จวงเหวินหลินคิดไม่ถึงว่าหานชีเยวี่ยจะพูดจาหยาบคายเช่นนี้ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ
“นี่เธอ เธอ…”
มิน่าล่ะแม่ถึงชอบพูดเสมอว่าสาวบ้านนอกไร้มารยาท!
“หลีกไป อย่าให้ฉันต้องลงมือ!”
หานชีเยวี่ยหมดความอดทนน้ำเสียงยิ่งเ็าขึ้นเรื่อยๆ
เดิมทีเธอตั้งใจว่าในชาตินี้จะอยู่ห่างๆบ้านสกุลจวง ไม่คิดเื่ความแค้นในชาติที่แล้ว
แต่ตอนนี้จวงเหวินหลินกลับมาก่อเื่วุ่นวายน่ารำคาญก่อน!
“หานชีเยวี่ย พลาดโอกาสนี้ไปแล้วจะไม่มีโอกาสอื่นอีกแล้วนะ”
“ไสหัวไป!” หานชีเยวี่ยทนไม่ไหวผลักจวงเหวินหลินแล้วเดินหน้าต่อ
จวงเหวินหลินจ้องมองด้วยสายตาอาฆาตไปทางหานชีเยวี่ยที่เดินจากไปหานชีเยวี่ยแบกกระบุงใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้ง
ในฐานะคนเมืองเขาสามารถคาดเดาได้ว่าหานชีเยวี่ยจะไปทำอะไร!
จวงเหวินหลินกำหมัดแน่นหากหานชีเยวี่ยไม่เห็นใจเขาก่อน ก็อย่ามาโทษที่เขาใจร้ายก็แล้วกัน!
จวงเหวินหลินสะกดรอยตามหานชีเยวี่ยอยู่ห่างๆและหานชีเยวี่ยกลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีคนสะกดรอยตามหลังอยู่
เมื่อเธอมาถึงแถวๆ ตลาดมืดขณะที่เดินผ่านสถานีตำรวจ เธอเผลอเหลือบมองเข้าไปในบริเวณสถานีตำรวจโดยไม่ตั้งใจ
เพียงแวบเดียวก็เห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่คนหนึ่ง
ลู่จิ่งิมาทำอะไรที่สถานีตำรวจ? พอเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วช่างดูต่างจากตอนเช้าที่ใกล้ตายลิบลับเลย
ในขณะเดียวกันลู่จิ่งิก็มองเห็นหานชีเยวี่ยเช่นกัน
นี่ไม่ใช่หญิงสาวที่ช่วยห้ามเืให้เขาบนเขาเมื่อเช้าเหรอ?
“เอ๋? หัวหน้าลู่คุณรู้จักสหายหญิงคนนั้นด้วยเหรอ?” รองผู้กำกับสถานีตำรวจอู๋เจี่ยฟั่งใช้ศอกสะกิดลู่จิ่งิแล้วถาม
“คนที่ช่วยชีวิตฉันไว้น่ะ!” ลู่จิ่งิกดเสียงต่ำตอบ
อู๋เจี่ยฟั่งพูดด้วยความอิจฉา “คุณนี่โชคดีชะมัดแม้แต่คนช่วยชีวิตก็ยังสวยขนาดนี้!”
ลู่จิ่งิไม่สนใจเขารีบสาวเท้าออกจากสถานีตำรวจไปคุยกับหานชีเยวี่ยทันที
“คุณกินยาแล้วหรือยัง? สองสามวันนี้ระวังหน่อยนะคะ” หานชีเยวี่ยพูดอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
“มีไข้เล็กน้อย แต่กินยาเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณคุณมากครับ” ลู่จิ่งิกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ
ชีเยวี่ยมองคนที่ใส่เครื่องแบบตำรวจด้านหลังเขาวันนี้เธอมาทำเื่ผิดกฎหมายจึงไม่อยากติดต่อพูดคุยกับพวกคุณตำรวจมากเท่าไหร่นัก
เธอยิ้มอย่างสุภาพแล้วกำลังจะจากไป
ลู่จิ่งิรีบพูด “เดี๋ยวก่อนผมไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณยังไง ถ้าหากคุณ้าอะไรผมยินดีจะทำให้เต็มที่สุดความสามารถครับ”
อู๋เจี่ยฟั่งได้ยินลู่จิ่งิพูดเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นตีหน้าผากตัวเอง
ลู่จิ่งิ ตาทึ่มนี่หาคำพูดที่ดีกว่านี้ไม่เป็หรือไง?
ช่างเถอะลู่จิ่งินั้นหัวกระไดบ้านไม่เคยแห้ง สาวๆในเมืองหลวงมากมายพากันจ้องลู่จิ่งิตาเป็มัน จ้องจนตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
ผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ ถึงแม้หน้าตาสะสวยแต่ความงามก็ยังไม่อาจเทียบเคียงกับสาวในเมืองได้
ในอีกมุมไม่ไกลกันนักจวงเหวินหลินเห็นหานชีเยวี่ยพูดคุยกับผู้ชายแปลกหน้า ก็โกรธจนกัดฟันกรอดราวกับจับได้ว่าภรรยากำลังแอบคบชู้ก็ไม่ปาน
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ สหายลู่จิ่งิ พอดีว่าฉันมีธุระขอตัวก่อนนะคะ”
ชีเยวี่ยพูดจบก็รีบจากไปไม่ให้โอกาสลู่จิ่งิรั้งตัวเธอไว้แม้แต่น้อย
อู๋เจี่ยฟั่งมองลู่จิ่งิที่ยืนเซ่ออยู่ก็หัวเราะแล้วพูดว่า “จะตามไปดูหน่อยไหม? ผมว่าผู้หญิงคนนี้กำลังจะไปตลาดมืดนะ!”
เขาอยู่ที่นี่มาสองปีแล้วเขาจะไม่รู้เื่ละแวกนี้ได้อย่างไร?
ลู่จิ่งิใ ไปตลาดมืดหรือ?
“พวกคุณปล่อยให้มีตลาดมืดอยู่ใต้จมูกแบบนี้ได้ยังไง?” ลู่จิ่งิถามด้วยประหลาดใจ
“คนเราต้องกินต้องใช้ จะไปบีบคั้นเขาได้ยังไง!”
อู๋เจี่ยฟั่งพูดอย่างเฉยเมยเห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าการทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นจะเป็เื่ที่ผิด
ลู่จิ่งิยกยิ้ม ที่เขาพูดมาก็ถูก!
“ไม่มีอันตรายใช่ไหม?” ลู่จิ่งิอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเป็ห่วง
“ถ้าไม่มีคนแจ้งก็ไม่มีอะไร ถ้ามีคนแจ้งก็อีกเื่ถึงพวกเราไม่ยุ่งก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่ยุ่ง!”
ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไปมากแต่บางคนก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงหาเื่สร้างความเด่นดังให้ตัวเอง
จวงเหวินหลินเห็นหานชีเยวี่ยเดินจากไปสีหน้าก็ดีขึ้นเล็กน้อย
เขายังคงสะกดรอยตามหานชีเยวี่ยต่อ
ลู่จิ่งิเป็คนแบบไหนกันจึงสังเกตเห็นทันทีว่ามีคนสะกดรอยตามหานชีเยวี่ยอยู่
“คนๆ นี้ คุณรู้จักไหม?” ลู่จิ่งิถาม
อู๋เจี่ยฟั่งเหลือบมองแล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “คนในเมืองเยอะแยะขนาดนี้ผมจะไปรู้จักได้ยังไง?”
ลู่จิ่งิพยักหน้าเขาตั้งใจจะตามไปดูด้วยตัวเอง
หานชีเยวี่ยเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆที่เป็ทางเข้าตลาดมืด จวงเหวินหลินก็เลี้ยวกลับ หันรถไปอีกทาง
“ไอ้สารเลวนั่น! มันไปตามคนมาแล้ว!”
ถึงอู๋เจี่ยฟั่งจะไม่รู้จักจวงเหวินหลินแต่เขารู้จักเส้นทางในเมืองนี้ดี!
ลู่จิ่งิได้ยินก็ใจหายวาบผู้หญิงคนนั้นกำลังตกเป็เป้าหมาย
“ผมจะไปดูที่ตลาดมืด!” ลู่จิ่งิพูดจบก็รีบก้าวยาวเดินไปทางตลาดมืดทันที
อู๋เจี่ยฟั่งรีบะโ “คุณยังาเ็อยู่นะอย่าไปมีเื่กับใครเขาล่ะ!” แต่ลู่จิ่งิที่สูงยาวเข่าดีนั้นได้ก้าวฉับๆ จากไปแล้ว
อู๋เจี่ยฟั่งเกาหัวด้วยความกลัดกลุ้มเขาเป็ตำรวจจะเข้าไปตลาดมืดได้ยังไง?
ไปถึงตลาดมืดจะเข้าไปเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวด้วยดีนะ?
ช่างเถอะ เ้าลู่จิ่งินั่นน่าจะรู้จักพอดีไม่น่าเข้าไปยุ่งกับเื่ยุ่งยากหรอก
หลังจากอู๋เจี่ยฟั่งสะกดใจตัวเองได้แล้วก็เดินเอ้อระเหยกลับไปที่ห้องทำงาน
ทางด้านชีเยวี่ย หลังจากเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆที่เป็ทางเข้าตลาดมืดแล้ว เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่รอบๆเธอก็หามุมที่ไม่เป็จุดสนใจหลบเข้าไปในมิติ
ชีเยวี่ยปลอมตัวง่ายๆ เธอหยิบชุดผู้ชายวิ่นๆขาดๆ มาใส่ สวมหมวกฟางเก่าๆ ปิดบังใบหน้าเกือบทั้งหมด
ท้ายที่สุดแล้วเธอเอาของที่จะขายในตลาดมืดใส่กระบุงแล้วออกมาจากมิติ
ตลาดมืดมีการจัดการอย่างเป็ระบบมีคนเก็บค่าส่วย
ชีเยวี่ยจ่ายส่วยสองเหมาตามกฎชีเยวี่ยเดินเข้าตลาดมืดโดยแบกกระบุงหนักๆ เข้าไปด้วย
ตลาดมืดประกอบด้วยตรอกซอกซอยหลายสายพื้นที่ไม่กว้างมาก คนก็ไม่เยอะ
ชีเยวี่ยสังเกตว่าคนที่มาที่นี่ต่างระแวดระวังและมีเป้าหมายชัดเจนเธอเดินเข้าไปที่ใต้ต้นหลิวอย่างเงียบๆ หาที่ว่างวางกระบุงลงและเปิดฝาออก
เนื้อหมูมันเยิ้มก็เผยโฉมออกมาทันที
และก็เป็ไปตามคาด ทันใดนั้นมีคนเข้ามาหาทันที
“สหาย เนื้อหมูขายยังไง?”
ชายคนนี้แต่งตัวดี ดูเหมือนฐานะดีเป็ลูกค้าเป้าหมาย
“เนื้อหมูจินละหนึ่งหยวนแปดเหมานอกจากเนื้อหมูแล้วยังมีไก่อีกสองตัว ปลาสามตัว เนื้อแกะหนึ่งชิ้นไข่ไก่อีกหลายสิบฟอง เนื้อแกะจินละสองหยวนหกเหมา ไข่ไก่ฟองละหนึ่งเหมาห้าเฟินเนื้อไก่จินละหนึ่งหยวนห้าเหมา ปลาจินละหนึ่งหยวนหนึ่งเหมา”
ชีเยวี่ยจงใจพูดเสียงต่ำพยายามทำให้เสียงตัวเองทุ้มขึ้นเล็กน้อย
ราคานี้ชีเยวี่ยคิดจากฐานราคาที่ร้านสหกรณ์ตั้งขายแล้วเพิ่มอีกเท่าตัวตอนนี้ราคาในตลาดมืดแพงกว่าร้านสหกรณ์ประมาณหนึ่งเท่าถึงหนึ่งเท่าครึ่ง
“สหาย ราคานี้มันสูงไปหน่อยร้านสหกรณ์เนื้อหมูจินละแค่แปดเหมาสามเฟินเอง” ชายคนนั้นขมวดคิ้ว
“จินละแปดเหมาสามเฟินแต่ต้องมีคูปอง ถ้าคุณมีคูปองฉันก็ขายให้ในราคานี้” หานชีเยวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ชายคนนั้นถึงกับพูดไม่ออก
ถ้ามีคูปองจะมาตลาดมืดกันทำไมล่ะ!
ชีเยวี่ยรู้ดีว่ายุคนี้มีคนรวยแต่ทุกอย่างต้องใช้คูปองไม่มีคูปองก็กินอยู่ลำบากอยู่ดี
คนที่มีเงินเยอะแต่คูปองน้อยคือกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดมืด
“ลดหน่อยได้ไหม?” ชายคนนั้นลองต่อรอง