่เวลาเรียนในปีแรกเป็ไปอย่างราบรื่น แม้นรินทร์จะขีดเส้นแบ่งกับเพื่อนคนอื่นในสาขา แต่เขาสามารถเข้ากันได้ดีกับดรัลผู้ที่มีนิสัยเข้าอกเข้าใจและสุขุมผิดกับภาพลักษณ์ภายนอก
บางครั้งนรินทร์บังเอิญได้เจอกับสายนทีบ้างใน่ที่เปลี่ยนคาบเรียนเพราะอย่างไรก็เรียนสาขาเดียวกัน บางคราวมักจะถูกคนเป็พี่แกล้งด้วยการเข้ามานั่งเรียนข้าง ๆ จนเขาไม่มีสมาธิจดจ่อ สุดท้ายแล้วต้องนัดติวนอกรอบเป็การชดเชยและการเรียนกับสายนทีเหมือนมีห้องสมุดเคลื่อนที่ ถามได้ ตอบได้ จนนรินทร์คิดว่าคนที่เก่งที่สุดของสาขาอยู่ตรงหน้าเขาแล้วนี่เอง
หลังจากได้พูดคุยกันมากขึ้น เรียนรู้ตัวตนของกันและกัน เวลาที่ผ่านไปจึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขยับใกล้ชิดก่อเกิดความผูกพันเล็ก ๆ ที่คล้องสถานะคนรักระหว่างกัน
“พี่ ไม่สบายเหรอ” นรินทร์โทรศัพท์หาสายนทีด้วยความเป็ห่วง รู้สึกแปลกใจที่่นี้เขาไม่สบายอยู่บ่อยครั้ง
“เป็หวัดนิดหน่อย ไม่ต้องห่วงหรอก” ปลายสายตอบด้วยเสียงแหบแห้ง
“กินข้าวกินยาตรงเวลาหรือเปล่า ผมไปหาที่หอได้ไหม” เขารู้มาว่าสายนทีอยู่คนเดียวและวันนี้พายุก็มีเรียนตอนบ่ายต่อจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีข้าวเที่ยงแล้วหรือยัง
“อย่ามาเลย พี่ไม่อยากให้นายติดหวัด” เขารีบเอ่ยปากห้ามก่อนจะบอกว่า “ในตู้เย็นมีของกินเยอะเลย ไม่ต้องห่วงพี่นะ อีกสักสองสามวันเจอกันที่คณะ”
“อื้อ รีบหายเร็ว ๆ นะ” น้ำเสียงของเขาแฝงความกังวล “คิดถึงนะ อยากเจอ”
“อืม มีคนคิดถึงมากขนาดนี้คงต้องรีบหายแล้วล่ะ” สายนทีพึมพำแอบอมยิ้มอยู่คนเดียว แล้วถามคนที่อยู่ปลายสายว่า “ตอนนี้นายอยู่ไหนเหรอ”
“รอเรียนวิชาต่อไปอยู่ครับ” เขาตอบซื่อ ๆ
“อยู่กับดรัลเหรอ ข้าง ๆ ไม่มีอัลฟ่าใช่ไหม”
“ครับ ทุกคนออกไปนั่งเล่นนอกห้อง ผมอยู่กับดรัลสองคน” นรินทร์ยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงอยากรู้ละเอียดขนาดนั้น
“พี่คิดถึงนายนะ” เสียงของสายนทีออดอ้อน “อยากจับมือแล้วก็กอดนายจัง”
ปิ๊ง!
กลิ่นกุหลาบฟุ้งรอบตัวนรินทร์จนดรัลหันมามอง “นี่ ฟีโรโมนของนาย ฉันนึกว่าอยู่ในสวนกุหลาบ”
เสียงหัวเราะของสายนทีทำให้นรินทร์รู้ตัวว่าโดนแกล้งอีกแล้ว จึงเอาคืนบ้างด้วยการเรียกสายนทีในแบบที่ต่างจากเดิม “หายเร็ว ๆ นะ ที่รัก”
อึ๊ก! อึ๊ก!
สายนทีสะอึกทันทีที่ได้ยินคำเรียกเช่นนั้น “เข้าใจแกล้งกลับด้วยสินะ ที่รัก” เขาลองเรียกอีกฝ่ายด้วยคำเรียกเดียวกัน ผลปรากฏว่าได้ยินเสียงดรัลกำลังโวยวายยกใหญ่ให้นรินทร์ควบคุมฟีโรโมนของตัวเองจึงได้รู้ว่าทั้งคู่ต่างแพ้ทางให้กันเสียอย่างนั้น
“พี่ชอบแกล้ง ผมไม่คุยด้วยแล้ว” เขางอนเล็กน้อยเพราะอีกฝ่ายชอบทำให้ใจเต้นจนความรู้สึกพลุ่งพล่านควบคุมไม่ได้ ก่อนจะบอกว่า “หายเร็ว ๆ นะ”
“ครับ” คำตอบสั้น ๆ แต่น้ำเสียงกลับทำให้เขาใจสั่นจนต้องรีบวางสายก่อนจะโดนเพื่อนบ่นไปมากกว่านี้
รอยยิ้มกว้างประดับบนใบหน้า ใครเห็นก็รู้ได้ในทันทีว่าคนคนนี้กำลังตกหลุมรักกับใครสักคนอยู่
หลังจากวางสายกับนรินทร์ไปแล้วเรียบร้อย แม่ของเขาก็โทรมาหาทันทีเพื่อถามข่าวคราว
“ไม่สบายอีกแล้วเหรอลูก” บุษราถามไถ่ลูกชายคนเดียวด้วยความกังวลเพราะแต่ไหนแต่ไรมาสายนทีร่างกายแข็งแรงไม่เคยต้องไม่สบายบ่อยขนาดนี้
“ไม่เป็ไรมากหรอกครับแม่” เขาบอกแม่ของตนด้วยน้ำเสียงร่าเริงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็ห่วง
“ยังไงไปให้อาตรวจให้หน่อยก็ดีนะ ไม่อย่างนั้นแม่กับพ่อจะไปหาลูกเอง” เธอโน้มน้าวใจให้เขาเชื่อฟังที่บอกบ้างเพราะที่ผ่านมามักจะเลื่อนปัดวันหาหมอตลอด
“ถ้าสองสามวันยังไม่หายเดี๋ยวผมจะแวะไปที่หาอาครับ” สายนทีนึกสีหน้าของอาเขยได้เป็อย่างดี ฝ่ายนั้นคงจะตอบเสียงเรียบว่า เป็หวัดแค่นี้ทำไมต้องมาหาหมอ
“หายไม่หายก็ลองไปดูก่อน ถึงอาเขาจะชอบพูดอะไรทำนองนั้นแต่เขาก็เป็ห่วงเรานั่นแหละ” เธอรู้ดีว่าน้องเขยของตัวเองมีนิสัยอย่างไร
ภายนอกดูเ็าแต่จริง ๆ แล้วข้างในกลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ และนั่นก็เป็เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้อาแท้ ๆ ของสายนทีตกหลุมรักเข้าเต็มเปา
“ครับแม่” เขาพยักหน้ารับปาก แล้วถามเธอต่อเพราะรู้สึกว่าไม่ได้ยินเสียงใครบางคนทั้ง ๆ ที่มักจะอยู่ตัวติดกับแม่ตลอดเวลา “พ่อล่ะครับ”
“ตากผ้าอยู่น่ะ” เธอตอบเสียงเรียบพลางหันไปมองคนที่กำลังสะบัดเสื้อผ้าใส่ไม้แขวนนอกบ้าน สีหน้าอารมณ์ดีร้องเพลงคลอไปด้วย “โอ๊ะ น้ำซุปเดือดแล้ว แม่ไปทำกับข้าวต่อก่อน”
“ครับแม่”
“อย่าลืมไปให้อาตรวจนะลูก”
“ครับ” สายนทีพยักหน้าเป็รอบที่ร้อยก่อนจะวางสายแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เข้าใจว่าแม่ของเขายังคงเป็ห่วงเขาราวกับเป็เด็กตัวน้อยอยู่เรื่อย
ครั้นคุยกับใครหลายคนเรียบร้อยก็เดินไปหยิบอาหารแช่แข็งในตู้เย็นมาอุ่นกินอย่างเอร็ดอร่อยตามประสา
อีกทางด้านหนึ่ง
คณินแวะมาหานรินทร์ที่คณะ่ระหว่างเรียนเป็ครั้งแรกเพราะรู้สึกว่า่นี้เพื่อนสนิทของเขามีเื่บางอย่างปิดบังอยู่ หากแต่ถามกี่ครั้ง อีกฝ่ายมักจะตอบว่าไม่มีอะไรอยู่ร่ำไป
เขาได้พบกับดรัลที่นรินทร์เคยเล่าให้ฟังอยู่บ่อย ๆ จึงคิดว่าอาจจะถามเื่ราวของนรินทร์ผ่านเพื่อนใหม่คนนี้ได้
“เอ่อ นายมีเรียนแถวนี้เหรอ” นรินทร์เอ่ยปากถามเพราะคณินไม่ได้บอกมาก่อนว่าจะแวะมาหา
“เปล่าหรอก แค่ผ่านมาน่ะ”
“นี่ดรัล ที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง” นรินทร์แนะนำตัวทั้งสองคนให้รู้จักกัน “ส่วนนี่คณิน เพื่อนสนิทฉันเอง”
ดรัลมองหน้าคณินพลางพิจารณา ความรู้สึกก่อตัวขึ้นั้แ่ครั้งแรกที่ได้พบกัน น้ำเสียงและสีหน้าท่าทางของคณินทำให้ดรัลสงสัยอะไรบางอย่าง
“ไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นตอนเรียนใช่ไหม นรินทร์เป็ยังไงบ้าง” เขาถามดรัลด้วยความอยากรู้
“เปล่านี่ ปกติดี” อีกฝ่ายตอบตามความจริง “นายอยากรู้เื่ทำนองไหนล่ะ”
“ไม่มีใครมารังแกเขาใช่ไหม” สายตาของคณินจับจ้องเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวพลันกลิ่นฟีโรโมนจาง ๆ โอบรอบตัวของนรินทร์
“ไม่มีเื่อะไรแบบนั้นหรอก” ดรัลเลิกคิ้วยิ้มมุมปากเข้าใจแล้วว่ากลิ่นที่มักจะติดตัวของนรินทร์เสมอเป็ฟีโรโมนของใคร “อย่าห่วงไปเลยน่า นรินทร์ไม่ได้บอบบางขนาดนั้นเสียหน่อย”
“อืม...” เขาถอนหายใจแล้วหันไปมองคนข้างกาย “เจอกันที่บ้านนะ วันนี้ต้องไปพบพ่อก่อนอาจจะกลับดึก”
“พบคุณลุงเหรอ” นรินทร์เป็ห่วงเพราะรู้ว่า่นี้คณินกับพ่อของเขาค่อนข้างมีเื่ไม่ลงรอยกันอยู่ “มีอะไรก็กลับมาเล่าให้ฟังได้นะ เดี๋ยวฉันจะรอ”
“อืม...” เขายิ้มให้นรินทร์ “ไม่ต้องห่วงน่า ฉันจัดการได้”
ครั้นพูดจบแล้วเขาเอามือมายีผมของนรินทร์เหมือนอย่างเคยแล้วขับรถออกไป
คล้อยหลังคณิน ดรัลจึงเอ่ยปากถามว่า “คณินคือเพื่อนสนิทที่นายเคยเล่าให้ฟังใช่ไหม” เขาพอจะรู้เื่นี้มาบ้างแล้ว คราวแรกนึกว่าเป็แค่การห่วงเพื่อนธรรมดา แต่จากสายตาและการกระทำในวันนี้ ดรัลไม่คิดว่าคณินจะนับนรินทร์เป็เพื่อนอย่างที่บอก
“อืม ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ” เ้าตัวถามกลับเพราะเห็นว่าดรัลยังคงขมวดคิ้วคิดอะไรอยู่ในใจ
“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ” เขาถอนหายใจแล้วอธิบายว่า “ถึงจะเป็เพื่อนสนิทกันมากแค่ไหนก็เถอะ แต่ว่าอัลฟ่าที่ฝังฟีโรโมนให้โอเมก้า ส่วนใหญ่แล้วก็เพราะจะวางอาณาเขตของตัวเองทั้งนั้นแหละ”
“เพราะว่าคณินไม่เหมือนใครไง” นรินทร์รู้สึกว่าเื่ของเขาไม่แปลกอะไรและเข้าใจว่าคณินทำไปเพราะเป็ห่วง ทั้งเื่ที่เขาเคยเกือบถูกพวกอัลฟ่าทำไม่ดีด้วยและก็เพื่อกันไม่ให้ใครมารังแก
“แต่ตอนนี้นายมีแฟนแล้ว สมมุติว่าพี่สายนทีเป็อัลฟ่า มันก็น่าจะเห็นภาพชัดขึ้นไหมล่ะ” การยกตัวอย่างของดรัลทำให้เขาฉุกคิดอะไรบางอย่างได้
นรินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อนึกถึงสีหน้าตอนที่คณินรู้ว่าเขามีแฟน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนคนนั้นคือสายนที “อืม คงต้องจัดการให้ดีแล้วล่ะ แต่ขอคิดวิธีก่อนแล้วกันนะ”