“อย่างนี้นี่เองพวกเธอมาเมืองหลวงเพราะคำร้องให้ส่งจดหมายของกิลด์สินะ”
พวกผมนั่งอยู่ด้านหน้าของดยุคบนระเบียงชั้นสองที่หันหน้าเข้าหาสวนพลางเพลิดเพลินอยู่กับน้ำชา
ถึงคนที่“เพลิดเพลิน” จะมีแค่ผมกับดยุค แต่ที่เหลืออีกสามคนเกร็งกันจนตัวสั่นหงึก ๆ ก็เถอะส่วนซูแยกตัวไป ไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย ไปไหนกันนะ
“ถ้าพวกเธอไม่รับคำร้องนั่นมาล่ะก็ซูอาจจะโดนลักพาตัวหรือโดนฆ่าไปแล้วก็ได้ รู้สึกขอบคุณผู้ว่าจ้างจริง ๆ”
“พอจะนึกตัวคนที่มาจู่โจมออกไหมครับ?”
“ไม่......จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ล่ะนะจากจุดยืนแล้ว ขุนนางที่คิดว่าฉันเป็ตัวเกะกะก็มีอยู่ด้วยสิ ลักพาตัวลูกสาวนำมาข่มขู่ แล้วควบคุมฉันตามใจชอบ......อาจจะมีพวกที่คิดแบบนั้นอยู่ก็ได้”
ดยุคดื่มชาฝรั่งด้วยสีหน้าขมขื่นโลกของขุนนางเองก็เื่เยอะเหมือนกันแฮะ
“ท่านพ่อขออภัยที่ให้รอค่ะ”
ซูมาที่ระเบียงแล้วพร้อมกับชุดเดรสตกแต่งด้วยลูกไม้สีชมพูอ่อนกับที่คาดผมตกแต่งด้วยกุหลาบสีชมพูเหมือน ๆ กัน คาดบนผมสีทอง ซึ่งดูเหมาะกับเธอดี
“ไปคุยกับเอเลนมารึ?”
“อืมกลัวว่าจะเป็ห่วง ก็เลยปิดเงียบเื่โดนจู่โจมไว้น่ะค่ะ”
ซูนั่งลงอย่างแ่เบาข้างๆ ดยุค ส่วนคุณเลมก็ยกชาฝรั่งมาเสิร์ฟทันที
“เอเลน?”
“อ๋อภรรยาของฉันเอง โทษทีนะที่ให้มาต้อนรับไม่ได้ทั้งที่เป็ผู้มีพระคุณของลูกสาวแท้ ๆเพราะดวงตาของภรรยามองไม่เห็นน่ะ”
“ตามองไม่เห็นหรือเ้าคะ?”
ยาเอะถามด้วยท่าทางรู้สึกผิด
“ป่วยมาั้แ่เมื่อห้าปีก่อนแล้วล่ะถึงจะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ก็ต้องสูญเสียการมองเห็นไป”
ดยุคเบนสายตาลงต่ำด้วยท่าทางขมขื่นเมื่อได้เห็นเช่นนั้น ซูจึงวางมือของตนซ้อนทับบนมือของเขาคงกำลังเป็ห่วงพ่ออยู่ล่ะมั้ง เป็เด็กที่อ่อนโยนจริง ๆ
“......รักษาด้วยเวทมนตร์ไม่ได้เหรอคะ?”
“เคยเรียกผู้ใช้เวทมนตร์รักษาทั่วอาณาจักรมาหมดแล้ว......แต่ก็ไม่ไหวน่ะการฟื้นฟูร่างกายจากการาเ็ยังอยู่ในระดับที่สามารถทำได้อยู่ แต่ว่าดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลกับอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการป่วยน่ะ”
ดยุคตอบคำถามของลินเซ่อย่างไร้เรี่ยวแรงงั้นเหรอ......เวทรักษาใช้ไม่ได้สินะ...... กำลังคิดอยู่เลยว่า เคียวฮีลจะรักษาได้รึเปล่า แต่ว่า......ความรู้สึกไร้พลังในสถานการณ์แบบนี้ซึมลึกเข้าไปในจิตใจเลย
“ถ้าท่านตายังมีชีวิตอยู่ล่ะก็......”
ซูพึมพำด้วยท่าทางเสียดายแล้วก็คงจะรู้สึกถึงสายตาประหลาดใจของผมได้ล่ะมั้ง ดยุคจึงเปิดปากพูดออกมา
“ท่านพ่อของภรรยา......ตาของซูหรือพ่อตาของฉันเป็ผู้ใช้เวทมนตร์พิเศษ สามารถขจัดความผิดปกติในร่างกายได้ที่ซูออกเดินทางในครั้งนี้ ก็เพราะคิดว่าจะไขปริศนาแล้วเรียนรู้เวทมนตร์ของพ่อตาได้บ้างรึเปล่าน่ะ”
“ถ้าเป็เวทมนตร์ของท่านตาล่ะก็ต้องรักษาดวงตาของท่านแม่ได้แน่ ท่านจอมเวทของราชสำนักบอกว่าแม้จะใช้เวทมนตร์นั้นมิได้แต่ถ้ารู้รายละเอียดก็มีโอกาสที่จะหาเวทมนตร์ที่เป็สายแยกมาแทนได้ หรือไม่ก็
ถ้าหาคนที่ใช้เวทมนตร์แบบเดียวกับท่านตาได้ล่ะก็......”
ซูกำหมัดด้วยท่าทางเจ็บใจ
“เื่นั้นพูดไปก็มีความเป็ไปได้ยากต่ำมากล่ะนะซู ก็เวทไร้ธาตุมันเป็เวทเฉพาะตัวนี่นาเกือบทั้งหมดไม่น่าจะมีคนที่ใช้เวทมนตร์เหมือน ๆ กันได้หรอก แต่ว่าถ้ามีคนที่ใช้เวทมนตร์ที่มีผลคล้าย ๆ กันได้ล่ะก็ พ่อจะตามหาให้เจอให้ได้......”
“““อ๋าาาา............!!!”””
อยู่ๆ ทั้งสามคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ลุกขึ้นยืนแล้วะโเสียงดัง เหวอ ใหมดเลย!อะไรอะไรอะไร!?
“โทยะไง!”
“คุณโทยะค่ะ!”
“ท่านโทยะเ้าค่ะ!”
“อะไรอ่ะ!?”
เมื่อโดนทั้งสามคนชี้นิ้วใส่อย่างรวดเร็วปานธนูออกจากแล่งผมที่ไม่เข้าใจเหตุผลจึงถอยหนี อะไรเนี่ยน่ากลัวจังทั้งสามคนตื่นเต้นเพราะความตึงเครียดสูงเกินรึไงครับ!?
พ่อลูกดยุคเองก็ใจนถอยไปนิดหน่อยเหมือนกันแล้วนะนั่นไงดูสิ
“ถ้าเป็นายล่ะก็อาจจะใช้เวทมนตร์นั้นได้นะ!”
“เวทไร้ธาตุเป็เวทเฉพาะตัว......เป็สิ่งที่คนอื่นไม่น่าจะใช้ได้ค่ะแต่ว่า!”
“ท่านโทยะน่ะถ้าเป็ไร้ธาตุก็สามารถใช้ได้หมดเลยไม่ใช่หรือเ้าคะ!”
“อ๊ะ? ......อ๊าาาา......!หมายถึงแบบนี้นี่เอง!”
ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว!งั้นเหรองั้นเหรอ ถ้าเป็ไร้ธาตุล่ะก็!
“หมายความ......ว่าไงกัน? หรือว่า......”
“รักษาท่านแม่ได้งั้นหรือ!โทยะ! ?”
ดยุคพูดโดยทำหน้าตาไม่อยากเชื่อส่วนซูก็จับแขนของผมราวกับหาที่พึ่งพิง
“ว่ากันตรงๆ เป็เวทมนตร์ที่ไม่เคยใช้ครับแต่อาจจะทำได้......ช่วยบอกรายละเอียดอย่างชื่อกับผลลัพธ์ของเวมมนตร์นั่นให้ทีได้ไหมครับ”
“อ้าวมีแขกเหรอคะ?”
สุภาพสตรีที่นั่งอยู่บนเตียงหน้าตาคล้ายซูมากผมลองคาดคะเนรูปร่างของซูในอนาคต เธอตอนที่โตขึ้นคงประมาณนี้ล่ะมั้งมีแค่สีผมเท่านั้นที่เป็สีน้ำตาลอ่อนต่างจากลูกสาว
เสื้อสตรีสีขาวกับกระโปรงสีฟ้าอ่อนก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดูว่างเปล่าถ้าให้ยกตัวอย่างเป็ดอกไม้ แทนที่จะเป็ดอกกุหลาบหรือดอกลิลลี่เธอเป็ผู้หญิงที่เหมือนดอกยิปโซฟิล่ามากกว่า อายุก็ยังน้อยอยู่ คิดว่าน่าจะ
ประมาณยี่สิบปี
แต่ว่าความสาวนั้น กลับทำให้ตาที่มองไม่เห็นยิ่งเด่นชัดขึ้นจนรู้สึกได้ถึงลูกตาดำจะเปิดอยู่ แต่ทัศนวิสัยรับภาพไม่ได้สินะ กำลังมองไปที่ไหนอยู่ก็ไม่รู้เธออยู่ในสภาพแบบนั้นแหละ
“โมจิซึคิโทยะครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับท่านเอเลน”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณคะ ท่านนี้คือ?”
“อ๋อเป็คนที่ซูบังเอิญเจอเข้าแล้วได้รับการช่วยเหลือหลาย ๆอย่าง......พอได้ยินเื่ของเธอ ก็เลยอยากลองมาตรวจตาของเธอดูน่ะ”
“ตา......?”
“ท่านแม่ช่วยผ่อนคลายสักนิดนะคะ”
ผมยื่นมือไปเบื้องหน้าดวงตาของท่านเอเลนอย่างเงียบๆ จากนั้นก็รวบรวมสมาธิแล้วใช้งานเวทมนตร์ที่เพิ่งเรียนรู้มาเมื่อกี้นี้ ขอร้องล่ะขอให้ราบรื่นทีเถอะ
“【รีคัฟเวอรี่】”
แสงอันอ่อนโยนไหลจากฝ่ามือของผมไปสู่ดวงตาของท่านเอเลนหลังจากแสงหายไปอย่างช้า ๆ
ผมก็ดึงมือกลับมา
ครู่ต่อมาสายตาที่เลื่อนลอยอยู่บนอากาศก็ค่อย ๆ เข้าที่เข้าทางขณะที่กำลังคิดว่าเธอกระพริบตาปริบ ๆ ทำไม เธอก็หันสายตาไปทางดยุคกับซูอย่างสงบ
“......เห็นแล้ว......เห็นแล้วค่ะมองเห็นแล้วค่ะ คุณคะ!”
หยาดน้ำตาร่วงผล็อยจากดวงตาของท่านเอเลน
“เอเลน......อึก......!”
“ท่านแม่!!”
ทั้งสามคนกอดกันแล้วเริ่มร้องไห้ท่านเอเลนมองสามีกับลูกสาวที่ไม่ได้เห็นหน้ามาห้าปี พร้อมร้องไห้ไปพลางหัวเราะไปพลางมองใบหน้าของลูกสาวสุดที่รัก มองใบหน้าของสามี มองไปเรื่อย ๆด้วยั์ตาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา
คุณเลมที่มองอยู่ข้างๆ เองก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วหลั่งน้ำตาเช่นกัน
“ค่อยยังชั่วหน่อยเนอะ......ฮึ่ก”
“ค่อยยังชั่วหน่อยนะคะ......”
“ค่อยยังชั่วหน่อยนะเ้าคะ~”
กระทั่งพวกเธอก็ร้องไห้ด้วยเหรอ!? อ้าว? ยังไงกันล่ะเนี่ยไม่ใช่ว่าผมที่ไม่ได้ร้องไห้ดูเป็คนโหดร้ายไปแล้วหรอกเหรอ?
ยังไงก็ซาบซึ้งอยู่นะ? เพียงแต่ มันมีความกดดันว่าถ้าพลาดขึ้นมาจะทำยังไงก็เลยรู้สึกโล่งใจ
มากกว่าอ่ะ............เอาเถอะ ช่างมันละกัน
พวกผมเฝ้ามองพ่อแม่ลูกที่กำลังร้องไห้ดีใจไม่ยอมหยุดด้วยความอบอุ่น
◇ ◇ ◇