ท่ามกลางความเงียบสงัดของเทือกเขาเร้นลับที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาทึบประดุจกำแพงสีขาวหม่นที่กั้นขวางโลกภายนอก ยามค่ำคืนที่ลมเหมันต์พัดกรรโชกแรงส่งผลให้กิ่งไผ่เสียดสีกันสั่นไหวราวกับเสียงกระซิบกระซาบของภูตผีปีศาจที่กำลังเฝ้ามองหาเหยื่อในความมืด ลู่ชิง บัณฑิตหนุ่มผู้เคยเปี่ยมไปด้วยปณิธานอันแรงกล้า บัดนี้มีเพียงใบหน้าซูบตอบที่สะท้อนเงาความพ่ายแพ้ ดวงตาของเขาอิดโรยและบวมช้ำจากการอดนอนและการร้องไห้ เขานั่งคุดคู้อยู่หน้ากองไฟเล็กๆ ที่เปลวเพลิงเต้นระบำอย่างอ่อนแรงภายในอารามร้างเก่าคร่ำคร่า
กลิ่นอับชื้นของไม้ผุและกลิ่นดินโชยเข้าจมูกสลับกับกลิ่นควันไฟ คราบฝุ่นและหยากไย่ที่เกาะหนาเตอะตามรูปปั้นเทพเ้าที่เศียรหักหายไป ดูหม่นหมองและทิ้งร้างราวกับถูกทวยเทพทอดทิ้ง ซึ่งไม่ต่างอะไรจากสภาพจิตใจของลู่ชิงในยามนี้ที่มองไปทางใดก็เห็นเพียงเศษซากของความหวังที่พังทลาย
ข้างกายของเขาคือย่ามผ้าป่านใบเก่าที่มีรอยขาดวิ่น มันบรรจุเพียงม้วนกระดาษใบประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านขุนนาง—ซึ่งเขาพลิกดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระดาษแทบจะเปื่อยยุ่ยด้วยน้ำตา
"สิบปี... ข้าใช้เวลาทั้งเยาว์วัยจมกองอยู่กับตำราปราชญ์ ข้าเชื่อมั่นในวิถีแห่งธรรมและปัญญา แต่สุดท้ายความรู้ที่ข้าสั่งสมกลับสู้ทองคำเพียงไม่กี่ตำลึงในมือของคนเขลาที่รู้จักเส้นสายไม่ได้" เขาพึมพำกับตัวเองพลางจ้องมองถ่านไฟที่กำลังกลายเป็เถ้าสีขาวด้วยสายตาขื่นขม
ลู่ชิงยกไหสุราดินเผาขึ้นกรอกเข้าปากด้วยความหิวกระหาย สุราหยาบๆ รสร้อนแรงแผดเผาจากลำคอลงสู่ทรวงอก แต่มันกลับไม่อาจดับความเหน็บหนาวที่กัดกินหัวใจของเขาได้
"ฮ่าๆๆ! ์เบื้องบน หากท่าน้าพิสูจน์ความอดทนของข้า เช่นนั้นท่านคงสมใจแล้ว ข้าในยามนี้ไร้ซึ่งชื่อเสียง ไร้ซึ่งทรัพย์สิน และไร้ซึ่งหนทางจะเดินต่อ!" เขาะโก้องก่อนจะสะบัดไหสุราอย่างบ้าคลั่งทำให้น้ำสีใสกระเซ็นลงบนพื้นดินที่แห้งผากราวกับเป็การเซ่นไหว้ความล้มเหลวของตนเอง
"์ท่านยุ่งจะตายไป ใครจะมีเวลามานั่งฟังเสียงตัดพ้อของบัณฑิตขี้เมาเช่นเ้ากัน?"
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมหนาว ลู่ชิงสะดุ้งสุดตัวพลางกวาดสายตาไปรอบอารามที่มืดสลัว แสงไฟสลัวเผยให้เห็นร่างของชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดหลังรูปปั้นเทพเ้าที่ปรักหักพัง ชายชราผู้นั้นสวมชุดผ้าป่านที่มีรอยปะชุนนับไม่ถ้วนจนมองไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นลึกราวกับร่องรอยของการเดินทางผ่านกาลเวลามานับร้อยปี ผมเผ้าขาวโพลนยุ่งเหยิงประดุจหิมะที่ถูกพายุพัด แต่สิ่งที่น่าเกรงขามที่สุดคือดวงตาคู่นั้น—มันใสกระจ่าง มีประกายระยิบระยับลึกล้ำอย่างประหลาดผิดกับมนุษย์ทั่วไป
ลู่ชิงแม้จะมึนเมาแต่สัญชาตญาณความสุภาพที่ถูกขัดเกลามาตลอดชีวิตทำให้เขารีบผุดลุกขึ้นคารวะ
"ท่านตา... ดึกดื่นเพียงนี้เหตุใดถึงยังรอนแรมอยู่ในป่าที่น่ากลัวเช่นนี้คนเดียวเล่า? มาผิงไฟด้วยกันเถิด ลมข้างนอกนั่นเย็นเยียบจนสั่นไปถึงกระดูก"
ชายชราหัวเราะร่าด้วยน้ำเสียงกังวานพลางนั่งลงข้างกองไฟอย่างเป็กันเอง สายตาของเขาจับจ้องไปที่ไหสุราในมือลู่ชิงด้วยความสนใจ
"หนาวกายยังพอทนได้ แต่ความกระหายน้ำเมานี่สิทรมานยิ่งกว่า เ้าหนุ่ม... เ้าพอจะแบ่งน้ำเมาที่เ้าว่ามันไม่มีค่าเหลือแล้วให้ตาแก่ผู้หิวโหยคนนี้สักอึกได้ไหม?"
ลู่ชิงยิ้มบางๆ อย่างเศร้าสร้อย ยื่นไหสุราให้ด้วยความเต็มใจ
"ไหสุราเล่มนี้เป็สิ่งเดียวที่มีค่าที่สุดที่ข้าเหลืออยู่ตอนนี้ หากมันช่วยให้ท่านรู้สึกดีขึ้นได้ ข้าก็ยินดีเป็อย่างยิ่ง"
ชายชรารับไปกรอกเข้าปากอึกใหญ่ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างสำราญใจ
"อ้า! รสชาติของความขื่นขมปนกับสุราหยาบๆ... ช่างถูกปากข้ายิ่งนัก! ขอบใจเ้ามากเ้าหนุ่ม ว่าแต่... เ้าก่นด่า์เื่อะไรล่ะ? สอบตกงั้นหรือ?"
"สิบปีที่ข้าเพียรศึกษาเพื่อหวังจะนำความยุติธรรมมาสู่แผ่นดิน แต่โลกกลับสอนให้ข้ารู้ว่าความเมตตาและสัจจะไม่มีที่ยืนในศาลาว่าการ" ลู่ชิงเริ่มพรั่งพรูความอัดอั้น
"ข้าเห็นชาวนาถูกขูดรีด เห็นขุนนางชั่วชูคอเพราะอำนาจเงิน... ตำราที่ข้าอ่านมาตลอดชีวิต มันคือคำลวงที่งดงามเกินกว่าความเป็จริง!"
ชายชราหมุนไหสุราเล่นพลางกล่าวด้วยเสียงเรียบเนียน
"เ้าไม่ได้พ่ายแพ้เพราะตัวอักษรหรอก แต่เ้าแพ้เพราะเ้า 'ยึดติด' กับกรอบที่เขาสร้างไว้มากเกินไป เ้ายึดถือว่าตัวอักษรคือโลกทั้งใบ แต่เ้าเคยสังเกตไหมว่า นกที่บินข้ามขุนเขาหมื่นลี้มันต้องอ่านตำราเล่มไหนถึงจะรู้ทิศทางลม? หรือปลาในมหาสมุทรต้องท่องคัมภีร์บทไหนถึงจะรู้ว่าน้ำไหลไปทางใด?"
ลู่ชิงขมวดคิ้วด้วยความฉงน
"ท่านตา... สัตว์เ่าั้เป็เพียงสัญชาตญาณ แต่มนุษย์เราต้องมีครรลองและกฎระเบียบถึงจะอยู่ร่วมกันได้..."
"นั่นแหละ!" ชายชราขัดขึ้นพลางชี้นิ้วมาที่หัวใจของลู่ชิง
"ครรลองที่เ้าว่ามันคือ 'กรงขัง' ที่เ้าขังตัวเองไว้จนมองไม่เห็นความจริงของโลก ความรู้ของเ้ามันล้นจนไม่มีที่ว่างให้โชคชะตาได้ทำงาน ลองทำใจให้ 'ว่างเปล่า' ดูบ้างสิเ้าหนุ่ม แล้วเ้าจะพบว่าความว่างเปล่านั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของพลังที่ไม่มีวันสิ้นสุด"
คืนนั้น ทั้งคู่แลกเปลี่ยนมุมมองกันอย่างลึกซึ้ง ลู่ชิงพบว่าชายชราผู้นี้มีปัญญาที่ล้ำเลิศและแปลกประหลาดกว่าอาจารย์ทุกคนที่เขาเคยพบเจอ ความทุกข์ในใจเริ่มทุเลาลงจนเขาลืมเลือนความเ็ปไปชั่วขณะ ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจะนำพาเขาสู่ห้วงนิทราข้างกองไฟที่ค่อยๆ มอดดับลง
รุ่งสาง แสงแดดสีทองรำไรลอดผ่านรอยแตกของหลังคาอารามร้างลงมาปลุกบัณฑิตหนุ่ม ลู่ชิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกมึนงงเล็กน้อย เขาหันมองรอบกายพลางเรียก
"ท่านตา? ท่านตาอยู่ที่ไหน?" แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบสงัดและกองขี้เถ้าที่เย็นชืด ชายชราพเนจรหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับเป็เพียงภาพฝันยามค่ำคืน
ทว่า สายตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งวางอยู่บนกองฟางที่ชายชราเคยเอนกาย มันคือสมุดเล่มหนึ่งที่มีปกสีเหลืองซีดจางประดุจกระดาษเก่าค้างปี มีรอยคราบหมึกและรอยเปื้อนดูสกปรก บนหน้าปกมีลายมือไก่เขี่ยที่เขียนด้วยหมึกสีดำสนิทว่า
"คัมภีร์เซียนา"
ลู่ชิงจ้องมองชื่อนั้นแล้วหลุดขำออกมาด้วยความระอา
"หึ... คัมภีร์เซียนารึ? ตาแก่นี่ท่าจะเลอะเทอะไปกันใหญ่ ชื่อเหมือนสมุดนิทานราคาถูกตามแผงลอย ลายมือก็ยังกับเด็กหัดคัด"
เขาง้างมือขึ้นสูง เตรียมจะโยนสมุดเล่มนั้นทิ้งลงในกองขี้เถ้า
"ข้าเป็ถึงบัณฑิตที่ร่ำเรียนตำราปราชญ์ชั้นสูงมาทั้งชีวิต จะให้มาพกสมุดนิทานเพ้อฝันที่คนเมาทิ้งไว้ได้อย่างไร หากสหายเก่ามาเห็นเข้า คงโดนหัวเราะเยาะไปตลอดชีวิต"
แต่ในขณะที่นิ้วมือของเขากำลังจะปล่อยสมุดเล่มนั้นทิ้งไป ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในใจ
'แต่ท่านตาดูท่าทางรักมันมาก แม้มันจะดูไร้ค่าในสายตาข้า แต่นี่อาจเป็ของชิ้นสุดท้ายที่ชายชราผู้ยากไร้คนนั้นมีอยู่ หากท่านตาตื่นมาแล้วพบว่าทำของสำคัญหล่นหายไป เขาคงจะเสียใจไม่น้อย'
ลู่ชิงถอนหายใจยาวพลางลดมือลง สายตาที่เคยมองอย่างดูแคลนเริ่มอ่อนโยนลง
"ช่างเถอะ... ข้าจะถือว่าเป็การทำทานครั้งสุดท้ายให้กับมิตรภาพในคืนที่หนาวเหน็บ ข้าจะเก็บมันไว้ให้ก่อน หากมีวาสนาได้พบกันอีกครั้ง ข้าค่อยคืนสมุดเล่มนี้ให้ท่านตาด้วยมือตนเอง"
เขาปัดฝุ่นออกจากปกสมุดอย่างลวกๆ แล้วยัดมันลงไปในซอกลึกที่สุดของย่ามผ้าป่าน ก่อนจะแบกย่ามมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านชนบทอันห่างไกล โดยไม่รู้เลยว่า "สมุดนิทาน" ที่เขาเกือบจะทิ้งไปนั้น คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โชคชะตาใหม่ที่เหนือโลกสมมติที่เขาเคยรู้จักไปตลอดกาล