หนิงมู่ฉือยังคงมีท่าทีเหม่อลอย ก่อนจะรู้สึกได้ว่าตัวนางสั่นอย่างรุนแรงนางร้องอุทานอย่างตกใจพลางจับชายแขนเสื้อของเฉินเกอเอาไว้แน่น “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ม้าของท่านเป็นอันใดไป เหตุใดมันถึงได้เหมือนกับบ้าคลั่งขึ้นมาเช่นนี้”
เฉินเกอถูกหนิงมู่ฉือจับมือเอาไว้แน่นทำให้แผ่นอกต้องเลื่อนขึ้นไปแนบชิดกับแผ่นหลังของหนิงมู่ฉือ อารมณ์ที่เศร้าสร้อยดีขึ้นทันตาประหนึ่งนางพาเขาเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่เขากลับรู้สึกว่านางพาเขาเดินไปด้วยนับร้อยก้าว
เขาบังคับม้าให้วิ่งช้าลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่มีอะไร เมื่อครู่มันสะดุดก้อนหินเข้า เจ้าไม่ต้องกลัวนะ”
หนิงมู่ฉือได้ยินเช่นนั้นถึงค่อยรู้สึกวางใจ
จ้าวซีเหอเห็นสองคนด้านหลังไม่ตามมาสักทีจึงบังคับให้มาหยุดวิ่งเขาหันหลังไปมองก็บังเอิญได้เห็นภาพคลุมเครือระหว่างเฉินเกอกับหนิงมู่ฉือเข้าพอดีเขารู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนักมองหนิงมู่ฉือยิ้มและหัวเราะกับเฉินเกอด้วยสีหน้านิ่งเรียบเขาใช้แส้ตีที่ก้นม้าอย่างแรง เจ้าม้าออกวิ่งไปข้างหน้าจนหญ้ากระเด็นเป็นทาง
ขณะที่ม้าวิ่งห้อตะบึงไป สีหน้าเขามีแต่ความเย็นชาต่อมาไม่นานทั้งสองคนด้านหลังถึงค่อยบังคับม้าให้วิ่งตามมาอย่างช้าๆจนถึงตอนนี้ฝนก็ยังคงตกลงมาไม่ขาดสาย
หนิงมู่ฉือเห็นสีหน้าเย็นชาของจ้าวซีเหอก็ลอบถอนหายใจอย่างระมัดระวัง “เมื่อครู่พวกเรามีปัญหาเล็กน้อย คือม้าตกใจก็เลย…”
ครั้นจ้าวซีเหอได้ยินเสียงอธิบายอย่างอ่อนโยนของหนิงมู่ฉือความโมโหที่เคยมีหายไปมากกว่าครึ่ง ทว่ายังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม เขาแค่นเสียงฮึในลำคอน้ำเสียงที่เอ่ยเย็นชาดุจน้ำแข็ง “ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ข้าฟังหรอกมาช้าก็คือมาช้า”
หนิงมู่ฉือได้ฟังก็กลอกตามองบน จากนั้นแกล้งทำเป็นไม่สนใจใยดีจ้าวซีเหอด้านจ้าวซีเหอยิ่งเห็นท่าทางเช่นนี้ของหนิงมู่ฉือก็รู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม
“หนิงมู่ฉือ! ทำท่าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!” จ้าวซีเหอตะคอกเสียงดังน้ำเสียงเต็มไปด้วยโทสะ ฝนยังคงตกลงมาไม่ขาดสาย ทำให้เขาในตอนนี้เปียกชุ่มไปทั้งตัวเสื้อผ้าเปียกแนบไปกับลำตัวยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาไม่ค่อยดีมากกว่าเดิม
ที่คาดไม่ถึงคือเฉินเกอจะกอดไหล่หนิงมู่ฉือเอาไว้อย่างปกป้องมองจ้าวซีเหอพร้อมกับเป็นฝ่ายกล่าวตอบแทน “ฉือเอ๋อร์ยังมิทันได้ทำสิ่งใดเลยท่านจะตะคอกใส่นางเพราะเหตุใดเล่า”
หนิงมู่ฉือรู้ดีว่าจ้าวซีเหอตั้งใจตะคอกใส่นางไปอย่างนั้นเองแต่การที่เฉินเกอเอื้อมมือมากอดไหล่นางเอาไว้เช่นนี้ ทำให้นางมีสีหน้าลำบากใจยิ่งนางค่อยๆ แกะมือของเฉินเกอออกจากไหล่ของตัวเองพลางยิ้มจนเห็นลักยิ้มที่ข้างแก้มได้บางๆ“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ไม่เป็นไร พวกเรารีบเดินทางต่อกันเถอะฝนดูท่าจะตกหนักขึ้นแล้ว”
เฉินเกอพยักหน้าก่อนจะบังคับม้าให้ออกวิ่งไปข้างหน้า
“ช่างเป็นสตรีที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!” จ้าวซีเหอบ่นฝนที่ตกลงมาได้ละลายความโมโหของเจ้าตัวให้หายไปมากกว่าครึ่ง
ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อลมพัดผ่านก็ได้พัดเอาน้ำฝนมาโดนตัวหนิงมู่ฉือนางเอามือทั้งสองข้างกุมแก้มของตัวเองพลางเอ่ยว่า “เหตุใดน้ำฝนถึงได้เย็นเช่นนี้!”
เฉินเกอใช้ชายแขนเสื้อเช็ดน้ำฝนที่อยู่บนแก้มให้หนิงมู่ฉือ ข้างหน้าเขาเห็นสิ่งก่อสร้างได้ลางๆเห็นภาพนั้นเขาบังคับมาให้วิ่งเร็วขึ้น
จ้าวซีเหอเห็นท่าทางเช่นนั้นของหนิงมู่ฉือ ในใจรู้สึกเป็นห่วงนางยิ่งจากเดิมที่คิดจะพูดถากถางเฉินเกอกลับเลือกนิ่งเงียบ พร้อมกับเร่งม้าให้ไวขึ้น
ทั้งสามคนลงแส้ม้าเพื่อเร่งไปที่เมืองเทียนหลิงให้เร็วขึ้นฝนตกหนักขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย ตัวของทั้งสามคนจึงเปียกปอนแม้แต่เส้นผมก็เปียกแนบลู่ไปกับใบหน้า ขณะที่ม้ายังคงวิ่งอย่างรวดเร็วตรงเข้าเมืองเทียนหลิง
จ้าวซีเหอหลับตา ตอนอยู่เมืองหลวงเขาไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้มาก่อนเลยจึงอดเอ่ยอย่างทอดถอนใจออกมาไม่ได้ “ฝนตกเยี่ยงนี้ช่างดีเหลือเกิน”
หนิงมู่ฉือคาดไม่ถึงเช่นกันว่าจะมีวันที่ตัวเองต้องมาตากฝนเช่นนี้ นางจึงหัวเราะออกมาเสียงหัวเราะของหนิงมู่ฉือใสกังวาลประดุจลมที่พัดผ่านกระดิ่งที่ทำจากกระเบื้องเคลือบชั้นดีฟังดูไพเราะเสนาะหูยิ่ง
คนในยุทธภพมักจะเคยตากฝนเช่นนี้บ่อยครั้งจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้าเป็นรอยยิ้มที่ดูแล้วสบายตาสบายใจจนเขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม
ทั้งสามคนบังคับม้าให้วิ่งเร็วขึ้นอีก เมื่อเห็นสิงโตหินสองตัวตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าสีหน้าทั้งสามคนพลันตกตะลึง
“ฉือเอ๋อร์ ดูสิงโตหินข้างหน้าสิ!” เฉินเกอชี้ไปที่สิงโตหินอย่างตื่นเต้นขณะเอ่ยกับหนิงมู่ฉือที่ยังคงหลับตาดื่มด่ำกับบรรยากาศฝนตก
หนิงมู่ฉือค่อยๆ ลืมตา มองสิงโตหินที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอย่างสนอกสนใจสิงโตหินสองตัวนี้ไม่เหมือนสิงโตหินที่นางเคยเห็นมาก่อนหน้านี้สิงโตหินข้างหน้าตัวใหญ่มาก สูงประมาณหนึ่งจั้ง[1] อ้าปากกว้างแววตาดุดันราวกับจะกลืนกินผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาลงท้องก็ไม่ปาน
ข้างๆ ปากอันใหญ่โตของมันคือวงกลมซึ่งทำจากเหล็กข้างใต้วงกลมเหล็กคือลวดลายที่ดูน่าแปลกตา ด้านข้างเป็นรูปคลื่น ส่วนข้างใต้คลื่นคือขาหน้าของเจ้าสิงโต
“นี่คือหนึ่งในสัญลักษณ์พิเศษของเมืองเทียนหลิง สิงโตหิน” น้ำเสียงทุ้มของจ้าวซีเหอดังขึ้นจากด้านหลัง
หนิงมู่ฉือได้ฟังหัวใจเริ่มเต้นเร็วขึ้น ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆหน้านางก็แดงขึ้นมา
เฉินเกอหันไปมองจ้าวซีเหอ ตัวของจ้าวซีเหอเปียกชุ่มชุดอาภรณ์สีขาวแนบไปกับลำตัว ผมเปียกแนบไปกับใบหน้า ผิวขาวขับให้ริมฝีปากยิ่งแดงเรื่อจมูกโด่งสูง ดวงตาเรียวยาว แววตาดอกท้อมองตรงไปที่หนิงมู่ฉือท่าทางแสดงให้เห็นถึงความเป็นคุณชายสกุลผู้ดีเต็มเปี่ยม
จากนั้นเขาก็มองตัวเองในชุดสีน้ำตาล สภาพของเขาตอนนี้ดูน่าอนาถเหลือเกินเดิมทีด้วยความที่เป็นคนในยุทธภพ เขาจึงไม่ค่อยใส่ใจภาพลักษณ์ของตัวเองเท่าใดนักแต่เมื่อมีจ้าวซีเหอคอยเป็นตัวเปรียบเทียบอยู่ตรงหน้าเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าสภาพของตนเองดูน่าอนาถเหลือเกินไม่อาจเทียบกับจ้าวซีเหอได้เลย
เขาถอนหายใจออกมา มองหนิงมู่ฉือที่เปียกน้ำฝนไปทั้งตัว เขากลัวว่านางจะตากฝนจนไม่สบายจึงเอ่ยออกมาว่า “พวกเรารีบเข้าไปในเมืองกันเถิด”
จ้าวซีเหอพยักหน้า ขมวดคิ้วแล้วบังคับม้าให้วิ่งเข้าไปในเมือง
สิ่งที่ทั้งสามคนคาดไม่ถึงเลยก็คือในเมืองจะเต็มไปด้วยผู้คนที่ยิ้มและหัวเราะท่ามกลางสายฝน บนพื้นเต็มไปด้วยหม้อไหกะละมังเด็กบางคนถึงขั้นถอดเสื้อผ้าแล้ววิ่งเล่นอยู่ท่ามกลางสายฝน
จ้าวซีเหอมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแปลกใจ เขาลงจากม้ามีท่าทีระแวดระวังขณะนำม้าไปผูกยังสถานที่เงียบสงบแห่งหนึ่งด้านข้างเขาคือสตรีผู้หนึ่งที่กำลังยิ้มและหัวเราะ เขาจึงเดินเข้าไปถาม “แม่นาง ในเมืองมีเรื่องใดน่าดีใจเช่นนั้นหรือ”
ครั้นแม่นางผู้นั้นเห็นใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวซีเหอ ใบหน้าขึ้นสีแดงเรื่อกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มหวาน “คุณชายคงมาจากที่อื่นเมืองเทียนหลิงของพวกเราแห้งแล้งมานาน เพิ่งจะมีฝนตกวันนี้ พวกเราจึงออกมาเล่นน้ำฝนกันฝนตกหนักพอให้เรารองน้ำไว้ใช้ได้นานเลยทีเดียว”
จ้าวซีเหอทำหน้าราวกับรู้แจ้ง เขาหันไปมองหนิงมู่ฉือที่เหม่อลอยจึงยิ้มพร้อมกับเดินเข้าไปหาเป็นเรื่องบังเอิญยิ่งนักที่เฉินเกอยืนอยู่ด้านข้างหนิงมู่ฉือและกำลังมองมาที่เขาอย่างท้าทาย
เขากำหมัดแน่น ใบหน้าเคร่งขรึมขณะตรงเข้าไปใกล้หนิงมู่ฉือ “หนิงมู่ฉือ เจ้ามานี่!” น้ำเสียงของเต็มไปด้วยแววข่มขู่กดดันดวงตาแดงก่ำอย่างไม่พอใจชัดเจน
“ซีเหอ ท่านรู้หรือไม่ว่ามันเกิดเรื่องใดขึ้น” หนิงมู่ฉือไม่ได้สนใจฟังประโยคเมื่อสักครู่ของจ้าวซีเหอเลยเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาหาจึงเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นระคนใคร่รู้
[1] 1จั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร