"ท่านพ่อ ท่านแม่"
เสียงร้องเรียกดังขึ้นนอกเรือนผสานกับเสียงก้าวเท้าอันเร่งรีบ ทั้งซูอี้และซุนเหลียนพลันชะงักไปพร้อมกัน
"เ้าได้ยินหรือไม่?" ซูอี้หันไปมองซุนเหลียน
"ได้ยินแล้ว" เสียงของซุนเหลียนพลันสั่นสะท้าน "คล้ายกับจะเป็... เสียงของลูกเรา"
แม้เสียงนั้นจะแปรเปลี่ยนไปมาก ทว่าซุนเหลียนก็ยังััได้ถึงความคุ้นเคยในน้ำเสียงนั้น
ชั่วขณะต่อมา ประตูเหล็กของเรือนก็ถูกผลักเปิดออก เงาร่างของซูเก๋อและจางหลินก็ปรากฏขึ้นนอกประตู ส่งผลให้ซูอี้และซุนเหลียนหันไปมองทางประตูเหล็กของเรือน และเมื่อมองเห็นซูเก๋อบนใบหน้าของคนทั้งสองก็เผยความยินดีตื่นเต้นออกมาพร้อมกัน
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วขอรับ" ซูเก๋อมองดูบิดามารดาที่มีสีหน้าซูบเซียวไปบ้าง ในใจทั้งดีใจทั้งสงสารจับใจ
"ดียิ่งนัก" ซุนเหลียนรีบก้าวเข้าไปกุมมือซูเก๋อไว้ "ลูกเอ๋ย ในที่สุดเ้าก็กลับมาเสียที"
ส่วนซูอี้กลับสำรวมสีหน้า วางท่าทางเป็บิดาผู้เข้มงวด เพียงเอ่ยสั้น ๆ ว่า "กลับมาก็ดีแล้ว"
"จริงสิ ผู้นี้คือสหายร่วมเรียนของข้า จางหลินขอรับ" ซูเก๋อมิได้ละเลยจางหลิน รีบแนะนำให้บิดามารดาฟังในทันที
"จางหลินคอยดูแลข้าในสำนักเป็อย่างมาก เขาคือสหายที่ดีที่สุดของข้าขอรับ"
เมื่อได้ยินการแนะนำของซูเก๋อ โดยเฉพาะคำว่าสหายที่ดีที่สุดก็ทำเอาจางหลินตื่นเต้นตื้นตันใจยิ่งนัก ตัวเขาผู้มีความละเอียดอ่อน ใส่ใจสายตาของผู้อื่นเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับจากผู้อื่นมาโดยตลอด ดังนั้นการแนะนำของซูเก๋อจึงทำให้เขาซาบซึ้งใจยิ่งนัก
"เสี่ยวหลิน ป้าเรียกเ้าเช่นนี้ได้หรือไม่?" ซุนเหลียนเอ่ย "ขอบใจเ้ามากนะที่ช่วยดูแลซูเก๋อมานานถึงเพียงนี้"
"ท่านป้า" จางหลินรีบทักทาย แล้วพูดต่อว่า "ซูเก๋อคือสหายที่ดีที่สุดของข้า การช่วยเหลือเขาย่อมเป็เื่ที่สมควรทำอยู่แล้วขอรับ"
"เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำตามมารยาทกันแล้ว" ท่าทีของซูอี้ออกจะหัวโบราณอยู่บ้าง
"เข้ามานั่งข้างในเถิด หลานจางหลิน บ้านเราเรียบง่าย หากต้อนรับดูแลไม่ทั่วถึงก็หวังว่าจะให้อภัย"
ท่าทางจริงจังเข้มงวดของซูอี้ ทำเอาจางหลินประหม่าเล็กน้อยและไม่กล้าส่งเสียงเอื้อนเอ่ยอีก
"พวกเ้านั่งกันก่อน ข้าจะไปเตรียมอาหารเย็น" ซุนเหลียนเอ่ย "เร่งเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ พวกเ้าคงหิวกันแล้วกระมัง"
ยามราตรีคล้อยต่ำ โคมไฟภายในเรือนเริ่มส่องแสงสลัว ครอบครัวของซูเก๋อก็มานั่งสนทนากันข้างโต๊ะหิน และซูอี้ที่ดื่มสุราเข้าไปจนมีอาการเมามายก็เอ่ยถามว่า "ซูเก๋อ เล่าเื่ชีวิตของเ้าในสำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ย ให้ฟังหน่อยสิ"
เมื่อมองดูเรือนร่างที่ค่อนข้างซูบผอมของซูเก๋อ ซุนเหลียนก็ปวดใจยิ่งนัก
"เด็กคนนี้ ร่างกายซูบผอมถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าต้องทนรับความยากลำบากในสำนักมามากเท่าใด" ซุนเหลียนเอ่ยพลางน้ำตาไหลรินออกมาไม่หยุด
"ท่านพ่อ ท่านแม่ อันที่จริงข้าใช้ชีวิตอยู่ในสำนักได้ดีมากเลยนะขอรับ" ซูเก๋อเผยรอยยิ้มอบอุ่นประหนึ่งแสงตะวัน
"ความสามารถของบุตรชายท่าน พวกท่านยังไม่รู้อีกหรือขอรับ? ผู้ใดจะมารังแกข้าได้?"
หลายปีมานี้ซูเก๋อทนรับความยากลำบากมามากจริง ๆ ทั้งต้องทนรับคำเย้ยหยันและสายตาดูแคลนมากมาย ทว่าเขารู้สึกว่าไม่มีความจำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยเื่ราวเลวร้ายเ่าั้ออกมา โดยขณะที่เล่า ซูเก๋อก็ส่งสายตาให้จางหลินเงียบ ๆ
ด้านจางหลินที่รู้ความจึงรีบเอ่ยผสมโรงทันที "ถูกแล้วขอรับ ซูเก๋อใช้ชีวิตได้ดีมากจริง ๆ ท่านลุงท่านป้าไม่ต้องเป็ห่วงหรอกขอรับ"
อาจเป็เพราะไม่คุ้นชินกับการโกหก ยามที่จางหลินเอื้อนเอ่ยคำเ่าั้จึงดูขัด ๆ ฝืน ๆ อยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม ซูอี้ที่เริ่มเมามายจึงมองไม่เห็นกิริยาท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ของซูเก๋อและจางหลิน ส่วนซุนเหลียนกำลังตื่นเต้นและะเือารมณ์จึงไม่ได้สังเกตเห็นเช่นกัน
ขณะที่ซูเก๋อกำลังเอ่ยถึงเื่ราวสนุกสนานในสำนักเพื่อดึงดูดความสนใจของบิดามารดา นอกเรือนก็พลันมีเสียงกู่ร้องสับสนวุ่นวายดังขึ้น
เมื่อคนทั้งหมดหันไปมอง ก็เห็นเพียงชายชราคนหนึ่ง พร้อมด้วยชายวัยกลางคนอีกหลายคน ยืนอยู่เบื้องนอกประตูเหล็กของเรือน
"ได้ยินว่าซูเก๋อกลับมาแล้ว พวกเราจึงแวะมาเยี่ยมเยือน คงไม่ได้รบกวนพวกเ้ากระมัง?" ชายชรายิ้มหัวเราะเอ่ยขึ้น
ชายวัยกลางคนอีกหลายคนต่างก็ยิ้มหัวเราะพร้อมเอ่ยทักทายซูอี้ เพราะซูเก๋อเผยพร์ออกมา ซูอี้จึงได้รับการแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งจากตระกูลั้แ่ปีแรก ๆ พวกเขาจึงคุ้นเคยสนิทสนมกับซูอี้ยิ่งนัก
"ท่านผู้นำตระกูล" พอเห็นชายชรา ซูอี้ก็สร่างเมาไปครึ่งหนึ่ง รีบยันกายลุกขึ้นเดินไปต้อนรับ "ท่านผู้นำตระกูล เดินทางมาเยี่ยมเยือนซูเก๋อ นับเป็เกียรติของซูเก๋อยิ่งนัก ทุกท่าน เชิญข้างในขอรับ"
หลังจากเชิญผู้นำตระกูลซูและคณะเข้าสู่เรือนแล้ว ซูอี้ก็หันไปมองซูเก๋อ "ซูเก๋อ ยังไม่รีบทำความเคารพท่านผู้นำตระกูล และท่านลุงทั้งหลายอีก"
"ท่านผู้นำตระกูล ท่านลุงทุกท่าน สวัสดียามค่ำขอรับ" ซูเก๋อยืนขึ้น จากนั้นก็ทำความเคารพตามธรรมเนียมของตระกูล ขณะที่จางหลินได้แต่ยืนประหม่าอยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าส่งเสียงเอื้อนเอ่ย
"ฮ่า ๆ ไม่ได้พบกันห้าปี สูงขึ้นมาก ทั้งยังดูมีชีวิตชีวาขึ้นเรื่อย ๆ " ผู้นำตระกูลซูเอ่ยชมเชย
"ข้ายังจำได้ว่า ตอนที่เ้าเดินทางออกจากบ้านไป ยังสูงเพียงเท่านี้เอง" ผู้นำตระกูลซูเอ่ยพลางทำมือทำไม้ประกอบ
ส่วนชายวัยกลางคนหลายคนต่างก็จ้องมองซูเก๋อด้วยรอยยิ้ม
"ท่านผู้นำตระกูล พวกท่านมาหาซูเก๋อมีธุระอันใดหรือขอรับ?" ซูอี้เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ข้าจำได้ว่าวันเกิดของซูเก๋อคือวันมะรืนนี้ใช่หรือไม่?" ผู้นำตระกูลซูเอ่ยถามซูอี้
ซูอี้พยักหน้า "ถูกต้องขอรับ"
"ข้าได้หารือกับเหล่าผู้าุโแล้ว คิดว่าจะจัดพิธีสวมหมวกให้แก่ซูเก๋ออย่างยิ่งใหญ่"
ผู้นำตระกูลซูเอ่ยต่อว่า "วันพรุ่งนี้ข้าจะส่งเทียบเชิญไปตามจวนต่าง ๆ เชื้อเชิญผู้คนจากทุกฝ่ายในเมืองเฉียนหลงมาร่วมพิธีสวมหมวกของซูเก๋อ การมาในครั้งนี้ก็เพื่อแจ้งให้พวกเ้าทราบล่วงหน้า หวังว่าพวกเ้าจะเตรียมตัวไว้ ถึงเวลานั้นจะได้ไม่ประหม่า"
เมื่อมีคำกล่าวนี้ ซูอี้และซุนเหลียนต่างก็ประหลาดใจยิ่งนัก แม้แต่ซูเก๋อเองก็แปลกใจยิ่งเช่นกัน
"นี่... จะยิ่งใหญ่เกินไปหรือไม่ขอรับ?"
ตามปกติแล้ว พิธีสวมหมวกจะเชื้อเชิญเพียงผู้คนภายในตระกูลมาร่วมงานเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้นำตระกูลสามารถมาเข้าร่วมด้วยตนเอง ก็นับว่าเป็เกียรติอย่างสูงยิ่งแล้ว
"เ้าคืออัจฉริยะแห่งตระกูลซู พิธีสวมหมวกของเ้าจะทำอย่างลวก ๆ ได้อย่างไรกัน?" ผู้นำตระกูลซูหัวเราะร่า
"อีกประการหนึ่ง ตลอดหลายปีมานี้ท่านพ่อของเ้าได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ตระกูลไว้ไม่น้อย ภารกิจที่ตระกูลมอบหมายเขาก็ทำสำเร็จได้เป็อย่างดีทุกครั้ง ตรากตรำทำงานโดยไม่บ่นสักครึ่งคำ ตระกูลติดค้างเขาไว้มากเหลือเกิน เพราะฉะนั้น พิธีสวมหมวกในครั้งนี้ก็ถือเป็การชดเชยและเป็รางวัลแก่เขาด้วย"
ขอบตาของซูอี้แดงเรื่อ เขาเอ่ยด้วยความตื้นตันใจว่า "ขอบคุณท่านผู้นำตระกูลขอรับ"
ตระกูลมองเห็นสิ่งที่เขาทุ่มเทลงไป แม้จะตรากตรำทนทุกข์มากกว่านี้ก็คุ้มค่าแล้ว
ผู้นำตระกูลซูจ้องมองซูอี้อย่างจริงจัง "เ้ากล่าวผิดแล้ว ผู้ที่ควรเอ่ยคำขอบคุณไม่ใช่เ้า แต่เป็ตระกูลต่างหาก ซูอี้ ข้าขอเป็ตัวแทนของตระกูลซูทั้งหมด ขอบคุณในสิ่งที่เ้าทุ่มเทลงไปตลอดหลายปีมานี้"
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของผู้นำตระกูลซู ชายวัยกลางคนหลายคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความะเืใจ ตอนแรกที่ตระกูลเลื่อนตำแหน่งให้ซูอี้ก็เพราะซูเก๋อ
หากเอ่ยให้ไม่น่าฟัง ที่ซูอี้สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งได้ ก็เพราะอาศัยบารมีของซูเก๋อทั้งสิ้น
ทว่าบัดนี้ เมื่อผู้คนเอ่ยถึงซูอี้ก็จะไม่นึกถึงซูเก๋ออีกต่อไป เพราะหลังจากซูอี้ขึ้นสู่ตำแหน่งแล้ว เขาก็ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ตระกูลไว้อย่างมากมายมหาศาล
"เอาล่ะ คำพูดซาบซึ้งใจพวกเราไม่เอื้อนเอ่ยให้มากความแล้ว" ผู้นำตระกูลซูโบกมือปัด
หลังจากลังเลเล็กน้อยก็เอ่ยขึ้นมาว่า "กลับมาที่ซูเก๋อบ้าง ยามนี้ขอบเขตการบำเพ็ญเพียรของเ้าอยู่ระดับใดแล้ว?"
นี่ต่างหากคือเหตุผลแท้จริงที่ผู้นำตระกูลเดินทางมาที่นี่ ชายวัยกลางคนหลายคนพลันกลั้นหายใจ รู้สึกประหม่าและคาดหวังอยู่บ้าง
เหตุใดพวกเขาต้องเดินทางมาที่นี่กลางดึกกลางดื่นเช่นนี้ นั่นไม่ใช่เพื่อพิธีสวมหมวกหรือกล่าวขอบคุณซูอี้ แต่เป็เพราะเื่นี้ต่างหาก
"ขั้นหยวนตันขอรับ" ซูเก๋อเอ่ยหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ระดับใด?" ผู้นำตระกูลซูพยักหน้า
การที่ซูเก๋อสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นหยวนตันได้นั้น เขาไม่รู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย เพราะคนในตระกูลซูจำนวนมาก ในจำนวนนั้นผู้ที่มีอายุใกล้เคียงกับซูเก๋อก็มีอยู่สิบกว่าคน ซึ่งบางคนก็มีความแข็งแกร่งบรรลุถึงขั้นหยวนตันแล้วเช่นกัน นับเป็อัจฉริยะในเมืองเฉียนหลงแห่งนี้ได้แล้ว
"ระดับเก้าขอรับ"
ซูเก๋อไม่ได้อยากจะทำตัวโดดเด่นสูงส่งถึงเพียงนี้ ทว่าเมื่อผู้นำตระกูลเอ่ยถาม เขาก็จำต้องตอบ
"ระ... ระดับใดนะ?!" ผู้นำตระกูลซูเบิกตากว้างเท่าไข่ห่านจ้องมองซูเก๋อด้วยความตื่นตระหนกใ เสียงที่เอื้อนเอ่ยสูงขึ้นหลายระดับ
ชายวัยกลางคนทั้งหมดต่างก็งงงันไปทันที แม้แต่ซูอี้และซุนเหลียนก็จ้องมองซูเก๋อด้วยความตื่นตะลึง สมองสับสนไปหมดแล้ว
ซูเก๋อทำหน้าจนใจพลางเอ่ยซ้ำอีกครั้ง "ระดับเก้าขอรับ"
เขารู้อยู่แล้วว่าผู้นำตระกูลและคนอื่น ๆ จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เพราะขั้นหยวนตันระดับเก้าในวัยสิบเจ็ดปีนั้น น่าหวาดหวั่นเกินไปจริง ๆ
ในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ต้าเซี่ยทั้งหมด คาดว่าคงยากจะหาผู้ใดที่สามารถฝึกฝนถึงขั้นหยวนตันระดับเก้าได้ั้แ่อายุเพียงสิบเจ็ดปีได้
นี่ยังเป็เพียงขั้นหยวนตันระดับเก้า หากซูเก๋อเอ่ยออกไปว่า ความแข็งแกร่งแท้จริงของตนเองทัดเทียมขั้นเทียนกังระดับหนึ่ง คาดว่าผู้นำตระกูลและคนอื่น ๆ คงใจนตะลึงงันไปตรงนี้ทันทีแน่
"อายุสิบเจ็ดปี ขั้นหยวนตันระดับเก้า" ผู้นำตระกูลซูรู้สึกว่าหัวใจกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง
เขารู้ดีว่าซูเก๋อมีพร์อันน่าพรั่นพรึง ทว่าเขาคิดไม่ถึงเลยว่า ซูเก๋อจะฝึกฝนจนบรรลุขั้นหยวนตันระดับเก้าได้ั้แ่อายุเพียงเท่านี้
ต้องรู้ไว้ด้วยว่า ตัวเขาผู้เป็ผู้นำตระกูลซู หนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งเมืองเฉียนหลง ก็มีขอบเขตการบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นเทียนกังระดับสามเท่านั้น
ขั้นหยวนตันระดับเก้าในวัยสิบเจ็ดปีหมายความถึงสิ่งใด?
ผู้นำตระกูลซูจินตนาการไม่ออก ทว่าเขารู้ดีว่า ความสำเร็จในภายภาคหน้าของซูเก๋อต้องก้าวข้ามตัวเขาไปไกลลิบอย่างแน่นอน กระทั่งอาจย่างก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่ยอดฝีมือขั้นเทียนกังที่คนนับไม่ถ้วนต่างเฝ้าใฝ่ฝันถึง
สุดท้ายซูเก๋อจะย่างก้าวเข้าสู่ขอบเขตใด ในภายภาคหน้าจะเจิดจรัสเพียงใด ผู้นำตระกูลซูไม่กล้าคิดฝันเลยจริง ๆ