หลังผ่านพ้นค่ำคืนอันหฤโหดหน้าป้ายิญญา ความเหนื่อยล้าที่กัดกินทั้งร่างกายและจิตใจทำให้ เว่ยเสวี่ยเหลียน ตกอยู่ในห้วงนิทราอันหนักอึ้ง นางหลับลึกเสียจนไม่ได้ยินเสียงระฆังบอกเวลาเช้า จนกระทั่งเสียงฝีเท้าแ่เบาของเหล่าสาวใช้ที่ก้าวเข้ามาในห้องนอนทำให้ความเงียบสงัดถูกทำลายลง
“ฮูหยิน... ได้เวลาตื่นแล้วเ้าค่ะ”
เสวี่ยเหลียนลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงีย ความปวดหนึบที่กึ่งกลางกายย้ำเตือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจนนางต้องลอบสูดลมหายใจ เหล่าสาวใช้ต่างรีบเข้ามาปรนนิบัติชำระล้างร่างกายให้นายหญิงอย่างรู้งาน ก่อนจะช่วยกันประคองร่างที่ยังคงอ่อนเพลียเพื่อผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
วันนี้เสวี่ยเหลียนสวมใส่ ชุดไว้ทุกข์แบบสมัยถัง ที่ดูเรียบง่ายทว่ายังคงความสง่างามตามฐานะ เริ่มจากการพัน ผ้าคาดอก สีขาวนวลรัดรึงทรวงอกอวบอิ่มที่ยังมีรอยช้ำจางๆ จากน้ำมือของสุนเก่อให้แนบชิด ทับด้วยชุดกระโปรงเอวสูงผ้าไหมสีขาวสะอาดตาที่ผูกสายผ้าคาดเอวไว้อย่างประณีตใต้ทรวงอก ปล่อยชายกระโปรงให้ทิ้งตัวยาวจรดพื้น ปกปิดรอยแยกที่เพิ่งถูกทะลวงมาอย่างหนักหน่วงไว้มิดชิด ปิดท้ายด้วยเสื้อคลุมแขนกว้างเนื้อบางเบาสีขาวหิมะที่ช่วยปกปิดลาดไหล่และลำคอระหง
เมื่อแต่งกายเสร็จสิ้น นางก้าวเดินไปยังห้องอาหารเพื่อร่วมโต๊ะกับ เว่ยเฉิง ทันทีที่เห็นลูกชายนั่งรออยู่ เสวี่ยเหลียนก็เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แววตาที่จ้องมองบุตรชายนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักและความเอ็นดูอย่างที่สุด สำหรับนางแล้ว เว่ยเฉิงไม่ใช่เพียงแก้วตาดวงใจ แต่ยังเป็ “ญาติเพียงคนเดียว” ที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ที่นางพร้อมจะแลกด้วยชีวิตเพื่อปกป้อง
“เฉิงเอ๋อร์ ทานข้าวเถิดลูก แม่ให้คนเตรียมน้ำแกงโสมไว้ให้เ้าด้วย” นางเอ่ยพลางคีบอาหารใส่ชามให้ลูกชายอย่างที่เคยทำเป็ปกติ
ทว่าทางด้านเว่ยเฉิง เด็กน้อยกลับนั่งนิ่งเงียบ แววตาของเขาดูเลื่อนลอยและอ้างว้างอย่างเห็นได้ชัด เสวี่ยเหลียนมองท่าทางงลูกชายด้วยความเป็ห่วง นางได้แต่ปลอบใจตนเองว่าเขาคงยังโศกเศร้าเื่ที่ท่านพ่อจากไป
หลังจามื้อเช้าที่แสนอึดอัด เสวี่ยเหลียนปลีกตัวเข้ามาภายในห้องทำงานส่วนตัวที่เต็มไปด้วยตำราและสมุดบัญชีการค้าเกลือ นางพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อสืบทอดกิจการที่บิดาและสามีทิ้งไว้ให้ ทว่าทันทีที่ประตูปิดลง ความเงียบสงัดกลับดึงเอาความจริงอันโหดร้ายเข้ามารุมเร้าจิตใจ
นางทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ความรู้สึกขยะแขยงในตนเองพุ่งพล่านขึ้นมาจนจุกอยู่ที่ลำคอ ภาพของ สุนเก่อ ฆาตกรใจโฉดที่พรากชีวิตทั้งบิดา ลุง และสามีของนางไปอย่างเืเย็นกลับกลายเป็คนเดียวกับที่ฝังรากความอัปยศลงในร่างของนางเมื่อคืน แม้นางจะสั่งให้สาวใช้ขัดสีฉวีวรรณร่างกายด้วยน้ำหอมและกลีบกุหลาบกี่สิบครั้ง แต่เสวี่ยเหลียนกลับรู้สึกเหมือนกลิ่นคาวกามและััหยาบกร้านของมันยังคงฝังแน่นอยู่ใต้ิั ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจล้างออกได้สะอาด
“ข้าช่างเป็สตรีที่น่าสมเพช... ร่างกายนี้ถูกย่ำยีโดยคนที่ทำลายครอบครัวของข้าจนย่อยยับ แต่ข้ากลับ...”
เพียงแค่นึกถึงแรงกระแทกกระทั้นและน้ำกามที่ร้อนระอุซึ่งอัดแน่นอยู่ภายในถ้ำสวาทเมื่อคืน ร่างกายที่ทรยศของนางก็เริ่มมีการตอบสนองอย่างน่าอดสู ความรู้สึกอุ่นซ่านแล่นริ้วขึ้นมาจากกึ่งกลางกาย และในวินาทีนั้นเอง น้ำหวานแห่งความใคร่ที่นางแสนรังเกียจก็เริ่มไหลเยิ้มออกมาจนรู้สึกได้ถึงความแฉะชื้นที่ซึมกางเกงชั้นในผ้าไหม
เสวี่ยเหลียนขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย นางพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ด้วยการเม้มริมฝีปากจนห่อเื ขณะที่มือยังคงถือพู่กันสั่นๆ พยายามตรวจเอกสาร แต่ขาทั้งสองข้างของนางกลับเริ่มเบียดเสียดและ บดสีกัน ไปมาใต้โต๊ะทำงานเพื่อบรรเทาความเสียวซ่านที่จู่โจมอย่างกะทันหัน เสียงผ้าไหมสีขาวเสียดสีกันดังแ่เบาในห้องที่เงียบสงัด ยิ่งนางนึกถึงใบหน้าอัปลักษณ์ของสุนเก่อที่กำลังคร่อมร่างนาง หีของนางก็ยิ่งตื้อและเยิ้มแฉะจนนางต้องหนีบขาเข้าหากันแน่นเพื่อไม่ให้ความรัญจวนนั้นหลุดรอดออกมา
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องโถงการศึกษา เว่ยเฉิง นั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือโดยมีอาจารย์เฒ่าคอยพร่ำสอนตำราขงจื้อ ทว่าเด็กน้อยกลับแทบไม่ได้ยินเสียงเ่าั้ อาจารย์มองดูศิษย์รักที่เหม่อลอยก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความสงสาร รับรู้ว่าเด็กน้อยคนนี้ติดบิดาเพียงใดและคงยังทำใจกับการจากไปของบิดาไม่ได้
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด เสวี่ยเหลียนนั่งอ่านตำราอยู่ภายในห้องนอนเพียงลำพัง แสงเทียนสลัวฉายให้เห็นร่างระหงที่เปลี่ยนจากชุดไว้ทุกข์ตัวนอกออก เหลือเพียง ชุดกระโปรงเอวสูงผ้าไหมสีขาว ที่บางเบาและ ผ้าคาดอก ที่รัดรึงอยู่ภายใน เส้นผมที่เคยรวบเกล้าอย่างประณีตถูกปล่อยสยายยาวถึงกลางหลัง ดูอ่อนหวานและเย้ายวนใจโดยที่นางไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น ประตูห้องนอนของนางก็ถูกเปิดออกโดยไม่มีการเคาะบอกกล่าว เสวี่ยเหลียนสะดุ้งสุดตัว ทว่าเมื่อเห็นร่างอัปลักษณ์ของสุนเก่อก้าวเข้ามา นางก็เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความจำยอม มันวางสมุดเล่มบางสองเล่มลงบนโต๊ะข้างตัวนางอย่างแรงจนนางต้องหันไปมอง หนังสือทั้งสองเล่มนี้มีชื่อที่ทำให้นางถึงกับชาวาบไปทั้งหน้า
เล่มแรกคือ ‘คัมภีร์วสันตลีลา’ ซึ่งเป็สมุดภาพลงสีอย่างละเอียดเกี่ยวกับท่วงท่าการร่วมรักร้อยแปดประการ และเล่มที่สองคือ ‘บันทึกสวาทหอแดง’ นิยายเชิงสังวาสที่บรรยายความใคร่อย่างวิปริตและโจ่งแจ้ง เสวี่ยเหลียนผู้เติบโตมาในตระกูลสูงศักดิ์ไม่เพียงแต่ไม่เคยอ่าน แต่นางไม่เคยรู้จักแม้กระทั่งชื่อของตำรากามพวกนี้เลยด้วยซ้ำ
“นี่คือการบ้านที่เ้าต้องทำ...” สุนเก่อเอ่ยเสียงพร่าพลางแสยะยิ้มจนเห็นฟันที่หลอแหว่ง “เ้าต้องอ่านและศึกษาท่วงท่าในนี้ แล้วเริ่มจดบันทึกการร่วมรักของเราทุกครั้ง... ั้แ่ครั้งแรกที่ข้าข่มขืนเ้าจนเ้าครางไม่ออก บรรยายมันลงไปให้หมดว่าถ้ำสวาทของเ้ารู้สึกอย่างไรยามถูกข้าทะลวง”
“ไม่มีทาง! ข้าจะไม่มีวันเขียนเื่บัดสีเช่นนั้นลงในกระดาษเด็ดขาด!” เสวี่ยเหลียนตวาดกลับด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“หึ... เ้าแน่ใจรึ?” สุนเก่อโน้มตัวลงมาใกล้ “ถ้าไม่มีบันทึกนี้มาให้ข้าอ่านในวันพรุ่งนี้ ข้าก็ไม่รับประกันว่าลูกชายสุดที่รักของเ้าจะมีลมหายใจเห็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือไม่”
คำขู่นั้นดั่งสายฟ้าฟาด เสวี่ยเหลียนหน้าซีดเผือด ความโกรธแค้นถูกแทนที่ด้วยความกลัวสั่นประสาท พ่อบ้านโฉดไม่รอช้ามันก้าวเข้ามาคว้าหมับเข้าที่ทรวงอกอวบอิ่มใต้ผ้าคาดอกแล้วออกแรงขยำอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะบดเบียดริมฝีปากเน่าเหม็นเข้ากับปากนุ่มของนาง เสวี่ยเหลียนที่ร่างกายถูกกระตุ้นมาตลอดทั้งวันจากการบดสีขาและจินตนาการที่สกปรก กลับเผลอไผลไประหว่างความเกลียดชังและความรัญจวน นางหลับตาแน่นแล้ว จูบตอบ มันอย่างดูดดื่ม ลิ้นเรียวพยายามขับเคี่ยวกับลิ้นหยาบโลนของมันอย่างลืมตัว ร่างกายของนางอ่อนระทวยลงในอ้อมกอดของฆาตกรทันทีที่มันเริ่มรุกล้ำลูบไล้ไปตามสัดส่วนใต้ผ้าไหมบางเบา
ภายในห้องนอนที่สว่างไสวด้วยแสงเทียน เสวี่ยเหลียนถูกเหวี่ยงร่างให้คว่ำหน้าลงกับโต๊ะทำงานที่มีสมุดบัญชีและคัมภีร์กามราคะวางระเกะระกะ สุนเก่อไม่รอช้า มันจัดการกระชากชายกระโปรงผ้าไหมสีขาวของนางขึ้นมากองไว้ที่เอว เผยให้เห็นสะโพกผุดผ่องที่สั่นเทิ้ม อาวุธประจำกายขนาดเขื่องถูกจ่อเข้าที่ร่องสวาทที่แฉะชื้นล้นปรี่ ก่อนจะกระแทกพรวดเข้าใส่จากทางด้านหลังอย่างป่าเถื่อนโดยไร้ซึ่งการอารัมภบท
“อ๊างงง! อื้อออ...”
เสวี่ยเหลียนหวีดร้องออกมาอย่างไม่อาจกักขัง ความใหญ่โตที่ทะลวงพรวดเดียวจนมิดด้ามทำให้นางเจ็บจนจุก ทว่าความรัญจวนกลับพุ่งขึ้นสูงเสียยิ่งกว่า สุนเก่อจิกกลุ่มผมสลวยของนางแล้วกระชากขึ้นจนใบหน้าสวยล่มเมืองต้องแหงนเงยไปด้านหลัง ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเสียวซ่านที่รุนแรงจนลืมสิ้นกิริยากุลสตรี ริมฝีปากที่เคยแย้มยิ้มอย่างสง่างามบัดนี้อ้าค้างและสั่นระริก มีน้ำลายใสไหลซึมที่มุมปากจากการที่ถูกกระทำอย่างหนักหน่วงจนคุมสติไม่อยู่
สุนเก่อโหมสะโพกเข้าใส่ไม่ยั้งมือ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องสลับกับเสียงครางระงมของนางเอกที่ถูกกดหัวให้แนบลงกับโต๊ะจนหน้าอกอวบอิ่มบดเบียดกับสมุดบัญชีตระกูลเว่ย ทุกจังหวะที่มันกระแทกเน้นย้ำลงไปทำให้นางรู้สึกเหมือนร่างกายจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ แต่นางกลับแอ่นสะโพกรับแรงกระแทกนั้นอย่างน่าไม่อาย
เสวี่ยเหลียนในตอนนี้ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีกต่อไป นางตกอยู่ในภวังค์แห่งกามราคะที่ป่าเถื่อน มือของนางจิกเกร็งกับขอบโต๊ะจนปลายนิ้วซีดขาว ยามที่สุนเก่อโถมแรงเข้าใส่ในจังหวะสุดท้าย นางก็กรีดร้องออกมาสุดเสียงพร้อมกับร่างกายที่กระตุกเยือกถึงจุดสุดยอดอย่างรุนแรง ทิ้งให้คราบราคีไหลอาบนองหน้าขาขณะที่นางฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดสภาพ โดยมีพ่อบ้านโฉดหอบหายใจรดต้นคออย่างผู้ชนะ