ในที่สุดยามเช้าที่แสนอิสระก็หลุดลอยหายไปต่อหน้าต่อหน้าแล้วเขาคือเด็กผู้มีเรือนร่างแบบบางท่าทางหงอยเหงา อายุเพียงแค่เก้าปีเท่านั้นมีดวงตาคู่สีน้ำตาลที่ค่อนข้างจะใหญ่สำหรับรูปหน้าที่ผอมเรียวสวมเสื้อแจ๊คเก็ตลายทาง กางเกงขาสั้นที่เรียกว่านิคเคอร์สซึ่งรวบปลายขาไว้ตรงใต้เข่า ถุงเท้าก็เป็สีเดียวกัน เผยให้เห็นหัวเข่าสีน้ำตาลเนียนสะอาดสะอ้าน
เขาวิ่งข้ามท้องทุ่งกว้างปีนข้ามรั้วกั้นทางรถไฟและเดินไปตามไหล่ทางที่เคียงขนานอยู่กับถนนที่เป็หลุมบ่อเต็มไปด้วยโคลนตมไม่นานก็บรรลุถึงร้านช่างเหล็กซึ่งตั้งอยู่ระหว่างต้นเอล์มขนาดใหญ่สองต้นนกขมิ้นตัวหนึ่งกำลังบินถลาร่อนอยู่บนต้นเอล์มและเมื่อเหนื่อยนักก็เกาะพักอยู่บนกิ่งเป็ครู่ก่อนจะเปล่งเสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้วออกมาเวคฟิลด์เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าประตูร้านเพื่อพักขาชั่วคราว
“อรุณสวัสดิ์ลุงจอห์น”
เด็กชายทักทายจอห์นชอล์ก ช่างตีเหล็กที่กําลังซ่อมเกือกม้าให้กับม้าของ ของฟาร์มในแถบนั้นตัวหนึ่งอยู่
“อรุณสวัสดิ์จอห์น ชอล์กตอบ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เพราะเขากับเวคฟิลด์นั้นเป็เสมือนเพื่อนเก่ากันมา “วันนี้อากาศดีนะ”
“อากาศดีสำหรับคนที่ไม่ต้องทำงานน่ะสิแต่ผมมันต้องไปเรียนหนังสือนี่”เวคฟิลด์ตอบเสียงข่นขึ้ง
“สงสัยเ้าคงไม่คิดว่าสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่นี้มันเป็งานละมั้ง?” ชอล์กย้อนกลับมา
“โอ...ถึงจะเป็งานมันก็เป็งานที่ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมากนักหรอกไม่เหมือนกับการเรียนประวัติศาสตร์หรือเรียงความนี่”เด็กชายเถียง
“แล้วเรียงความมันเป็ยังไงล่ะ?” จอห์นชอล์ค ถามเรื่อยๆ มือก็ทำงานไปพลาง
“ก็...การที่เราเขียนเื่ต่างๆที่เราไม่เคยสนใจเลยน่ะสิ เื่ที่ผมต้องเขียนก็คือเื่‘การเดินเล่นในฤดูสปริง’ นั่นไง”
“อ๊ะเื่อย่างนั้นมันก็ง่ายน่ะสิ เพราะเ้าก็เพิ่งเดินเล่นมาหยกๆ นี่”
“โอ๊ย มันยากกว่านั้นแยะเชียวละ พอถึงเวลาที่ต้องนั่งลงเขียนเข้าจริงๆรู้สึกว่าหัวข้อมันฟังไม่เข้าท่าเลย พอผมเริ่มต้นว่า‘เช้าวันหนึ่งในฤดูสปริงที่อากาศสดใส...’ต่อจากนั้นก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะต้องเขียนอะไรต่อไป”
“อ้าว...แล้วทำไมเ้าถึงไม่ลองเขียนเื่ที่มันเกี่ยวกับตัวฉันดูบ้างล่ะ?”
จอห์นชอล์คแนะนำด้วยสีหน้ายิ้มๆ อย่างอารมณ์ดี
เวคฟิลด์เปล่งเสียงหัวเราะอย่างขบขันปนเยาะเย้ยออกมา
“ใครที่ไหนเขาจะอยากอ่านเื่ของลุงกันเล่า?...เรียงความนี่เขาเขียนขึ้นเพื่อให้คนอื่นอ่านนะลุงไม่เข้าใจหรือไง?”
การสนทนาชะงักลงชั่วครู่เมื่อช่างตีเหล็กเอาเกือกม้าใส่เข้าที่และใช้ค้อนตีลงไปแรงๆ เวคฟิลด์ทำจมูกฟุดฟิดกับกลิ่นหนังและขนสัตว์ที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศจนเมื่อชอล์ควางค้อนลงแล้วเขาจึงได้เอ่ยขึ้นว่า
“ครั้งหนึ่งยังเคยมีกวีคนหนึ่งเขียนบทกวีเกี่ยวกับชีวิตของช่างตีเหล็กเลยฉันยังจำได้นะ มันขึ้นต้นว่า ‘ภายใต้ต้นเชสนัทที่แผ่กิ่งก้านร่มครึ้ม...’เ้าเคยอ่านหรือเปล่าล่ะ?เขาก็เขียนขึ้นมาเพื่อให้คนอ่านเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
“โอ้...ผมรู้จักกลอนบทนั้นดีทีเดียวละแต่...ไม่เห็นจะเข้าท่าเลยและยิ่งกว่านั้นช่างตีเหล็กคนที่เขาเขียนถึงก็ไม่ใช่ช่างแบบลุงหรอกเพราะคนนั้นเขาไม่ขี้เมาไม่ตบเมียจนตาเขียว แล้วก็ไล่ตีลูกๆ อยู่ตลอดเวลาอย่าง...”
“นี่...เ้าฟังนะ”ชอล์คเกิดโมโหขึ้นมาทันที
“หยุดพูดเื่นี้ได้แล้วไม่อย่างนั้นฉันจะเอาค้อนนี่ฟาดหัวเ้าเดี๋ยวนี้แหละ”
เวคฟิลด์ถอยกรูดออกมาแต่ก็ยังอดต่อปากต่อคำไม่ได้อยู่ดี
“นั่นไงเห็นไหมล่ะ?ในที่สุดลุงก็พิสูจน์ให้เห็นว่าผมพูดน่ะมันเป็ความจริงลุงไม่ใช่ช่างตีเหล็กอย่างที่ใครเขาจะเอาไปแต่งเป็เื่เรียงความได้หรอกน่าหรือแม้แต่จะเอาไปเขียนกลอนก็เถอะ ชีวิตของลุงไม่เห็นมันจะสวยงามตรงไหนเลยมิสเตอร์เฟนเนลบอกว่าเราควรจะเขียนแต่เฉพาะเื่สวยๆ งามๆ เท่านั้น”
“เอาละฉันรู้แล้วว่าฉันไม่สวยไม่งามอย่างที่เ้าว่า” ชอล์คตอบ
“แต่ถึงยังไงฉันก็ไม่ได้เลวไปเสียทั้งหมดหรอกน่า”
“หมดยังไง?” เวคฟิลด์ไม่ใคร่เข้าใจคำพูดของชอล์คเท่าไรนัก
“ก็...หมดจนเขียนถึงไม่ได้น่ะสิ”
“ถ้าอย่างนั้นนะลุงจอห์นเอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าผมจะเขียนเื่ราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวลุงทั้งหมดแล้วเอาไปส่งมิสเตอร์เฟนเนล ลุงจะดีใจไหมล่ะ?”
“ฉันจะดีใจก็ต่อเมื่อได้เอาค้อนนี่ฟาดใส่หัวเ้าเท่านั้นละออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้นะ”
ชอล์คตลาดเสียงดังลั่นพร้อมกับควงค้อนทำท่าคุกคามใส่เด็กชาย
เวคฟิลด์ถอยร่นออกมาเมื่อเห็นท่าทางเอาจริงของชอล์คเข้าแต่กระนั้นก็ยังพยายามจะรักษาศักดิ์ศรีของตนเองไว้แต่พอออกมาถึงถนนได้ศักดิ์ศรีที่แบกอยู่ก็หบุดออกเด็กชายรู้สึกตัวเบาเป็อิสระขึ้นอย่างมากมายเมื่อได้ออกวิ่งห้อเต็มเหยียดจนกระทั่งเข้ามาใกล้บ้านหลังเล็กหลังหนึ่งซึ่งมีรั้วเตี้ยๆฝีมือประณีตล้อมไว้ และตอนนั้นเองที่เขาเหลือบไปเห็นเด็กหญิงวัยหกขวบที่กำลังเล่นชิงช้าอยู่ใกล้ประตู
“เวคฟิลด์”เด็กหญิงทักทายด้วยสุ้มเสียงดีอกดีใจ
“มาช่วยไกวชิงช้าให้ฉันหน่อยสิ”
“ได้สิเพื่อนตัวน้อยๆ ของผม” เวคฟิลด์ตอบด้วยน้ำเสียงเริงรื่น
“เอาละเรามาไกวชิงช้ากันให้สุดเหวี่ยงเลยนะ”
จากนั้นเขาก็ลงมือไกวชิงช้าในตอนแรกก็ด้วยจังหวะธรรมดา แต่แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มความแรงขึ้นเรื่อยๆซึ่งในตอนแรกนั้นอีกเช่นกันที่เด็กหญิงก็ดูจะหัวเราะด้วยความสนุกสนานเป็อย่างดีแต่ในที่สุดด้วยความใกลัวเมื่อเห็นชิงช้าเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆเ้าหล่อนก็ร้องไห้ออกมาและต้องเกาะเชือกไว้แน่นด้วยความกลัวว่าจะตกลงมาจากชิงช้านั้น
ทันใดประตูบ้านก็เปิดออกและหญิงผู้เป็มารดาก็ก้าวออกมา
“ไปให้พ้นนะเ้าเด็กบ้านี่ ซนเสียเหลือเกินแล้ว”
นางะโไล่ด้วยความโมโหพร้อมกับวิ่งตรงเข้ามายังชิงช้า
“คอยดูนะฉันจะต้องฟ้องพี่ชายของแกให้เฆี่ยนสั่งสอนเสียบ้าง
“พี่ชายคนไหนล่ะฮะ?” เวคฟิลด์ย้อนถามแต่ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ถอยออกห่างจากชิงช้า
“ผมมีพี่ชายตั้งสี่คนคุณนายก็รู้นี่”
“อ๋อ...ฉันก็ต้องฟ้องคนคนโตที่สุดน่ะสิมิสเตอร์ไว้ท์โอ๊คที่เป็เ้าของบ้านหลังนี้นั่นแหละ”
เวคฟิลด์ยืดอกขึ้นทันทีตอบด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มที่ว่า
“คุณนายวิกเกิ้ลฮะถ้าผมเป็คุณนายนะผมเห็นจะไม่ทำอย่างนั้นแน่เลย เวลาที่เรนนี่เขาทำโทษผมทีไรเขาจะต้องรู้สึกเสียใจทุกครั้งเพราะเขารู้ว่าผมเป็โรคหัวใจอ่อนอยู่และที่ผมไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนคนอื่นๆก็เพราะไอ้โรคหัวใจนี่แหละฮะ แต่ถ้ามีใครไปฟ้องเขาก็จำเป็จะต้องทำโทษผมอยู่ดีคิดดูก็แล้วกันนะฮะว่าคุณนายอยากจะทำให้เขาเสียใจหรือเปล่าแล้วเื่ไกวชิงช้านี้ก็เหมือนกันถ้ามิวเรียลไม่เรียกให้ผมช่วยไกวผมก็คงไม่ทำหรอกฮะแล้วผมก็คิดว่าเขาเองก็ชินกับการไกวชิงช้าแรงๆด้วยคุณนายให้ความยุติธรรมกับผมหน่อยสิฮะคิดดูก็แล้วกันนะฮะที่มิวเรียลไกวชิงช้าไปชนอยู่กับประตูรั้วโครมๆ อย่างนั้นเดี๋ยวก็หักหมดหรอกถ้าเขาไม่พอใจขึ้นมาอย่างมากแล้วละก็เขาจะทำอะไรคุณนายก็ได้นะฮะ”
สีหน้าของมิสซิสวิกเกิ้ลเผือดซีดลงทันทีลูบหลังลูกสาวที่กำลังสะอึกสะอื้นฮักๆ อยู่อย่างปลอบโยน
“ก็ได้ฉันกำลังอยากจะให้เขามาซ่อมหลังคาบ้านให้อยู่พอดีทีเดียวเวลาฝนตกทีไรมันรั่วไปหมดทั้งห้องเลย”
“เื่นั้นผมจะบอกเขาให้นะฮะผมจะให้เขาจัดช่างมาซ่อมหลังคาให้คุณนายทันทีรับรองได้เลยฮะคุณนายวิกเกิ้ล”พูดจบเด็กชายก็เดินออกจากบ้านหลังนั้นด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย
ขณะนี้เขามองเห็นโบสถ์ซึ่งตั้งอยู่เหนือเนินเขาเตี้ยๆลูกหนึ่ง รายล้อมอยู่ด้วยหมู่ต้นซีดาร์แล้วหอคอยทรงสี่เหลี่ยมเด่นตระหง่านขึ้นสู่ท้องฟ้าราวจะท้าทายต่อความกว้างใหญ่ไพศาลแห่งแผ่นฟ้านั้นปู่ของเขาได้สร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นไว้เมื่อเจ็ดสิบห้าปีก่อน และขณะนี้ทั้งปู่ พ่อและแม่ต่างก็ได้นอนสงบอยู่ในสุสานประจำตระกูลที่อยู่ในบริเวณเดียวกันนั้น เมื่อเลยโบสถ์ออกไปทางด้านหลังคือห้องทำงานของบาทหลวงประจำโบสถ์ซึ่งเด็กชายจะต้องมาเรียนหนังสือที่นี่
แต่ขณะนี้เท้ามันแทบไม่อยากจะก้าวออกจากที่เอาเสียเลยทั้งนี้เพราะเขากำลังยืนอยู่เบื้องหน้าร้านของมิสซิสบรอนว์ ซึ่งมิใช่จะขายแต่เฉพาะขนมหวานของโปรดเท่านั้นยังมีพวกเครื่องดื่มต่างๆ ขนมปังบัน ขนมพาย และแซนด์วิชอีกด้วย