หลังยุคปราณฟื้นฟูแม้สัตว์ป่าจะเกิดการวิวัฒน์ประหลาดจนลำดับพันธุกรรมเปลี่ยนแปลงไปมหาศาลแต่การสืบพันธุ์ยังคงดำเนินตามกฎเกณฑ์เดิมก่อนการวิวัฒนาการนั่นคือการออกลูกเป็นไข่หรือเป็นตัว
ก่อนหน้านี้ตอนยังไม่เห็นร่างจริงของพยัคฆ์ขาวปีกคู่แค่ได้ยินเสียงคำรามก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่พอมองจากที่ไกลๆเห็นหน้าท้องที่นูนป่องกับท่าทางเจ็บปวดเจียนตาย ก็เดาเรื่องนี้ได้ไม่ยาก
“คลอดลูกเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋นัยน์ตาของหลี่ฉางหมิงก็เป็นประกายวาบ
หากออกลูกเป็นไข่ก็แล้วไปแต่สัตว์อสูรที่ออกลูกเป็นตัว ทุกครั้งที่คลอดพลังเลือดจะสูญเสียอย่างหนักแม้สุดท้ายจะฟื้นตัวได้ แต่ช่วงสั้นๆ พลังจะลดฮวบ
หากฉวยโอกาสนี้บางทีพวกเขาอาจจะ...
ความตื่นเต้นผุดขึ้นในแววตาของหลี่ฉางหมิงแต่พอเจียงจืออวี๋ปรายตามอง เขาก็ดึงสติกลับมาได้
พยัคฆ์ขาวปีกคู่ระดับราชาอสูรต่อให้พลังลดลง ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะแตะต้องได้ ยิ่งไปกว่านั้นการที่มันเรียกสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรมารวมตัวกันมากมายขนาดนี้ย่อมแปลว่าเตรียมป้องกันไว้แล้ว
“ราชาอสูรแตะต้องไม่ได้ก็จริง แต่การที่มันมาคลอดลูกตรงนี้ ก็น่าคิดอยู่”
เจียงจืออวี๋เอ่ยช้าๆสายตามองฝูงอสูรที่เบียดเสียดอยู่ไกลๆและราชาอสูรที่กำลังก้มหน้าคำรามด้วยความเจ็บปวด
“พยัคฆ์ขาวปีกคู่เป็นธาตุวายุ ปกติจะอาศัยอยู่ตามยอดเขาหรือช่องลมแต่ตอนนี้กลับทิ้งยอดเขาเข้ามาในเมือง ย่อมต้องมีเหตุผลเบื้องหลังแน่”
หลี่ฉางหมิงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเมื่อเข้ามาในเขตทุ่งร้าง โดยเฉพาะการถลำลึกเข้ามานับพันลี้ทุกอย่างก็อยู่นอกเหนือการควบคุมไปไกลแล้ว
สถานการณ์แบบนี้พวกเขาทำได้แค่มอง
ขณะเดียวกันพยัคฆ์ขาวปีกคู่ก็เข้าสู่ช่วงเบ่งคลอดอย่างเต็มตัว เสียงคำรามดังไม่ขาดสายความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ไป๋ฉางเซิงที่ปะปนอยู่ในฝูงอสูรทำได้เพียงเงยหน้ามองเป็นพักๆสิ่งที่เห็นคือพยัคฆ์ขาวปีกคู่ที่คลุ้มคลั่งอาละวาดจนอาคารรอบข้างพังราบเป็นหน้ากลอง
ท่ามกลางฝุ่นคละคลุ้งบางครั้งมันก็สะบัดปีกพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง
สภาพแบบนี้ต่อให้ไป๋ฉางเซิงเป็นแค่คนดู ก็ยังรู้ซึ้งว่าพยัคฆ์ขาวปีกคู่เจ็บปวดแค่ไหนการที่ระดับราชาอสูรเจ็บปางตายได้ขนาดนี้ ช่างเหลือเชื่อเกินไปจริงๆ
โชคดีที่แม้พยัคฆ์ขาวปีกคู่จะเจ็บปวดเจียนตายแต่ก็ยังพอมีสติ ไม่ได้ลามมาอาละวาดแถวที่พวกไป๋ฉางเซิงอยู่ไม่อย่างนั้นถ้าราชาอสูรคลั่งขึ้นมา แค่กวาดโจมตีทีเดียวสัตว์อสูรแถวนี้คงตายไปเกินครึ่ง
ไป๋ฉางเซิงปรายตามองสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าแม่ทัพอสูรทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดตัวตนที่บดขยี้เขาให้ตายได้ง่ายๆ เหล่านี้ตอนนี้กลับตัวสั่นงันงกไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้นมอง
อาการคลุ้มคลั่งของพยัคฆ์ขาวปีกคู่ดำเนินไปไม่นานผ่านไปราวสิบนาที มันก็ดูเหมือนจะหมดเรี่ยวแรง นอนหมอบราบกับพื้นเสียงคำรามเปลี่ยนเป็นเสียงครางอืออา
รอบด้านตกอยู่ในความเงียบงันมีเพียงเสียงอ่อนระโหยของพยัคฆ์ขาวปีกคู่
ยากจะเชื่อว่าสัตว์อสูรที่ดุร้ายขึ้นมากหลังเกิดการวิวัฒน์ประหลาดตอนนี้จะสงบเสงี่ยมกันได้ขนาดนี้
เวลาไหลผ่านไปไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าฉากนี้ดำเนินไปนานเท่าไหร่ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลอยเด่นกลางฟ้าพยัคฆ์ขาวปีกคู่ก็แผดเสียงคำรามลั่นขึ้นมาอีกครั้ง
เสียงนี้ดังกึกก้องกว่าครั้งไหนๆตามมาด้วยแรงกดดันพลังเลือดที่ยากจะพรรณนากดทับลงบนหัวของไป๋ฉางเซิง
คลื่นพลังสีแดงฉานแผ่กระจายจากเหนือหัวสัตว์อสูรทุกตัวออกไปรอบทิศจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า
พยัคฆ์ขาวปีกคู่กดข่มมานานทว่าพลังเลือดกลับสูญเสียการควบคุมในวินาทีนี้
“โฮก!”
ราวกับถูกฉีกทึ้งอย่างเจ็บปวดนอกจากเสียงคำรามแล้วไป๋ฉางเซิงยังสัมผัสได้ชัดเจนว่าแรงกดดันพลังเลือดของพยัคฆ์ขาวปีกคู่ที่อยู่ไกลออกไปกำลังอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว
อ่อนลงเสียจนไป๋ฉางเซิงหลงคิดไปเองว่าอาจจะพอปะทะกับมันได้
แต่ความคิดนั้นพริบตาเดียวก็ถูกสลัดทิ้งไปยังไงเสียพยัคฆ์ขาวปีกคู่ก็เป็นถึงราชาอสูร ต่อให้พลังเลือดจะอ่อนแอลงก็ไม่ใช่สิ่งที่ระดับแม่ทัพอสูรอย่างเขาจะสู้ได้
ทว่าคนที่สัมผัสได้ว่าพลังเลือดของพยัคฆ์ขาวปีกคู่อ่อนลง ไม่ได้มีแค่ไป๋ฉางเซิงแน่อย่างน้อยพวกสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรก็เริ่มมีความกล้าที่จะเงยหน้ามองมันแล้ว
แต่พยัคฆ์ขาวปีกคู่กลับทำเหมือนมองไม่เห็นหรือจะพูดให้ถูกคือ ตอนนี้มันไม่มีกะจิตกะใจจะไปสยบสัตว์อสูรพวกนั้นแล้ว
ไป๋ฉางเซิงอยู่ค่อนข้างไกลแต่ก็พอมองเห็นลางๆ ว่าใต้ร่างของพยัคฆ์ขาวปีกคู่มีลูกเสือที่หน้าตาถอดแบบกันมาโผล่หัวออกมา ร่างกายยังเปื้อนเมือกเหนียวเหนอะหนะทว่ากลับแผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามออกมาแล้ว
แค่ดูจากหัวเสือก็รู้ว่าเจ้าตัวเล็กนี่ต้องสูงเกินสองเมตรแน่!รูปร่างขนาดนี้ เกิดมาปุ๊บก็มีพลังถึงทหารอสูรระดับสามระดับสูงสุดเลย!
ภาพนี้ทำเอาไป๋ฉางเซิงอิจฉาตาร้อน
เมื่อเทียบกับลูกพยัคฆ์ขาวปีกคู่แล้วสภาพอ่อนแอตอนที่เขาเพิ่งฟักออกจากไข่มันช่างดูอนาถเหลือเกินคนอื่นเกิดมาก็เป็นทหารอสูรระดับสามระดับสูงสุดแล้ว หันมามองตัวเอง พยายามแทบตายผ่านความยากลำบากมาตั้งมากมาย กว่าจะตะเกียกตะกายมาถึงทหารอสูรระดับสามได้
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตั้งแต่เกิดจนโต ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดลูกพยัคฆ์ขาวปีกคู่ก็จะเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆถึงตอนนั้นต่อให้ไปไม่ถึงระดับราชาอสูร แต่ระดับจ้าวอสูรก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็น
“แบบนี้สิถึงเรียกว่าพรสวรรค์!”
ไป๋ฉางเซิงแอบตัดพ้อในใจแต่กลับรู้สึกน้ำลายสอขึ้นมา นี่ถ้าได้กินลูกพยัคฆ์ขาวปีกคู่สักตัวละก็...
ลูกพยัคฆ์ขาวปีกคู่ตัวแรกคลอดออกมาสำเร็จมันสะบัดเมือกออกจากตัวสองสามครั้งก่อนจะก้มลงเลียทำความสะอาด
ทว่าพยัคฆ์ขาวปีกคู่ตัวแม่กลับไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นทำเพียงหันไปมองลูกแวบหนึ่ง ก่อนที่เสียงครางอืออาจะดังขึ้นอีกครั้ง
ตัวที่สอง...ตัวที่สาม...
ทุกครั้งที่คลอดลูกออกมาหนึ่งตัวความผันผวนของพลังเลือดของพยัคฆ์ขาวปีกคู่ก็จะลดลงไปหลายส่วน
หลังจากคลอดลูกติดกันถึงสี่ตัวไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังเลือดของพยัคฆ์ขาวปีกคู่เสื่อมถอยลงจนต่ำกว่าระดับราชาอสูรแล้ว
แรงกดดันที่แผ่ออกมาก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนตอนแรกพยัคฆ์ขาวปีกคู่อ่อนแรงถึงขนาดที่ว่า แค่จะพยายามลุกขึ้นยืนก็ยังลำบาก
แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้พยัคฆ์ขาวปีกคู่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้เตรียมการไว้เลยมันยกกรงเล็บตะปบไปข้างหน้าทีเดียวก็ซัดเอาหมูป่าเกราะเหล็กระดับแม่ทัพอสูรระดับสูงจนปางตาย
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นแต่ก็ไม่อาจทำให้พยัคฆ์ขาวปีกคู่คลายกรงเล็บ
เพียงแค่ตวัดตะปบและคว้าจับหมูป่าเกราะเหล็กที่สูงกว่าห้าเมตรและหนักเกือบสามตันก็ถูกพยัคฆ์ขาวปีกคู่คาบไว้ในปาก
เขี้ยวเสือฉีกทึ้งเลือดสาดกระเซ็นเป็นหมอกเลือด
พยัคฆ์ขาวปีกคู่ก้มหน้าเคี้ยวซากหมูป่าเกราะเหล็กครึ่งตัวอย่างไม่สนโลกเพื่อฟื้นฟูพลังเลือดที่สูญเสียไปจากการคลอดลูก
ทว่าภาพที่เกิดขึ้นนี้กลับทำให้ฝูงอสูรที่ล้อมอยู่รอบๆ เริ่มเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย
การยอมสยบนั้นไม่มีปัญหาแต่เมื่อถึงคราวที่ตนอาจตกเป็นอาหารสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดก็เริ่มเข้าครอบงำความหวาดกลัวในใจเสียแล้ว