บทที่ 10 บุกเบิกที่ดิน มองความศรัทธาของราษฎร
จงหัวลุกขึ้นยืนและตัดสินด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "การแข่งขันไถนาในครั้งนี้วัดกันที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการจำกัดเครื่องมือทางการเกษตร ดังนั้นทางราชการเป็ฝ่ายชนะ"
ทุกคนต่างคุ้นเคยและเคารพจงหัว ซึ่งเป็ขุนพลเก่าผู้มีความดีความชอบโดดเด่นในจวนเ้าเมืองฉู่หยาง ดังนั้นเมื่อเห็นจงหัวเป็ผู้ตัดสินด้วยตนเอง บรรดาชายฉกรรจ์ที่เข้าร่วมแข่งขันจึงไม่มีใครโต้แย้งและทำได้เพียงเดินกลับไปนั่งที่เดิมอย่างเงียบ ๆ
สยงอู่เหลียงกระแอมไอเบา ๆ จงหัวรีบหันกลับมาประสานมือ "ขอท่านเ้าเมืองโปรดสั่งการ"
"แม้จะไม่มีการจำกัดเครื่องมือ แต่การที่ทางราชการใช้เครื่องมืออย่างคันไถชวีหยวนจนได้รับชัยชนะนั้น ก็นับว่าชนะอย่างไม่สง่างามนัก" สยงอู่เหลียงกล่าว "จงมอบเงินรางวัลให้แก่ผู้กล้าทั้งสิบคนนี้"
จงหัวไม่ได้รู้สึกแปลกใจเพราะบทบาท 'คนดุ' กับ 'คนดี' นี้เป็สิ่งที่สยงอู่เหลียงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ทหารคนสนิทสิบคนเดินเข้ามาและยัดก้อนทองใส่มือชายฉกรรจ์แต่ละคน คนละสิบตำลึงทอง
คันไถชวีหยวน?
ชายฉกรรจ์ทั้งสิบคนมองหน้ากันแล้วจู่ ๆ ก็คุกเข่าลงพร้อมกัน!
"ท่านเ้าเมืองโปรดเมตตานัก พวกข้าไม่้าเงินรางวัลสิบตำลึงนี้ เพียงขอให้ท่านเ้าเมืองโปรดถ่ายทอดเครื่องมือคันไถชวีหยวนลงมาให้พวกข้าด้วยเถิด!" ทุกคนก้มศีรษะโขกพื้นไม่หยุด
ใคร ๆ ก็คิดได้ การรับเงินรางวัลสิบตำลึงนี้เป็เพียงความร่ำรวยชั่วคราว แต่หากได้คันไถชวีหยวนมาไว้ใน ลูกหลานหลายชั่วอายุคนย่อมได้รับประโยชน์! ฝูงชนที่มุงดูอยู่ส่งเสียงฮือฮาและมองไปยังสยงอู่เหลียงที่ถูกล้อมรอบด้วยทหารคนสนิทด้วยความอิจฉา
จงหัวและสือเอ้อร์ยืนขนาบข้างซ้ายขวาของสยงอู่เหลียง ขณะนี้ทั้งสองอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองไปยังสยงอู่เหลียง โดยไม่อาจปกปิดความเลื่อมใสในใจได้ การเผยแพร่คันไถชวีหยวนสำเร็จแล้ว! หลังจากวันนี้เป็ต้นไปในอำเภอฉู่หยางทั้งหมด การใช้คันไถชวีหยวนจะกลายเป็ที่นิยมอย่างแพร่หลาย!
สยงอู่เหลียงยิ้มบาง ๆ พร้อมทำท่าพยุงให้ลุกขึ้น "ทุกท่านลุกขึ้นเถิด... ข้าตั้งใจจะถ่ายทอดคันไถชวีหยวนให้แก่พ่อแม่พี่น้องทั่วอำเภออยู่แล้ว..."
ทุกคนต่างมีความสุขและตื่นเต้นจนอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงโห่ร้องยินดีให้แก่สยงอู่เหลียงพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ลดภาษี ต่อมามอบเครื่องมือวิเศษ ท่านเ้าเมืองน้อยผู้นี้ช่างเป็ผู้ปกครองที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตาโดยแท้!
"ก่อนหน้านี้ข้ามีคำสั่งให้สร้างห้องน้ำสาธารณะ พวกเ้าฟังให้ดี หมู่บ้านใดที่สามารถดำเนินการตามคำสั่งนี้ได้รวดเร็วและดีที่สุด ข้าจะมอบคันไถชวีหยวนให้หมู่บ้านนั้นเป็ลำดับแรก!"
แน่นอนว่าสยงอู่เหลียงย่อมหวังให้คันไถชวีหยวนแพร่หลายไปทั่วอำเภอโดยเร็วที่สุด แต่สิ่งนี้ต่างจากจอบเสียม การสร้างคันไถชวีหยวนต้องใช้ทักษะทางเทคนิคเล็กน้อย
อีกทั้งคันไถชวีหยวนยังเป็สิ่งประดิษฐ์ใหม่ หากปล่อยให้เกษตรกรสร้างกันเองเกรงว่าจะมีข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่อง และสุดท้ายจะเกิดการส่งต่อข้อมูลที่ผิด ๆ จนสร้างออกมาเป็ขยะที่ใช้งานไม่ได้
ดังนั้นการผลิตคันไถชวีหยวนจึงต้องให้ทางราชการเป็ผู้จัดทำขึ้นทีละชิ้นด้วยตนเอง การเผยแพร่การใช้งานจึงต้องมีลำดับก่อนหลังเป็ธรรมดา
ตอนนี้สยงอู่เหลียงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมต่อผลผลิตของปีนี้ มีปุ๋ยคอกที่พลิกโฉมยุคสมัย มีเครื่องมือใหม่ที่ล้ำสมัย และมีความกระตือรือร้นในการผลิตของเกษตรกรที่ถูกกระตุ้นด้วยการลดภาษี... ผลผลิตของอำเภอฉู่หยางในปีนี้ในยุคสมัยนี้จะต้องเป็ตัวเลขที่มหาศาลอย่างแน่นอน!
สิ่งที่ต้องเร่งทำตอนนี้คือจะผลิตคันไถชวีหยวนให้เพียงพอต่อการใช้งานทั่วทั้งอำเภอได้อย่างไร!
จู่ ๆ สือเอ้อร์ก็รู้สึกขนลุกซู่ เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี... ประชากรในเขตปกครองมีสามพันครัวเรือน นั่นหมายถึงคันไถชวีหยวนสามพันชุด... ต่อให้สือเอ้อร์ยอมถวายหัวทำงาน วันหนึ่งเขาก็สร้างได้เพียงสามถึงสี่ชุดเท่านั้น
"สือเอ้อร์ ข้าให้เวลาเ้าสองวัน จงรวบรวมช่างฝีมือทุกคนที่เ้ารู้จักมาที่จวนของข้า" เมื่อเผชิญกับปริมาณงานมหาศาล สยงอู่เหลียงกลับมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม "ข้าจะสร้างโรงงานแห่งแรกของอำเภอฉู่หยาง!"
ถึงเวลาที่จะใช้กระบวนการผลิตแบบสายพานและระบบการจัดการองค์กรสมัยใหม่เข้ามาจัดการอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว!
นอกเมืองฉู่หยาง อากาศเริ่มร้อนขึ้นบ้างแล้ว แต่ในทุ่งนากลับมีบรรยากาศที่คึกคักอย่างยิ่ง!
ชายฉกรรจ์กำลังตรากตรำทำงานเกษตรอย่างเต็มกำลัง โดยมีเหล่าสตรีคอยช่วยงานอยู่ข้าง ๆ แม้แต่เด็กน้อยผมจุกก็วิ่งไปวิ่งมาในทุ่งนาเพื่อส่งแป้งรูปใบบัวและน้ำบ่อที่เย็นฉ่ำ
จงหัวเดาะลิ้น นโยบายลดภาษีของสยงอู่เหลียงช่างดึงดูดใจคนได้เหลือเกิน ยังมีนโยบายที่ว่าหากบุกเบิกที่ดินทำกินจะได้รับยกเว้นภาษีเป็เวลาสามปีอีกด้วย เหล่าเกษตรกรเหล่านี้ต่างดูแลทุ่งนาราวกับต้องมนต์สะกด ด้วยอาศัยเครื่องมือเกษตรแบบใหม่ พื้นที่ทำกินของอำเภอฉู่หยางจึงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในยุคนี้ที่ดินที่สามารถเพาะปลูกได้ยังไม่ถูกพัฒนาจนหมด สถานการณ์ในเขตปกครองยังไม่ถึงขั้น 'คนมากกว่าที่ดิน' เหมือนในหลายราชวงศ์ยุคหลัง ภายในอำเภอฉู่หยางยังมีป่าดั้งเดิมที่ยังไม่เคยถูกบุกเบิกอยู่อีกมาก ขณะนี้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยนโยบายใหม่ของสยงอู่เหลียง ป่าดั้งเดิมเหล่านี้จึงลดลงอย่างรวดเร็ว
คณะของสยงอู่เหลียงตรวจตรามาตามทาง ป่าผืนใหญ่ถูกตัดจนเหี้ยน ต้นไม้ใหญ่ขนาดเท่าโอบกอดถูกเผาเป็เถ้าถ่านโดยไม่มีความเสียดาย เถ้าถ่านของต้นไม้ที่เดิมสามารถใช้เป็ไม้โครงสร้างบ้านเหล่านี้ เมื่อผสมกับเถ้าถ่านของหญ้าและไม้ชนิดอื่น ก็กลายเป็ปุ๋ยธรรมชาติชุดแรกสำหรับที่ดินที่บุกเบิกใหม่
หากเป็ในยุคหลัง สยงอู่เหลียงคงถูกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบีบคอเขย่าหัวไปแล้ว! แต่ตอนนี้สยงอู่เหลียงไม่มีเวลามาพิจารณาเื่นั้น ทรัพยากรป่าไม้ในยุคนี้ไม่มีค่าเลย ธัญพืชที่จับต้องได้ต่างหากที่มีค่าดั่งเมืองทั้งเมือง!
"เสี่ยวอี๋ ไปขอน้ำมาหน่อย" สยงอู่เหลียงสั่งการ
เสี่ยวอี๋รับคำแล้วเดินไปยังริมทุ่งนา พร้อมพูดคุยกับเด็กน้อยที่อยู่ข้างบ่อน้ำด้วยท่าทางอ่อนโยน พี่สาวที่งดงามดึงดูดความสนใจของชาวนาได้อย่างรวดเร็ว และจากนั้นพวกเขาก็สังเกตเห็นคณะของสยงอู่เหลียงที่อยู่ริมทาง เหล่าชาวนาเริ่มตื่นตัวและกรูเข้ามาพร้อมทำความเคารพสยงอู่เหลียง
"ไม่ทราบว่าท่านเ้าเมืองน้อยมา ขออภัยที่เสียมารยาท หวังว่าท่านเ้าเมืองจะเมตตาให้อภัยขอรับ"
ตอนนี้ชื่อเสียงของเ้าเมืองฉู่หยางหมี่เหลียงในเขตปกครองนั้นเรียกได้ว่ารุ่งโรจน์ถึงขีดสุด สยงอู่เหลียงยิ้มและเดินลงจากรถม้าพร้อมส่งสัญญาณให้ทุกคนไม่ต้องมากพิธี
อาจเป็เพราะถนนดินนี้ขรุขระเกินไป สยงอู่เหลียงจึงรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว และหากไม่ได้เสี่ยวอี๋ช่วยพยุงเกรงว่าเขาคงจะยืนไม่อยู่ ดูเหมือนเื่การสร้างถนนจะต้องรีบบรรจุเข้าในกำหนดการโดยเร็ว!
"พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน วันนี้ในนามีงานมากหรือไม่? มีความลำบากประการใดที่้าให้มี่เหลียงช่วยแก้ไขหรือเปล่า?" สยงอู่เหลียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ท่ามกลางกลุ่มคน มีผู้เฒ่าคนหนึ่งยันไม้เท้าเดินโงนเงนเข้ามาทำความเคารพสยงอู่เหลียง "ท่านเ้าเมือง แม้งานนาจะมากแต่ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย คนรุ่นหลังมีไฟในการทำงานยิ่งนักขอรับ"
สยงอู่เหลียงประสานมือตอบคำนับ "ผู้เฒ่าท่านนี้มีนามว่าอย่างไร?"
"ผู้น้อยเป็หัวหน้าหมู่บ้านของที่นี่ นามต่ำต้อยมิกล้าให้เข้าสู่หูของท่านเ้าเมืองขอรับ ท่านเ้าเมืองน้อยลดภาษีให้ราษฎร อีกทั้งยังถ่ายทอดคันไถชวีหยวนซึ่งเป็เครื่องมือวิเศษที่สร้างประโยชน์ให้คนนับร้อยชั่วอายุคน ช่างเป็นายท่านที่เปี่ยมด้วยเมตตาโดยแท้ ด้วยวาสนาของท่านเ้าเมืองน้อย ปีนี้ผลผลิตต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากแน่นอนขอรับ!"
เหล่าเกษตรกรต่างพยักหน้าเห็นพ้องและมองสยงอู่เหลียงด้วยความเลื่อมใส
ในยุคนี้ผู้ปกครองที่เห็นราษฎรเป็มนุษย์นั้นมีไม่มากนัก ภายใน่เวลานี้ยังไม่มีประโยคปลุกใจของเฉินเซิ่ง*[1] ที่ว่า 'เชื้อสายขุนนางและเสนาบดีนั้นมีมาแต่กำเนิดหรือ' และยังไม่มีคำเตือนตนเองของหลี่ซื่อหมิน*[2] ที่ว่า 'สายน้ำสามารถพยุงเรือได้ แต่ก็สามารถคว่ำเรือได้เช่นกัน'
การที่คนเราเกิดมาสูงต่ำต่างกันดูเหมือนจะเป็เื่ธรรมชาติ ราษฎรชนชั้นล่างเป็เพียงเครื่องมือในการบรรลุแผนการอันยิ่งใหญ่ของเหล่าขุนนางและเ้าเมืองเท่านั้น
ตัวอย่างเช่นซางยางผู้ปฏิรูปกฎหมายในแคว้นฉิน เขาไม่เห็นราษฎรชั้นล่างเป็มนุษย์และไม่เคยคำนึงถึงความ้าของชาวบ้านเลย (อ้างอิงจากคัมภีร์ซางจวิน)
กระทั่งถึงขั้นประกาศใช้บทลงโทษอย่างรุนแรงเก้าส่วน และรางวัลเพียงหนึ่งส่วน ส่งเสริมการปกครองด้วยเล่ห์เหลี่ยม (อ้างอิงจากคัมภีร์ซางจวิน)
ภาษีเกษตรของแต่ละแคว้นโดยทั่วไปจะอยู่ที่สี่ส่วนถึงเจ็ดส่วน! ลองจินตนาการว่าเ้าทำงานหนักในโรงงานหนึ่งเดือน ได้เงินเดือนที่แลกด้วยหยาดเหงื่อสองพันหยวน แต่กลับต้องจ่ายภาษีถึงหนึ่งพันสี่ร้อยหยวน! เ้าคงจะรู้สึกว่าแสงไฟริมถนนนั้นช่างดูว่างเปล่าและไม่สวยงามเอาซะเลย...
หากไม่ใช่เพราะความขัดแย้งภายนอกอย่างาที่ต่อเนื่องคอยดึงดูดความสนใจและปกปิดความขัดแย้งภายในแคว้น หลายแคว้นรวมถึงแคว้นฉินคงเกิดจลาจลและล่มสลายไปนานแล้ว
ดังนั้นหลังจากฉินรวมหกแคว้นเป็หนึ่ง เมื่อไม่มีความขัดแย้งภายนอกให้เบี่ยงเบนความสนใจ ความขัดแย้งภายในจึงปรากฏเด่นชัดขึ้นมาทันที เฉินเซิ่งและอู๋ก่วงก่อการฏ ผู้คนทั่วหล้าต่างลุกฮือตอบสนอง แคว้นฉินที่เคยสยบหกแคว้นจึงล่มสลายลงท่ามกลางความเฉยเมยและแรงแค้นของประชาชน
ภายใต้บริบทของการกดขี่อย่างแพร่หลายเช่นนี้ การที่สยงอู่เหลียงยอมเห็นราษฎรชั้นล่างเป็มนุษย์ จึงเพียงพอแล้วที่จะได้รับความจงรักภักดีและความรัก
โดยไม่รอให้คณะของสยงอู่เหลียงทันตั้งตัว ทุกคนต่างพากันยัดแป้งรูปใบใบบัวในมือเข้าไปในรถม้าของสยงอู่เหลียง เหล่าทหารคนสนิทที่คุ้มกันต่างทำหน้ามึนงง ไม่รู้ว่าควรจะขัดขวางกลุ่มชาวบ้านที่บังอาจล่วงเกินรถม้าหรือไม่ ตามกฎหมายของแคว้นฉู่ ราษฎรที่ล่วงเกินรถม้าของชนชั้นสูงสามารถสังหารได้ทันทีโดยไม่มีความผิด!
ทว่าชาวนาเหล่านี้แต่ละคนกลับยิ้มแย้มและยังเผื่อแผ่ความรักมายังทหารคนสนิท โดยการยัดแป้งล้ำค่าเข้าปากพวกเขา หากยัดไม่เข้าก็บังคับยัดใส่ในอกเสื้อ การป้อนอาหารด้วยความกระตือรือร้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้เหล่าทหารคนสนิทถึงกับงงเป็ไก่ตาแตก!
จงหัวรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ต่อให้สยงเวยจะประหยัดมัธยัสถ์มาหลายปีจนได้รับความเลื่อมใสจากราษฎร แต่ก็ไม่ถึงขั้นได้รับความรักจากประชาชนถึงเพียงนี้! จงหัวอุทานในใจด้วยใจของราษฎรในเขตปกครองเช่นนี้ สามารถเป็ทหารกล้าที่ยอมตายถวายหัวให้ท่านเ้าเมืองได้เลย!
เสี่ยวอี๋เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน! ขณะนี้แคว้นเยว่เกิดความวุ่นวายภายในไม่หยุดหย่อน แต่ละฝ่ายแทบจะใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน แต่กลับไม่มีใครเคยเข้าใจความยากลำบากของราษฎรเลย ในแคว้นเยว่ของพวกนางไม่เคยมีชนชั้นสูงคนใดได้รับความศรัทธาจากราษฎรเช่นนี้มาก่อน เ้าเมืองฉู่หยางหนุ่มผู้นี้มิอาจดูเบาได้เลย!
[1] เฉินเซิ่ง ผู้นำการฏชาวนาในปลายราชวงศ์ฉิน
[2] หลี่ซื่อหมิน หรือจักรพรรดิถังไท่จง จักรพรรดิรัชกาลที่สองแห่งราชวงศ์ถังของประเทศจีน ได้ยึดถือหลักคำสอนเื่นี้ของขงจื๊อในการปกครองประเทศ และทำให้ประเทศจีนในยุคที่พระองค์ปกครองรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์