ผกากาญจน์ วันทั้งวันไม่เป็อันทำการทำงานเลย จิตใจคิดพะว้าพะวังกลัดกลุ้มอยู่แต่กับเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ จนกระทั่งเลิกงานและกลับอพาร์เม้นท์ผกากาญจน์ก็ยังไม่หยุดคิด
“เราจะทำยังไงดีล่ะเนี้ย!! เราไม่มีอำนาจ ไม่มีเงินทองที่จะมาสู้รบตบมือกับเขาได้เลย หากเราไปอยู่กับเขา เราก็เหมือนขายตัวให้เขานั่นแหละ แล้วถ้าหากเราออกจากงาน และไปหางานอื่นทำล่ะ แต่ถ้าเขาเอาเื่เราล่ะจะทำยังไง?”
ผกากาญจน์คิดวนไปเวียนมาหลายตลบ คิดจนหัวแทบจะะเิ ก็คิดหาทางออกให้กับตัวเองไม่เจออยู่ดี
“หรือว่าเราจะหนี หนีไปอยู่จังหวัดอื่น ไปทำงานที่อื่นดีไหม? แล้วหากเราทำอย่างนี้ ทางบ้านจะต้องเดือดร้อนไปด้วยแน่ๆ แล้วไหนใครจะส่งเสียเงินให้ทางบ้านล่ะ ไหนจะหนี้สินที่แม่เอาโฉนดไปจำนองนั้นอีกล่ะ ใครจะหาเงินมาจ่ายเขา โอ๊ยๆ!! หาเื่ใส่ตัวแท้ๆ เลยเรา จะทำไงดีเนี้ย จะทำไงดี!!!!”
ผกากาญจน์เดินวนไปมารอบๆ ห้อง เป็สิบๆ รอบ อย่างคิดไม่ตก
และสุดท้ายก็คิดว่าต้องไปคุยกับท่านชีคอะไรนั้นใหม่อีกครั้ง เผื่อว่าเขาจะมีเมตตาสงสารลูกนกลูกกาตาดำๆ อย่างเธอบ้าง เพราะจะให้เธอหนีไปเลย โดยไม่เหลียวแลคนที่อยู่ข้างหลัง เธอคิดว่าเธอน่ะอาจหนีไปรอด แต่เธอก็จะต้องรู้สึกผิดไปจนตาย ที่ปล่อยครอบครัวให้เดือดร้อน ดังนั้นเธอจะหนีปัญหาอย่างแน่นอน จะลองดูสักตั้งเป็ไงก็เป็กัน
แต่ถึงได้ข้อสรุปให้กับตัวเองแล้วก็ตาม ผกากาญจน์ก็นอนไม่หลับตลอดทั้งคืนอยู่ดี ในใจคอยแต่คิดแล้วคิดอีกอยู่อย่างนั้นจนถึงเช้า สาวเ้ามาทำงาน ด้วยสีหน้าท่าทางที่อิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
“กาญ!! ทำไมสีหน้าท่าทางเธอเป็แบบนั้นล่ะ ไม่สบายหรือเปล่า?”
จิตละมัยถามเพื่อนร่วมงานขึ้นมาทันทีที่ โผล่หน้าเข้ามาในห้องเก็บของของโรงแรม
“ฉันมีเื่ให้คิดน่ะ เมื่อคืนเลยนอนไม่ค่อยหลับ”
ผกากาญจน์ตอบคำถามของเพื่อนร่วมงานอย่างเนืองๆ พร้อมกับยื่นมือเรียวเล็กไปเปิดล็อกเกอร์ เอากระเป๋าสะพายใส่เข้าไป แล้วทำการปิดล็อคกุญแจตาม
“แล้วไหวไหมอ่ะ?”
จิตละมัยถามขึ้นมาอีกด้วยความเป็ห่วงเป็ใย กลัวว่าเพื่อนร่วมงานจะทำงานได้ไม่ถึงวัน ก็จะเป็ลมไปซะก่อน เพราะดูสีหน้าซีดเซียวเอามากๆ
“ฉันไหวไม่ต้องห่วง แค่นี้เองสบายมาก”
ผกากาญจน์ทำสีหน้าฮึดสู้ขึ้น บอกกล่าวกับเพื่อนอย่างแน่นหนัก ก่อนจะพากันเดินออกไปจากห้องนั้น ไปประจำยังเคาน์เตอร์ ที่ชั้นล็อบบี้ ผกากาญจน์คิดไว้ว่า เดี๋ยวสายๆ หน่อยโน้นแหละ เธอค่อยไปที่ห้องพักของชีคซาเรส เพื่อไปต่อรองกับเขาใหม่อีกครั้ง
แต่ผกากาญจน์นั่งลงทำงานได้ยังไม่ถึงสามสิบนาทีดีเลยด้วยซ้ำ ก็มีองครักษ์ของชีคซาเรสเดินเข้ามาหาที่เคาน์เตอร์
“สวัสดีครับคุณผกากาญจน์ ท่านชีคซาเรส มีความประสงค์จะให้คุณขึ้นไปพบท่านที่ห้องพักครับ”
อาบูลซึ่งเป็องครักษ์คนสนิทของ ชีคซาเรส แจ้งแก่ ผกากาญจน์ ให้รับทราบถึงจุดประสงค์ที่มาทันที เมื่อได้เดินเข้ามาใกล้ตัว ผกากาญจน์ แล้ว
ผกากาญจน์หันไปมองหน้ากันกับจิตละมัย แต่ต่างคิดไปคนละทางกัน
“สวัสดีค่ะ เอ่อให้ฉันไปพบตอนนี้เลยหรือคะ?”
ผกากาญจน์ฝืนยิ้มออกมา พร้อมกับกล่าวถามไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ใช่ครับ ถ้ายังไงเชิญคุณตามผมขึ้นไปเลยครับ ท่านชีครออยู่”
อาบูลกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง หนักแน่น และทรงไว้ด้วยความเด็ดขาดไม่แพ้ผู้เป็เ้านายเหนือหัวของเขาเลยทีเดียว
“โอเคค่ะ ฉันขอบอกกล่าวหัวหน้าสักครู่นะคะ”
ผกากาญจน์ตอบรับคำของอาบูล อย่างเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว และกล่าวขออนุญาตไปแจ้งแก่หัวหน้างานก่อน เพื่อไม่ให้หัวหน้างานมาถามหา ว่าเธอไปไหนในเวลางานเช่นนี้
“ได้ครับ เชิญเลยครับ”
อาบูลพยักหน้าพร้อมกับให้ตามนั้น โดยที่ตัวเขาก็ยืนรอท่าผกากาญจน์ อยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน
ผกากาญจน์ลุกออกจากเคาน์เตอร์ต้อนรับ เดินตรงเข้าไปในห้อง ห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็ห้องที่หัวหน้าแผนกต้อนรับ กำลังทำงานอยู่นั่นแหละ ผกากาญจน์เข้าไปไม่ถึงห้านาทีก็เดินออกมา และก้าวย่างตรงมาหาอาบูล ที่ตอนนี้ก็ยังยืนรออยู่
“โอเคค่ะ ฉันพร้อมที่จะไปพบท่านชีคซาเรส ด้วยกันกับคุณแล้วค่ะ”
ผกากาญจน์เดินมาหยุดลงใกล้ๆ กับที่อาบูลยืนรออยู่ พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ และระหว่างที่เดินไปยังลิฟต์โดยสาร เพื่อโดยสารขึ้นไปยังชั้นบนสุดของโรงแรม ที่เป็ห้องพักระดับเฟิร์สคลาสที่ดีที่สุด ผกากาญจน์ก็แอบสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จนเต็ม แล้วค่อยๆ ปล่อยมันออกช้า เพื่อเรียกความมั่นใจและความกล้าให้กับตัวเอง
๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖๑๖