทงเข้ากลางเป้าทำเอาชายหนุ่มผู้ไร้พ่ายในสมรภูมิรบถึงกับไปไม่เป็น ธีร์ทำหน้าเจื่อนไปในทันที รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าแข็งค้าง ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาต้นคอตัวเองแก้เขิน ไม่คิดว่านางพญาสาวจะเอาเรื่องบนเตียงมาเป็นอาวุธโต้กลับเขาซึ่งๆ หน้าแบบนี้
ทว่า เพียงฟ้ายังไม่ยอมจบแค่นั้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายเสียอาการ ความหึงหวงและอยากรู้อยากเห็นที่ถูกเก็บกดมาตั้งแต่เมื่อคืนก็ปะทุขึ้นมา หญิงสาวจ้องมองริมฝีปากหยักลึกของเขา... ริมฝีปากที่เพิ่งจะปรนเปรอและสอนให้เธอรู้จักรสชาติของออรัลเซ็กส์อย่างช่ำชอง
"อยากรู้จังเลยนะคะ..." เพียงฟ้าจิกสายตามองเขา หรี่ตาลงอย่างจับผิด "ว่าที่ผ่านมา... มีผู้หญิงกี่คนกันคะ ที่คุณยอมก้มลงไปทำ 'เรื่องแบบนั้น' ให้พวกหล่อนน่ะ?"
คำถามกระซวกวิญญาณนั้นทำเอาหมาป่าหนุ่มถึงกับสะดุ้ง ธีร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาตอบคำถามนี้เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องอายุสั้น สุดท้ายชายหนุ่มจึงเลือกใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว เขาทำเพียงแค่ 'ยิ้ม' รับหน้าตาย โดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
เพียงฟ้าที่เห็นเขาเอาแต่ยิ้มโดยไม่อธิบายอะไร ก็ยิ่งขัดใจ หญิงสาวถลึงตาและมองเขาอย่างเคืองๆ ก่อนจะสะบัดหน้ากลับไปมองจอโน้ตบุ๊กของตนเอง กดแป้นพิมพ์เสียงดังป้าบๆ เพื่อระบายความหงุดหงิด
...
ภาพการหยอกล้อและบรรยากาศภายในห้องทำงานที่ดูผ่อนคลายนั้น ล้วนตกอยู่ในสายตาของคนที่อยู่ด้านนอกประตูกระจก
'น้ำริน' เลขาส่วนตัวมาดเนี้ยบ กำลังนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานหน้าห้อง แม้ว่ามือของเธอจะกำลังจัดการกับตารางนัดหมาย แต่สายตาภายใต้กรอบแว่นกลับคอยเหลือบมองผ่านกระจกใสเข้าไปภายในห้องของเจ้านายสาวเป็นระยะๆ
และยิ่งเธอมอง... คะแนนของชายหนุ่มร่างกำยำที่นั่งอยู่บนโซฟาก็ยิ่งติดลบดิ่งลงเหวมากกว่าเดิม!
น้ำรินลอบสังเกตพฤติกรรมของเขามาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องแล้ว ผู้ชายคนนี้ไม่ทำอะไรเลยเป็นชิ้นเป็นอัน! นอกจากเดินไปเกาะกระจกดูวิวอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอาแต่ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาราคาแพง หยิบเครื่องเกมขึ้นมาเล่นอย่างสบายใจเฉิบ มีบ้างที่วางเครื่องเกมลงเพื่อจิบ 'กาแฟดำ' ที่เธอเป็นคนชงไปเสิร์ฟให้ แต่ก็แค่นั้น!
ในขณะที่ 'บอสฟ้า' ของเธอ ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็ง ตรวจสอบข้อมูล บริหารงานตัวเป็นเกลียวเพื่อขับเคลื่อนบริษัทระดับหมื่นล้าน แต่ผู้ชายที่มีสถานะเป็นถึงคู่หมั้นและหลานชายผู้ก่อตั้ง กลับมานั่งเล่นเกมเสวยสุขอยู่บนความเหน็ดเหนื่อยของผู้หญิงเนี่ยนะ?
ณ วินาทีนี้ น้ำรินได้บัญญัติศัพท์นิยามให้กับผู้ชายหน้าตายคนนี้ในใจเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า เขาคือ 'ผู้ชายแมงดาที่กะจะมาเกาะเมียกิน' ชัดๆ!
เลขาสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความระอาใจ เมื่อนำพฤติกรรมของเขาไปเปรียบเทียบกับบรรดาผู้ชายไฮโซ หรือมหาเศรษฐีทุกคนที่มารุมตามจีบเพียงฟ้า แม้ว่าผู้ชายพวกนั้นจะคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด หรือรับสืบทอดกิจการต่อจากพ่อแม่เหมือนกัน แต่เธอก็ยังเห็นว่าพวกนั้นแต่งตัวภูมิฐานและ 'รู้จักทำมาหากิน' เข้าบริษัทไปเซ็นเอกสาร เจรจาธุรกิจให้เห็นเป็นภาพลักษณ์บ้าง
ไม่ใช่วันๆ เอาแต่ใส่รองเท้าผ้าใบเดินเตะฝุ่น แล้วมานั่งเล่นเกมโดยไม่ทำประโยชน์อะไรเลยแบบนี้!
ในขณะที่น้ำรินกำลังคิดว่าเจ้านายของตนช่างโชคร้ายและน่าเสียดายที่ต้องมาลงเอยกับผู้ชายไร้อนาคต เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่านุ่มนวลก็ดังก้องขึ้นบริเวณโถงทางเดินชั้นเพนต์เฮาส์
"สวัสดีครับคุณน้ำริน... ขยันทำงานไม่เปลี่ยนเลยนะครับ"
น้ำรินชะงักความคิด สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเตรียมส่งยิ้มต้อนรับแขก ทว่า... ทันทีที่สายตาของเธอปะทะเข้ากับร่างของผู้มาเยือน รอยยิ้มการค้าของเลขาสาวก็ถึงกับนิ่งค้างไปในทันที!
คนที่กำลังยืนส่งยิ้มละมุนละไมอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมกับช่อดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ในมือ ก็คือคนที่เธอไม่อยากให้ปรากฏตัวขึ้นมาบนชั้นนี้มากที่สุดในเวลานี้!
'คุณกฤต' เพื่อนสนิทวัยเด็กและนักธุรกิจหนุ่มผู้ตามจีบเพียงฟ้ามาอย่างยาวนานนั่นเอง!
กฤตที่อยู่ในชุดสูทสากลตัดเย็บสุดเนี้ยบ ดูหล่อเหลา ภูมิฐาน และสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เขาส่งยิ้มให้กับน้ำริน ก่อนจะเอ่ยจุดประสงค์ของการมาเยือนอย่างตรงไปตรงมา
"พอดีวันนี้ผมขับรถผ่านมาแถวนี้น่ะครับ... เลยอยากจะแวะมาเชิญเพียงฟ้าไปทานมื้อเที่ยงด้วยกันสักหน่อย ไม่ทราบว่าเพียงฟ้าพอจะมีเวลาว่างไหมครับ?"
น้ำรินลอบกลืนน้ำลายลงคอ หางตาของเธอเหลือบมองไปที่ประตูกระจกห้องทำงานอย่างช่วยไม่ได้ เธอรู้สึกว่าสถานการณ์แบบนี้มันช่างกระอักกระอ่วนและไม่ถูกต้องเอาเสียเลย ในเมื่อ 'คู่หมั้นตัวจริง' ของเจ้านายกำลังนั่งหัวโด่อยู่ในห้อง แล้วจะให้ผู้ชายอีกคนที่ตามจีบเข้าไปชวนทานข้าวเนี่ยนะ? ขืนปล่อยให้เข้าไป มีหวังได้เกิดสงครามโลกครั้งที่สามกลางบริษัทแน่ๆ!
เลขาสาวจอมเนี้ยบพยายามปั้นรอยยิ้มให้เป็นมิตรที่สุด "เอ่อ... กรุณารอสักครู่นะคะคุณกฤต เดี๋ยวเลขาขออนุญาตเช็กกับบอสให้ก่อนนะคะ"
พูดจบ น้ำรินก็รีบยกหูโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา แล้วกดหมายเลขต่อสายตรงเข้าเครื่องอินเตอร์คอมที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของเพียงฟ้าทันที
"คุณเพียงฟ้าคะ..." น้ำรินกรอกเสียงลงไป พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด "คือว่า... คุณกฤตเขาแวะมาหาที่หน้าห้องค่ะ เขาบอกว่าอยากจะมาเชิญ..."
ทว่า น้ำรินยังพูดรายงานไม่ทันจบประโยคดี น้ำเสียงที่เย็นชา เด็ดขาด และทรงอำนาจของนางพญาสาว ก็ดังสวนกลับมาตามสายโทรศัพท์ ตัดบทเธออย่างไร้เยื่อใย
"ปฏิเสธเขาไปซะน้ำริน... คู่หมั้นของฉันก็นั่งอยู่ในห้องนะ เธอจะให้ฉันไปทานข้าวกับคนอื่นได้ยังไง"
น้ำรินสะอึกไปเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองกฤต ชายหนุ่มหน้าตาดีที่แต่งตัวภูมิฐาน ดูเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ซึ่งแตกต่างกับไอ้มนุษย์แมงดาที่นั่งเล่นเกมอยู่ภายในห้องลิบลับ...
"บอกเขาไป... ว่าวันนี้ฉันจะไปทานมื้อเที่ยงกับคู่หมั้นของฉัน"
เพียงฟ้าออกคำสั่งทิ้งท้าย ก่อนที่เสียง ตื๊ด! จะดังขึ้น บ่งบอกว่าเจ้านายสาวได้ตัดสายทิ้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
น้ำรินถือหูโทรศัพท์ค้างไว้แนบแก้มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ วางมันลงบนแป้นอย่างเชื่องช้า สมองของเธอประมวลผลอย่างหนักว่าจะใช้คำพูดไหนปฏิเสธนักธุรกิจหนุ่มตรงหน้า เพื่อไม่ให้เป็นการหักหน้าเขาจนเกินไป
ในที่สุด เลขาสาวก็เลือกที่จะใช้ 'คำโกหกสีขาว' เธอส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้กับกฤต แล้วเอ่ยด้วยความเกรงใจ
"ต้องขอประทานโทษด้วยจริงๆ นะคะคุณกฤต... พอดีบอสฟ้าฝากบอกมาว่า ตอนนี้เธองานยุ่งและคิวแน่นมากจริงๆ ค่ะ วันนี้คงไม่สะดวกไปทานมื้อเที่ยงด้วยแล้ว ต้องขออภัยแทนบอสด้วยนะคะ"
กฤตที่กำลังยืนรอคำตอบด้วยความใจจดใจจ่อ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาตกลงไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำปฏิเสธ แม้ว่าในใจลึกๆ เขาจะพอรู้ตัวอยู่แล้วว่าเพียงฟ้ามี 'คู่หมั้น' ที่ทางผู้ใหญ่จัดหามาให้ และการปรากฏตัวของเขาอาจจะถูกปฏิเสธกลับมาเหมือนทุกๆ ครั้ง
แต่... สุภาพบุรุษจอมปลอมอย่างเขาก็ไม่คิดที่จะ 'ยอมแพ้' ง่ายๆ อย่างแน่นอน
กฤตมีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว เขามั่นใจว่าความรู้สึกดีๆ และความรักที่เขามีให้กับเพียงฟ้ามาตลอดหลายสิบปี มันไม่มีทางน้อยหน้าไปกว่าใครแน่ๆ และที่สำคัญที่สุด... เขามั่นใจว่า 'ตัวเขา' คู่ควรและเหมาะสมที่จะยืนเคียงข้างนางพญาอย่างเพียงฟ้า มากกว่าไอ้ผู้ชายแปลกหน้าคนนั้น... คนที่มีดีแค่เพียงการสืบสายเลือดของเจ้าสัวสิรินทร์ แต่กลับไร้ซึ่งความสามารถและมารยาททางสังคมโดยสิ้นเชิง!