บทที่ 2
"ดูจากท่าทางเฉยชาของจวิ้นอ๋องเมื่อกี้แล้วท่านอ๋องดูจะเฉยชาจนกระหม่อมรู้สึกใเป็อย่างมากพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เคยเห็นใครเป็แบบนี้มาก่อน"ลิ่วกงกงพูดออกมาเมื่อในห้องทรงอักษรไม่มีใครแล้ว
"เฟิงเสวียนเขาก็เป็อย่างนี้แหละ ไม่อย่างนั้นเราจะแต่งตั้งเขาเป็จวิ้นอ๋องและแม่ทัพใหญ่หรือ"จ้าวิที่รู้จักนิสัยของเฟิงเสวียนดีอยู่แล้วพูดออกมาอย่างไม่แปลกใจ และเพราะเขาเป็อย่างนั้น จ้าวิเลยยกตั้งตำแหน่งอ๋องและแม่ทัพให้กับเขาได้โดยไม่คิดระแวงแม้แต่น้อย
"จะมีคนที่ไม่หวังในอำนาจจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ"ลิ่วกงกงไม่อยากจะเชื่อนักเขาอยู่ในวังหลวงมานานเจอคนมาเยอะ แต่ไม่เคยเห็นคนที่โดนยึดอำนาจคืน ก็คืนมาง่ายๆ แบบนี้และยังไม่มีอาการที่ไม่พอใจอีกด้วย
"ก็เฟิงเสวียนอย่างไรเล่า เขาเป็คนที่อ่อนโอ่นตามคนอื่นเสมอ แต่ถ้าเป็เื่ไหนที่เขาสนใจเขาจะจริงจังกับสิ่งนั้นและทำมันให้ดีที่สุดเ้าก็เห็นแล้วนี่ว่าตอนนี้กองทัพของเรายิ่งใหญ่และแข็งแกร่งแค่ไหน"จ้าวิรู้สึกพอใจในความคิดของคนเองมากที่ตอนนั้นตัดสินใจให้เฟิงเสวียนเป็แม่ทัพใหญ่และให้ฝึกฝนกองทัพของเขาจนยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้
"กระหม่อมขอบังอาจถามพ่ะย่ะค่ะ"ลิ่วกงกงพูดขึ้นมา
"ว่ามาสิ"จ้าวิอนุญาตโดยไม่คิดอะไรเพราะลิ่วกงกงคือคนที่เขาไว้ใจ
"แล้วทำไมตอนนี้ฝ่าาถึงได้ยึดตราพยัคฆ์คืนมาเล่าพ่ะย่ะค่ะ ถ้าพระองค์ยัง้าใช้งานจวิ้นอ๋องอยู่"ลิ่วกงกงถามด้วยความข้องใจ
"เพราะเฟิงเสวียนไม่ใช่คนของข้าที่แท้จริงอย่างไรเล่า ที่เขาทำเพราะเขายังอยากทำ และถ้าเมื่อใดที่เขาไม่อยากทำข้าจะหาคนที่ไว้ใจที่ไหนมาทำหน้าที่แทนเขาเล่า เ้าคิดว่าามันจะจบเพียงแค่นี้หรือ ไม่มีทางหรอก เ้าก็น่าจะรู้ดีตอนที่ข้าเป็องค์ชายจนกระทั่งแย่งชิงตำแหน่งนี้มาได้าไม่เคยสงบลงจริงๆ เลยสักครั้ง" เพราะลิ่วกงกงอยู่กับจ้าวิมาั้แ่เด็กและนั้นจ้าวิจึงไว้ใจลิ่วกงกงที่พอจะให้พูดเื่ราวต่างๆ ได้
"องค์ชายใหญ่จึงเป็ตัวเลือกหรือพ่ะย่ะค่ะ" ลิ่วกงกงนึกไปถึงจ้าวหรงที่ตอนนี้อายุแค่แปดขวบเท่านั้น
"ใช่ หรงเอ๋อร์ จะเป็แม่ทัพที่ดีและยิ่งใหญ่ ยิ่งได้เฟิงเสวียนเป็คนสั่งสอนเขา เ้าเชื่อได้เลยว่าหรงเอ๋อร์จะเป็แม่ทัพที่แข็งแกร่ง เป็แม่ทัพที่ดูแลปกป้องคุ้มครองบัลลังก์ของเราได้แน่นอน" จ้าวิพูดในสิ่งที่ตัวเองมาดหมายเอาไว้ และมันต้องเป็ไปตามนั้น อะไรก็ไม่สามารถมาเปลี่ยนแปลงได้
"แต่ถ้าองค์ชายใหญ่รู้เื่นี้เข้า มันจะไม่เป็การเสริมเขี้ยวเล็บให้กับเสือตัวนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ"ลิ่วกงกงถามด้วยความเป็ห่วง
"ไม่มีทางหรอก คนในกองทัพเป็คนของข้าทั้งนั้น เมื่อถึงเวลาตราพยัคฆ์ก็ไม่มีความหมายพวกเขาฟังแค่คำสั่งของข้าเท่านั้น"จ้าวิพูดด้วยความมั่นใจว่าแม่ทัพนายกองหรือแม้แค่พลทหารชั้นต่ำก็เป็คนที่จ้าวิหามาทั้งหมดพวกเขาฟังแค่คำสิ่งนายเหนือหัวของมากเขาเท่านั้น
ตำหนักของจ้าวหรง
"หรงเอ๋อร์ลูกจะเก็บข้าวของไปไหนลูก"จางกุ้ยเฟยถามลูกชายตัวน้อยด้วยความแปลกใจที่พอกลับมาที่ตำหนักของจ้าวิก็สั่งให้บ่าวรับใช้เก็บของทันที
"เสด็จแม่ ลูกจะย้ายไปอยู่ค่ายทหารที่ชานเมืองพ่ะย่ะค่ะ ท่านอาเฟิงเสวียนรับปากจะสอนวิชาต่างให้กับลูกแล้ว"จ้าวหรงพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น
"อะไรนะ"จางกุ้ยเฟยถามด้วยความใ
"ท่านอาเฟิงเสวียน รับปากกับเสด็จพ่อแล้วพ่ะย่ะค่ะว่าจะสอนวิชาต่างๆ ให้กับลูก อีกสามวันลูกก็จะย้ายไปที่ค่ายทหารชานเมืองแล้ว"จ้าวหรงบอกกับผู้เป็มารดา
"ทำไมลูกจะต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นด้วยล่ะ ลูกยังต้องเรียนกับราชครูอีกมากมายจะไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร"จางกุ้ยเฟยพยายามเก็บความไม่พอใจเอาไว้
"เสด็จพ่อบอกลูกว่าเสด็จอาเฟิงเสวียนเป็คนที่เก่งมาก เก่งกว่าราชครูที่สอนลูกอยู่ตอนนี้ซะอีก ไม่ว่าจะเป็ด้านบุ๋นหรือบู๊ท่านอาก็เก่งกาจ เป็ที่หนึ่ง และอีกอย่างลูกอยากเป็แม่ทัพปกป้องเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ"จ้าวหรงพูดด้วยความมุ่งมั่น
"ใครเป็คนเอาความคิดพวกนี้ให้ลูกหะ" จางกุ้ยเฟยพูดออกมาด้วยความไม่พอใจ การที่จ้าวหรงไปอยู่ข้างนอกในเวลานี้มันก็เป็การบอก ใบ้แล้วว่าจ้าวหรงไม่มีสิทธิ์ในตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทอีกต่อไป
"ลูกแค่อยากเก่งเหมือนท่านอาเท่านั้นเองพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อก็อยากให้ลูกเก่งเหมือนท่านอา"จ้าวหรงถามด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมเสด็จแม่ต้องไม่พอใจด้วย
"เสด็จพ่อพูดกับเ้าเช่นนี้หรือหรงเอ๋อร์"จางกุ้ยเฟยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อพูดเช่นนั้นและลูกก็เห็นด้วยกับเสด็จพ่อ"
"แล้วเ้าไม่อยากเป็ฮ่องเต้เหมือนกับเสด็จพ่อของเ้าหรือ"คำถามของจางกุ้ยเฟยทำให้นางกำนัลและขันที มีอาการชะงักเล็กน้อย ส่วนจางกุ้ยเฟยเองก็ชะงักไปเช่นเดียวกันเมื่อรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกมา
"ลูกไม่อยากเป็ฮ่องเต้ลูกอยากเป็คนที่ปกป้องเสด็จพ่อ อยากเป็คนที่เก่งและช่วยเหลืองานเสด็จพ่อได้แค่นั้นเอง"นี่คือคำตอบของเด็กแปดขวบ เพราะั้แ่รู้ความจ้าวิก็คอยพูดถึงเื่เหล่านี้อยู่เสมอ พยายามปลูกฝังความคิดเหล่านี้ให้กับจ้าวหรงอยู่เสมอ
"อย่างนั้นหรือ"จางกุ้ยเฟยแม้จะไม่พอใจมากแค่ไหนก็พยายามเก็บอาการเอาไว้ และเลือกที่จะไปคุยเื่อื่นแทน เพราะแค่นางเผลอพูดออกไปเมื่อครู่ เื่ราวทั้งหมดคงจะเข้าหูฮ่องเต้จ้าวิเรียบร้อยแล้ว เพราะคนที่อยู่ในตำหนักแห่งนี้หรือแม้แต่ตำหนักของนางเองก็ไม่มีใครที่สามารถไว้ใจได้เลยเพราะพวกเขาเป็คนของฮ่องเต้จ้าวิทั้งหมด
"พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่ไม่ต้องห่วงนะพ่ะย่ะค่ะถ้ามีเวลาว่างลูกจะขอท่านอามาเยี่ยมเสด็จแม่ทุกครั้งที่มีเวลา"จ้าวหรงเข้าไปกอดเอวจางกุ้ยเฟยเอาไว้อย่างออดอ้อน
"หรงเอ๋อร์สัญญากับแม่แล้วนะว่าจะกลับมาเยี่ยมแม่ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง"
"ลูกสัญญาพ่ะย่ะค่ะ"จ้าวหลงพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
"สัญญาอะไรกันหรือสองแม่ลูกบอกพ่อด้วยสิ"จ้าวิเดินเข้ามาในตำหนักด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย นั่นทำให้จางกุ้ยเฟยมีอาการตัวสั่นขึ้นมาทันทีด้วยความหวาดกลัวและไม่คิดว่าจ้าวิจะมาเร็วขนาดนี้
"ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ลูกสัญญากับเสด็จแม่ว่าถ้ามีเวลาว่างลูกจะขอท่านอากลับมาเยี่ยมเสด็จพ่อและเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ"จ้าวหรงวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็บิดาที่กำลังอ้าแขนรอจ้าวหรงอยู่
"อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นหรงเอ๋อร์อย่าลืมสัญญาล่ะ แม่และพ่อจะรอหรงเอ๋อร์กลับมาเยี่ยมนะ แล้วนี่หรงเอ๋อร์สั่งให้คนเก็บข้าวของแล้วหรือ ตำหนักถึงได้ดูวุ่นวายขนาดนี้"จ้าวิมองไปรอบๆ ตำหนักก็เห็นว่าทั้งนางกำนัลและขันทีต่างเดินกันให้วุ่นทั้งตำหนัก
"พ่ะย่ะค่ะ ลูกให้คนจัดเตรียมข้าวของเอาไว้ก่อนแต่ก็ต้องมาดูอีกที่ว่าจะเอาอะไรไปบ้างและมีส่วนไหนที่ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องเอาไปก็ให้เก็บใส่หีบเอาไว้จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลามาทำ ความสะอาดในแต่ละวันให้ยุ่งยากพ่ะย่ะค่ะ"แม้จ้าวหรงจะเป็องค์ชาย แต่เขาถูกสอนมาั้แ่จำความได้เื่ช่วยเหลือด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าจะมีนางกำนัลและขันทีดูแลอยู่ห่างๆ ก็ตามเพราะจ้าวหรงถูกสอนมาให้โตกว่าอายุ
"อย่างนั้นหรือลูก หรงเอ๋อร์ก็ดูแลที่นี่ไปนะ พ่อมีเื่จะคุยกับแม่ของลูกหน่อย"จ้าวิบอกกับลูกชายด้วยรอยยิ้มและส่งสัญญาณให้จางกุ้ยเฟยเดินตามออกไป ส่วนจ้าวหรงก็กลับมาสนใจข้าวของที่เขาจะเอาไปด้วยต่อ