เสียงเบา ๆ ดังขึ้น
แต่สำหรับชายผมเหลืองกลับรู้สึกราวกับได้ยินเสียงฟ้าร้องจนแก้วหูแทบแตก
การโจมตีที่ทรงพลังปะทะเข้ากลางอกราวกับถูกรถไฟพุ่งชนเข้าใส่ ร่างของเขาลอยกลางอากาศและไม่สามารถที่จะควบคุมได้
วินาทีต่อมาท่ามกลางฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายก็เกิดเป็นเส้นโค้งกลางอากาศหนึ่งสาย
ร่างของชายผมเหลืองกระแทกลงกับพื้น หลังจากนั้นก็กลิ้งกระเด็นออกไปไกลหลายตลบและนอนแน่นิ่งไปในที่สุด
ระยะเวลาไม่กี่วินาที ร่างของชายผมเหลืองก็เกิดวงแหวนปรากฏขึ้นด้านล่างลำตัวของเขา จากนั้นร่างไร้สติของเขาก็วาร์ปออกไปจากชั้นนี้ท่ามกลางแสงสว่างที่สว่างวาบ
“เกิดอะไรขึ้น”
คนอื่น ๆ ที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างก็พากันถามด้วยความงุนงง
วินาทีต่อมาฝุ่นควันก็มลายหายไปและเผยให้เห็นเงาของเซี่ยฮุย
เขายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่และไม่ได้เคลื่อนไหวไปจากจุดเดิมแม้แต่ก้าวเดียว
คนที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างจ้องมองมาที่เขา
เซี่ยฮุยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับชายผมเหลืองที่ถูกเขี่ยออกจากการทดสอบ ทุกคนก็รู้สึกราวกับหัวใจที่จะหลุดออกมาจากอก
คนคนนี้คือบุคคลที่ยากเกินรับมือ!
ทุกสายตาจ้องมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกหวาดกลัว นักเรียนที่อยู่ที่นี่จำนวนหกร้อยกว่าคนยังต้องมีอีกไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคนที่ต้องถูกกำจัดออกจากที่นี่
จะประมาทความแข็งแกร่งของคนคนนี้ไม่ได้!
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคิดจะเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเขา
ดูเหมือนว่าพวกเขาคงยอมรับความแข็งแกร่งของเซี่ยฮุยแล้วสิ
เซี่ยฮุยและหลี่เหมยเดินไปที่บริเวณพื้นที่ว่างที่อยู่ข้าง ๆ หลังจากที่พวกเขาทั้งสองคนเข้ามาถึงก็พบว่าไม่มีนักเรียนใหม่คนอื่นเข้ามาที่นี่
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็น่าจะชัดเจนแล้วว่าคงไม่มีนักเรียนใหม่เข้ามาที่ชั้นนี้อีก
ดังนั้นก็ถึงเวลาที่นักเรียนจำนวน 600 กว่าคนที่อยู่ที่นี่กำจัดนักเรียนที่เป็นส่วนเกินออกไป
คนที่ยืนอยู่ที่นี่ความแข็งแกร่งย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ยิ่งมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่รวมตัวกันแบบนี้คงมีไม่กี่คนที่ลุยเดี่ยวเพียงลำพัง
“เซี่ยฮุย พวกเราจะเข้าไปรวมกับกลุ่มอื่นไหม”
หลี่เหมยแอบรู้สึกอึดอัดที่ต้องถูกคนอื่น ๆ แอบจ้องมองเป็นครั้งคราว เธอจึงกระซิบถามเขาด้วยความไม่มั่นใจ
“ไม่จำเป็น”
เซี่ยฮุยก็รู้สึกได้ถึงสายตาของคนที่จ้องมองมา และเขาก็รู้ดีว่าคนคนนั้นมองเขาด้วยเจตนาที่ไม่ดี
ถ้าหากเข้าร่วมกลุ่มย่อมได้รับความปลอดภัยอย่างมาก แต่เป้าหมายของเขาคือการเป็นที่หนึ่ง ถึงเวลานั้นหลังจากที่นักเรียนที่เป็นส่วนเกินถูกกำจัดออกไป ก็คงถึงเวลาที่ทุกคนต้องแก่งแย่งกันเพื่อเป็นผู้สร้างผลงานสิบคนแรก
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมกับใคร เพราะถึงเวลานั้นเขาจะได้จัดการศัตรูที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ต้องรู้สึกเกรงใจอีกฝ่าย
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเข้ามาด้านในชั้นนี้แล้วก็เริ่มมีคนพูดกระซิบขึ้นมาว่า “เตรียมตัวให้พร้อม ดูเหมือนว่าถึงเวลาที่จะสู้กันอีกครั้งแล้ว”
ที่นี่สามารถรองรับได้เพียงแค่ 500 คนเท่านั้น สิ่งนี้เป็นกฎที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
คนที่มีความแข็งแกร่งคงไม่มีใครอยากจะปล่อยให้มีนักเรียนยืนอยู่ที่นี่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือกำจัดคนที่เหลืออยู่ออกไปและทำให้มีจำนวนน้อยกว่า 500 คน
ถ้าหากมีจำนวนคนเยอะกว่าเกณฑ์ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการสุ่มจับฉลากเพื่อย้ายไปอยู่สถาบันอื่น
ถ้าหากเทียบกับเรื่องโชค พวกเขามั่นใจความแข็งแกร่งของตัวเองมากกว่า
“ในเมื่อไม่มีใครเข้ามาที่นี่แล้ว งั้นก็เริ่มจัดการกันต่อ”
จู่ ๆ ก็มีนักเรียนชายร่างกำยำก้าวเท้าออกมา ความแข็งแกร่งของเขาอยู่ระดับสูงสุดของขอบเขตพิเศษขั้น 9
ใบหน้าของเขาดูหยาบกระด้าง แขนของเขาเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ชัดเจน สามารถรู้สึกได้ถึงพลังที่ถูกส่งออกมาทั่วทั้งร่างกายของเขา คนคนนี้คือผู้ฝึกยุทธ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านร่างกาย
เขาพูดต่อไปโดยไม่คิดที่จะปิดซ่อนพลังลมปราณ “เป้าหมายของตงฟางป้าผู้นี้คือที่หนึ่ง คนที่รู้ตัวว่าอ่อนแอก็รีบออกไปจากที่นี่ซะ เพราะถ้าหากฉันลงมือขึ้นมา ฉันไม่ออมมือให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น”
ก่อนหน้านี้ตงฟางป้าไม่ได้เริ่มลงมือเพื่อกำจัดคนที่อยู่ที่นี่ แต่เป็นกลุ่มคนที่อยู่ข้าง ๆ เขาที่เป็นคนจัดการเก็บกวาดทั้งหมด
ตอนนี้เขาก้าวเท้ามาด้านหน้าและแสดงความแข็งแกร่งของตัวเองออกมาให้เห็น แค่นี้ก็ถือว่าเป็นการประกาศศึกแบบไม่ต้องใช้เสียงแล้ว
“เหอะ ๆ ตงฟางป้า ถ้าหากนายคิดจะเข้าไปอยู่สิบอันดับแรกฉันไม่ว่าหรอกนะ แต่ถ้าคิดจะเป็นที่หนึ่ง ฉันมู่หรงหลานก็ไม่มีทางที่จะออมมือให้เช่นกัน”
คนที่พูดคือเจ๊ใหญ่ของทีมหญิงล้วน ดูจากภายนอกเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าตงฟางป้าเลย
เมื่อเห็นมู่หรงหลานก้าวเท้ามาด้านหน้า ตงฟางป้าก็หัวเราะด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ไปเอาความมั่นอกมั่นใจมาจากไหนเหรอ ถึงได้กล้าคิดจะสู้กับฉัน...”
“เหอะ ๆ ที่แท้ก็บรรลุแล้วนี่เอง”
ตงฟางป้ายังพูดไม่จบประโยค เขาก็รับรู้ได้ว่าพลังลมปราณของมู่หรงหลานไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวเองเลย
อีกฝ่ายไม่ได้ทำท่าทางเกินจริงให้เขาหวาดกลัว แต่เธอมีพลังลมปราณระดับสูงสุดของขอบเขตพิเศษขั้น 9 เมื่อลองมาคิด ๆ ดูแล้วมู่หรงหลานคงจะบรรลุขั้น 9 ได้ภายในหนึ่งถึงสองวันนี้แหละ
“คิดไม่ถึงเลยนะว่าจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้”
สีหน้าของตงฟางป้าเคร่งขรึมขึ้นจากเดิมเล็กน้อย เขามองมู่หรงหลานด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมืดหม่น
“เหอะ ๆ”
มู่หรงหลานหัวเราะด้วยท่าทางชั่วร้าย สายตาของเธอเต็มไปด้วยความไม่แยแส “ตงฟางป้า คนอื่นอาจจะกลัวตระกูลตงฟางขงนาย แต่ฉันไม่กลัวหรอกนะ ถ้าคิดจะแย่งอันดับหนึ่งก็ขอดูความสามารถที่แท้จริงของนายหน่อยเถอะ”
“เธอคิดจะลงมือตอนนี้เลยสินะ?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?”
“ตกลง”
สิ้นสุดเสียงของเธอ ฟางตงป้าก็เริ่มลงมือด้วยพละกำลังทั้งหมดที่เขามี
แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับการโจมตีของเขา แต่มู่หรงหลานกลับไม่ได้ขยับเขยื้อนเพื่อหลบการโจมตีของเขาแม้แต่ก้าวเดียว เธอยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับกำลังรอการโจมตีของเขา
“เสแสร้ง!”
ตงฟางป้ายิ้มด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น เขาไม่ได้สนใจว่ามู่หรงหลานจะปล่อยกระบวนท่าอะไรออกมาหลังจากนี้ แต่ในเมื่อเขาลงมือเขาก็จะไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป และเขาก็จะไม่ออมมืออย่างเด็ดขาด
ความเร็วของตงฟางป้าถือว่ารวดเร็วมาก ตอนนี้ระยะห่างของพวกเขาอยู่ที่ราว ๆ สิบกว่าเมตรแล้ว ซึ่งถือว่าไม่ได้ห่างจากกันเท่าไหร่นัก
ตงฟางป้าเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่วินาที เขาก็มาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้ามู่หรงหลาน
มีร่องรอยของความโหดร้ายอยู่ในดวงตาของเขา กำปั้นที่ถูกส่งออกไปก่อเกิดลมพายุหมุนที่โหมกระหน่ำขึ้น
ยังไม่ทันที่การโจมตีจะปะทะเข้าใส่ร่างกายของมู่หรงหลาน เสื้อผ้าของเธอก็ถูกลมพัดเข้าใส่จนพลิ้วไปตามแรงลม
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย ลมพายุที่รุนแรงนี้ไม่ได้กระทบต่อการมองเห็นของเธอ การเผชิญหน้ากับหมัดที่น่าทึ่งของอีกฝ่ายทำให้ใบหน้าของเธอเผยให้เห็นความระมัดระวังขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ภายในใจของเธอกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด ความแข็งแกร่งของตงฟางป้าเป็นสิ่งที่เธอคาดเดาไว้อยู่แล้ว สิ่งนี้ทำให้มู่หรงหลานแอบรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
พลังจากหมัดเป็นแค่เพียงพลังขั้นสูงสุดขอบเขตพิเศษขั้น 9 เท่านั้น ความแข็งแกร่งของเขาไม่ได้สูงไปกว่าคนอื่น ๆ ที่มีพลังขอบเขตพิเศษขั้น 9 เท่าไหร่นัก
เมื่อหยุดคิดทบทวนเธอก็พอจะรู้ได้แล้วว่าความแข็งแกร่งของตงฟางป้าเพิ่มขึ้นได้เพราะเขาพึ่งพาการใช้ยานี่เอง
ลมปราณที่ไม่มั่นคงยากเกินกว่าที่จะปิดบังได้!
“มีพลังแค่นี้ แต่คิดจะเป็นที่หนึ่งเนี่ยนะ?”
มู่หรงหลานซัดหมัดของเธอออกไปเหมือนกับการรำไทเก็กที่กลุ่มอาวุโสมักจะไปยืนรำอยู่ในสวนสาธารณะ
หมัดของเธอไม่ได้รวดเร็วแต่ส่งออกไปอย่างช้า ๆ ราวกับการวิ่งจ๊อกกิ้ง หมัดของเธอที่ส่งออกไปอย่างแผ่วเบาปะทะเข้ากับหมัดของตงฟางป้า
“หึ!”
ตงฟางป้าได้ยินเธอพูดเช่นนั้น ภายในใจก็เกิดความเดือดดาลจนไม่สามารถควบคุมได้ รู้ตัวอีกทีพลังจากหมัดของเขาก็สูงขึ้น
เขาจะสั่งสอนผู้หญิงเหิมเกริม ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีคนนี้และทำให้เธอจดจำไปชั่วชีวิต
“ตึง!”
วินาทีที่หมัดของพวกเขาทั้งสองคนปะทะเข้าใส่กัน ก็เกิดเสียงดังก้องทั่วทั้งชั้น
เป็นไปได้ยังไง!
ตงฟางป้าดวงตาแทบจะถลนออกมา เดิมทีเขาคิดว่าหมัดของเขาจะจัดการกับผู้หญิงคนนี้ได้ แต่หลังจากที่หมัดของเขาปะทะเข้าใส่หมัดของมู่หรงหลาน อีกฝ่ายกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง
แต่กลับกลายเป็นเขาที่ถูกพลังงานขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วทั้งร่างภายในชั่วพริบตา จนทำให้เขาถอยผงะออกไป 5-6 ก้าว
“เธอจะแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไงกัน!”
มู่หรงหลานดึงหมัดกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตงฟางป้าพยายามกดความรู้สึกผิดหวังไว้ในใจ การโจมตีที่แม้แต่เขาก็ไม่สามารถรับแรงปะทะได้ แต่กลับถูกผู้หญิงตรงหน้าขจัดออกไปได้อย่างง่ายดาย
ไม่สิ...ไม่ได้เรียกว่าขจัด อีกฝ่ายไม่ได้ถอยออกไปแม้แต่ก้าวเดียว เธอเพียงแค่ยืนรับการโจมตีอยู่กับที่และปล่อยให้เขาที่เด้งถอยกลับออกมาเพราะแรงปะทะ
เขาไม่มีทางที่จะสู้ตัวต่อตัวกับคนคนนี้ได้!
ภายในใจของเขารู้ดีถึงจุดนี้ ตงฟางป้ามองหน้ามู่หรางหลานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
แต่วินาทีต่อมาสายตาของเขาก็กลับมามืดหม่นอีกครั้ง สู้กับคนคนนี้ไม่ได้แล้วจะทำไม ฉันยังมี......
เขาหันไปมองคนในทีมของตัวเอง จากนั้นก็ส่งสายตากับพวกเขาเหล่านั้น
คนเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มคนที่เพิ่งรวมกลุ่มแบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นนักเรียนที่ตระกูลของเขาใช้อำนาจซื้อตัวมาก่อนที่จะเข้ารับการทดสอบในครั้งนี้
ลูกทีมคนสนิทภายในทีมของตงฟางป้าเห็นเขาส่งสัญญาณมา คนเหล่านั้นก็รีบเข้ามาล้อมมู่หรงหลานไว้อย่างไม่รีรอ
มู่หรงหลานที่ถูกห้อมล้อมไม่ได้แสดงสีหน้าหรือแววตาหวาดหวั่นออกมาแม้แต่น้อย
เธอมองตงฟางป้าด้วยความดูถูก “อะไรกัน พอเห็นว่าสู้ฉันไม่ได้ก็เตรียมสู้แบบหมาหมู่เลยเหรอ?”
“ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร!”
ตงฟางป้าไม่ได้รู้สึกว่าการทำเช่นนี้เป็นเรื่องน่าอัปยศอดสู แต่เขากลับพูดอย่างมีชัยว่า “ในเมื่อมีวิธีที่ดีกว่าทำไมฉันจะไม่ เลือก ทำไมฉันต้องสู้ตัวต่อตัวกับเธอให้เหนื่อยด้วย”
“สู้กันแบบนี้ ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนแบบเธอจะรับมือได้อีกกี่อึดใจ”
“ฉันจะรับมือได้อีกกี่อึดใจมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายหรอก นายคิดว่าพวกกระจอกเหล่านี้จะทำให้ฉันรู้สึกกดดันงั้นสิ? นายดูถูกมู่หรงหลานคนนี้มากเกินไปหน่อยมั้ง”
เมื่อเห็นมู่หรงหลานกำลังเข้าสู่โหมดต่อสู้ คนที่ห้อมล้อมเธอไว้ก็เริ่มเพิ่มความระแวดระวังโดยไม่รู้ตัว
“ทุกคนระวังตัวด้วย”
ชายร่างผอมบางที่ยืนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นตะโกนบอกคนอื่น ๆ ให้ระวังตัว สำหรับคนคนนี้เขาถือว่าเป็นกุนซือของทีมเลยก็ว่าได้
ในเมื่อตงฟางป้าตัดสินใจที่จะสู้กันแบบนี้ เขาก็ต้องระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ หลังจากห้อมล้อมมู่หรงหลานสำเร็จแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ผลีผลามลงมือโจมตีเธอในทันที
แต่เมื่อเห็นว่ามู่หรงหลานกำลังจะลงมือ เขาก็จะเริ่มออกคำสั่งทันที
พวกเขาได้ฝึกการใช้รูปแบบล้อมโจมตีก่อนที่จะเข้ารับการทดสอบ ดังนั้นคนที่เข้ามาห้อมล้อมมู่หรงหลานจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนในการล้อมโจมตีเป็นอย่างดี และตอนนี้พวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
“หึ!”
จู่ ๆ มู่หรงหลานก็เปล่งเสียงตะโกนออกมา เธอขยับตัวอย่างรวดเร็วและฝ่าวงล้อมโจมตีเข้าใส่ตงฟางป้า
“สกัดมันไว้!”
คนที่กำลังห้อมล้อมเธอรีบเปลี่ยนรูปกระบวน เพียงชั่วพริบตาด้านหน้าของตงฟางป้าก็ถูกคนเหล่านั้นเข้ามาขวางไว้จนไม่สามารถฝ่าเข้าไปด้านในได้
“เหอะ ๆ ...”
ไม่มีใครคาดคิดว่ามู่หรงหลานจะหัวเราะเยาะพวกเขา และร่างของเธอก็หยุดชะงักในทันที
ตอนที่คนเหล่านั้นยังไม่ทันได้ตั้งหลัก รู้ตัวอีกทีเธอก็หมุนตัวกลับไปพร้อมกับใช้หมัดชกคนที่ขวางทางสองสามครั้งเพื่อฝ่าวงล้อม จากนั้นก็กลับไปยืนอยู่ด้านหน้าทีมของตัวเองได้อย่างง่ายดาย
“บัดซบ!”
ตงฟางป้าเห็นมู่หรงหลานฝ่าวงล้อมออกไป เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่าออกมาด้วยความแค้นใจ
ตงฟางป้ารู้ดีว่าคนที่เหลืออยู่มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเขา
ดังนั้นเขาจึงยั่วโมโหอีกฝ่ายเพื่อท้าประลองตัวต่อตัว แต่ถ้าหากสู้ไม่ได้เขาก็จะเปลี่ยนเป็นการล้อมโจมตีทันที
คิดไม่ถึงว่าความแข็งแกร่งของมู่หรงหลานจะสูงกว่าเขา อีกทั้งยังสามารถหนีออกจากวงล้อมของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
ตอนนี้ไม่ต้องหวังแล้วว่าจะใช้เทคนิคเดิมเหมือนกับก่อนหน้านี้ ตงฟางป้าหันไปมองคนในทีมของเขาด้วยสายตาที่แอบแฝงความไม่พอใจ
แต่เขาก็ไม่ได้กราดด่าด้วยความโกรธอย่างที่ควรจะเป็น เพราะตอนนี้เขายังจำเป็นต้องพึ่งพาขยะเหล่านี้เพื่อสร้างอิทธิพลและข่มขวัญคนที่อยู่ในชั้นนี้จนกว่าการทดสอบจะสิ้นสุดลง
“คิดไม่ถึงเลยนะว่านายจะมีสมองกับเขาด้วย”
ตงฟางป้ายืนอยู่ตรงข้ามทีมของมู่หรงหลาน เธอพูดกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “น่าเสียดายที่นายยังฉลาดไม่มากพอ ต่อให้มีสมองแต่ไม่มีพลังมากพอที่จะสู้ก็เปล่าประโยชน์!”
“เธอก็แค่หนีไปได้เพราะโชคช่วยเท่านั้นแหละ แน่จริงมาลองกันอีกสักตั้งไหมล่ะ?”
“วิธียุยงปลุกปั่นแบบนั้นใช้ไม่ได้ผลกับฉันหรอก”
“ไม่กล้ามากกว่ามั้ง!”
“เหอะ ๆ ...”
หลังจากทั้งคู่ปะทะคารมกัน มู่หรงหลานก็สิ้นสุดการสนทนาด้วยการหัวเราะ “เหอะ ๆ” ตอบกลับไป
สายตาของเธอประกายแสงริบหรี่ ก่อนหน้านี้ที่เธอพูดไปตั้งมากมายก็เพื่อให้คนในทีมที่อยู่ด้านหลังมีเวลาเตรียมตัวก็เท่านั้น
เช่นเดียวกับคนในทีมของตงฟางป้าก็แอบเตรียมตัวอยู่เงียบ ๆ เช่นกัน
“ฉันว่ามาดูความสามารถที่แท้จริงกันดีกว่ามั้ง”
ทั้งสองคนพูดออกมาพร้อมกัน
วินาทีต่อมาคนจากทั้งสองทีมก็เริ่มลงมือในทันที
พวกเขาไม่ได้จัดการกับคนที่อยู่ตรงข้าม แต่กลับเลือกที่จะกระจัดกระจายออกไปจัดการกับกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัว
ทีมของตงฟางป้าและมู่หรงหลานคือทีมที่มีสมาชิกเยอะที่สูงในสนามทดสอบแห่งนี้
ตอนนี้ทีมทั้งสองที่ทำท่าทางราวกับกำลังจะสู้กันเพื่อแย่งอันดับหนึ่ง จู่ ๆ พวกเขาก็หันไปฆ่าผู้ชมที่ยืนไม่รู้อีโหน่อีเหน่แทนเสียอย่างนั้น
วินาทีต่อมาเหล่านักเรียนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกฆ่าตายอย่างรวดเร็ว นักเรียนที่อ่อนแอจึงถูกกำจัดออกจากสนามทดสอบแห่งนี้ไปในที่สุด