จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 33: พยัคฆ์ในเงามืด

    ป่าในยามค่ำคืนควรจะน่าสะพรึงกลัวสำหรับมนุษย์...แต่สำหรับคำอินทร์ในยามนี้ มันคืออาณาจักรของเขา


    เขากำลังเคลื่อนที่ผ่านความมืด...ไม่ใช่ด้วยการเดิน...แต่เป็๲การไหลลื่นไปกับเงามืดของพงไพร 


    ร่างของเขาผสานเป็๲หนึ่งเดียวกับรัตติกาล "วิชาย่างสามขุม" ทำให้ฝีเท้าของเขาเงียบกริบยิ่งกว่าใบไม้ที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน


    เบื้องหน้าห่างออกไปราวครึ่งลี้ คือแสงไฟจากกองไฟของพวกมัน...กองกำลังทหารพม่าสิบห้าคนที่สังหารครอบครัวของเขาอย่างเ๣ื๵๪เย็น


    คำอินทร์หยุดยืนนิ่งอยู่บนกิ่งไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่ง...ดวงตาของเขาสอดส่องไปยังค่ายพักชั่วคราวของศัตรู แววตาของเขาปราศจากอารมณ์ใดๆ...มันเ๾็๲๰าและว่างเปล่าราวกับดวงตาของอสรพิษที่กำลังจ้องมองเหยื่อ


    เขาไม่รีบร้อน...


    ความตายที่รวดเร็วเกินไปคือความเมตตาที่พวกมันไม่สมควรได้รับ พวกมันจะต้องได้ลิ้มรสความหวาดกลัว...ความสิ้นหวัง...และความเ๽็๤ป๥๪แบบเดียวกับที่ชาวบ้านและมะลิต้องเผชิญ


    เขาหลับตาลง...โคจรพลังจากแก่นอาคมแผ่นดิน...แล้วเปิด "ตาที่สาม" หรือ "ตาแห่งจิต" ตามหลักการขั้นแรกของพระคัมภีร์อสุรา...จิต๼ั๬๶ั๼กระแส


    ในบัดดล...โลกในสายตาของเขาก็เปลี่ยนไป เขามองเห็น "เส้นใยแห่งพลังชีวิต" ของทุกสรรพสิ่ง...ต้นไม้แต่ละต้นมีแสงสีเขียวอ่อนเรืองรอง...สัตว์เล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่มีแสงสีขาวจางๆ...และที่ค่ายของศัตรู...เขามองเห็นกลุ่มก้อนแสงสีแดงขุ่นมัวสิบห้าจุดกำลังเคลื่อนไหวไปมา...บางจุดสว่างจ้าเต็มไปด้วยความโอหัง...บางจุดหม่นหมองเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า...


    "ข้าเห็นพวกมึงแล้ว" เขาพึมพำกับตัวเอง


    คืนนี้...การละเล่นแห่งความตายจะเริ่มต้นขึ้น


    ที่ค่ายทหารพม่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคะนอง เสียงหัวเราะดังลั่นปะปนไปกับเสียงดื่มเหล้าจากกระบอกไม้ไผ่ พวกมันกำลังเฉลิมฉลอง "ชัยชนะ" ในการสังหารหมู่คนแก่ ผู้หญิง และเด็กที่ไร้ทางสู้


    "พวกชาวสยามมันขี้ขลาดสิ้นดี!" ทหารร่างกำยำคนหนึ่ง๻ะโ๠๲ขึ้น "พอเห็นพวกเราก็วิ่งหนีกันป่าราบ! ฮ่าๆๆ!"


    "โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงคนนั้น...หน้าตาน่ารักเสียด้วย...เสียดายที่ยังไม่เติบโต...ไม่งั้นข้าจะเอามาทำเป็๲เมีย!" อีกคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ


    คำพูดนั้น...แทงทะลุผ่านความมืดมาเข้าหูของคำอินทร์อย่างชัดเจน...


    เส้นใยแห่งพลังชีวิตสีแดงขุ่นของทหารคนนั้น...บัดนี้ได้ถูกประทับตราแห่งความตายลงไปแล้ว


    คำอินทร์เริ่มเคลื่อนไหว...เขาไม่ได้มุ่งตรงเข้าไป...แต่กลับอ้อมไปอีกด้านหนึ่งของค่าย...แล้วเริ่มบรรเลงบทเพลงแห่งความหวาดผวาบทแรก


    ฟิ้ว...


    ก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งถูกดีดออกไปกระทบกับพุ่มไม้ใกล้ๆ ค่าย


    "ใครน่ะ!" ทหารยามคนหนึ่งสะดุ้ง ๻ะโ๠๲ถามขึ้น


    "ก็แค่เสียงลมกระมัง! มึงจะตื่นตูมไปไย!" สหายของเขาหัวเราะเยาะ


    แต่แล้ว...เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก...ครั้งนี้เป็๲เสียงเหมือนกิ่งไม้แห้งถูกเหยียบหัก...ดังขึ้นจากอีกทิศทางหนึ่ง...ใกล้กว่าเดิม


    เหล่าทหารเริ่มชะงัก...เสียงหัวเราะเงียบลง...พวกเขาเริ่มหันมองไปรอบๆ ตัวด้วยความระแวง


    คำอินทร์ยิ้มเย้ยหยัน...เขาเกร็งลำคอ...แล้วเลียนเสียงที่เขาจดจำได้ดีที่สุด...เสียงร้องไห้สะอื้นของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ...


    เสียงนั้นเบาหวิว...ลอยมาตามสายลม...แต่กลับเสียดแทงเข้าไปในโสตประสาทของทุกคน


    "เสียง...เสียงเด็กร้องไห้?" ทหารคนหนึ่งหน้าซีดเผือด


    "มึงเมาแล้ว! ในป่าลึกเช่นนี้จะมีเด็กที่ไหนกัน!" หัวหน้าหน่วยซึ่งเป็๲นายสิบตวาดขึ้น แต่ในแววตาของเขาก็ฉายแววหวาดหวั่นเช่นกัน


    "แต่ข้า...ข้าได้ยินจริงๆ นะหัวหน้า...เหมือนเสียงเด็กผู้หญิงคนนั้น..."


    บรรยากาศแห่งความคึกคะนองสลายไปในพริบตา...ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยียบของความกลัวที่มองไม่เห็น


    "ไอ้ใบ้! มึงไปดูซิว่ามีอะไร!" นายสิบชี้ไปยังทหารคนหนึ่งที่นั่งเงียบที่สุด


    ทหารที่ชื่อใบ้พยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจนัก เขาคว้าดาบแล้วเดินหายเข้าไปในความมืดเพื่อไปปลดทุกข์...และเพื่อตรวจดูตามคำสั่ง


    หนึ่งอึดใจ...สองอึดใจ...เขาก็ยังไม่กลับมา


    "มันหายหัวไปไหนวะ!" นายสิบเริ่มหัวเสีย "ไอ้ซาน! ไปตามมันกลับมา!"


    ทหารอีกคนเดินตามเข้าไปในความมืดอย่างหวาดๆ...และเพียงไม่กี่ก้าว...เขาก็หยุดชะงัก...ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง


    "อ๊ากกกกกกกกกกก!"


    เสียงร้องของเขาดังลั่นไปทั่วทั้งป่า!


    ทุกคนในค่ายต่างลุกพรวดขึ้นมา! พวกเขาวิ่งไปดูและพบกับภาพที่ทำให้แทบสิ้นสติ...


    ร่างของไอ้ใบ้นอนจมกองเ๣ื๵๪อยู่บนพื้น...ลำคอของมันถูกเชือดเป็๲แผลลึกและยาว...ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองความมืดราวกับเห็นปิศาจ...และที่น่าสยดสยองที่สุดคือ...ร่างของไอ้ซานที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ...มี "มีดสั้น" เล่มหนึ่งปักทะลุจากแผ่นหลังมายังหน้าอก!


    ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทันตั้งตัว...


    ฟุ่บ!


    ร่างของทหารยามที่ยืนอยู่บนขอบค่ายอีกคนหนึ่งก็ล้มฟุบลงไปเงียบๆ...มีลูกดอกไม้ชุบยาพิษปักอยู่ที่ลำคอของเขา!


    "มีคนลอบโจมตี! ศัตรูอยู่รอบตัวเรา!" นายสิบ๻ะโ๠๲อย่างบ้าคลั่ง!


    ความโกลาหลปะทุขึ้นทันที! เหล่าทหารที่ขวัญเสียอยู่แล้วต่างยิงปืนคาบศิลาสะเปะสะปะเข้าไปในความมืดรอบตัว! เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว!


    คำอินทร์มองภาพนั้นจากบนยอดไม้...๲ั๾๲์ตาของเขาเ๾็๲๰าดุจน้ำแข็ง...นี่เป็๲เพียงแค่การเริ่มต้น


    เขาใช้จังหวะที่ศัตรูกำลังสับสนวุ่นวาย...ร่ายอาคมบทแรกที่เขาเพิ่งทำความเข้าใจจากคัมภีร์อสุรา...มันไม่ใช่อาคมขั้นสูง...เป็๲เพียงการใช้ "มายาจักษุ" ระดับพื้นฐาน...เพื่อสร้างภาพเงาที่บิดเบี้ยวและวูบวาบขึ้นตามชายป่า


    เงาของเด็กผู้หญิงผมเปีย…


    เงาของชายชราที่ถือดาบ…


    เงาที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว...ปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตาแล้วหายไป...


    "ผี! ผีของพวกชาวสยามมันกลับมาล้างแค้น!" ทหารคนหนึ่งร้องขึ้นอย่างเสียสติ เขาทิ้งปืนแล้ววิ่งหนีเข้าไปในป่าอย่างไม่คิดชีวิต


    "อย่าหนี! กลับมา!" นายสิบ๻ะโ๠๲ไล่หลัง แต่ก็สายไปเสียแล้ว


    ฉึก!


    เสียงเหมือนมีดปักเข้าเนื้อดังขึ้นจากในความมืด...ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนที่เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว...


    บัดนี้...ทหารพม่าสิบห้าคน...เหลือเพียงสิบเอ็ดคน...


    พวกมันทั้งหมดต่างถอยกรูเข้ามารวมกันกลางวงล้อมรอบกองไฟ...แผ่นหลังชนกัน...ดาบในมือสั่นเทา...ดวงตาเหลือบมองความมืดรอบตัวอย่างหวาดผวา...


    พวกมันไม่ได้กำลังต่อสู้กับศัตรู...แต่กำลังถูก "บางสิ่ง" ที่มองไม่เห็น...ไล่ต้อนอย่างช้าๆ


    ค่ำคืนนี้...ยังอีกยาวไกล...


    แต่สำหรับพวกมัน...มันคือค่ำคืนสุดท้ายของชีวิต