Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 138 กลับมาซื้อยาอีกครั้ง

            เสียงความเคลื่อนไหวที่หน้าประตูดึงดูดความสนใจของเย่จื่ออี๋ที่อยู่ในห้องโถงทันที


     

            เธอชะงักไปเล็กน้อยแล้วเดินออกจากห้องโถง จากนั้นเธอก็มองเห็นชิวเตาอวี๋และคนอื่นๆ ได้ทันที 

            “พวกคุณมาทำไมอีกหรือคะ?”

            ชิวเตาอวี๋พูดขึ้นมาอย่างเคารพว่า “คุณเย่ พวกเรามาที่นี่เพื่อขอซื้อยาครับ”

            เมื่อวานนี้เขาได้โทรหาหวางเฉิงเทียนจากนั้นจึงได้รู้ว่าเย่จื่ออี๋เป็นเพื่อนของซูฮ่าวดังนั้นเขาจึงไม่กล้าทำตัวไร้มารยาทกับเธอ 

            “คุณต้องการยาอะไรหรือคะ?” เย่จื่ออี๋หันมามองทางชิวเตาอวี๋และคนอื่นๆ ก่อนจะถามเสียงเรียบ

            ชิวเตาอวี๋ยังไม่ทันได้พูดอะไรแต่ชิวฉู่จีกลับถามขึ้นมาว่า “ที่นี่มียาอะไรบ้าง?”

            เขาไม่ได้ถามหายาเพื่อรักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะเพราะเขาไม่แน่ใจว่ายาที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายนั้นมันจะใช้ได้ผลจริงๆ หรือไม่แม้ชิวเตาอวี๋จะหายดีเพราะยาสมานใจจากซูฮ่าวแต่นั่นไม่ได้หมายความว่ายาตัวอื่นจะมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากัน 

            หากเขามอบยาปลอมให้กับผู้เฒ่าตระกูลเว่ยแล้วทำให้อาการของอีกฝ่ายนั้นร้ายแรงมากยิ่งขึ้น ศีรษะของเขาจะต้องหลุดออกจากบ่าแน่นอน 

            เย่จื่ออี๋พูดขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า “ยาที่นี่แบ่งออกเป็นหลากหลายประเภท ไม่สามารถระบุได้ทีละรายการหากคุณต้องการจะซื้อยา ก็โปรดบอกสรรพคุณที่ต้องการมาเถอะค่ะ”

            “ช่วงนี้ฉันนอนดึกร่างกายอ่อนแอดังนั้นจึงอยากได้ยาบำรุงเลือดลมหนึ่งเม็ดก่อนครับ” ชิวฉู่จีครุ่นคิดแล้วเสนอขึ้นมา

            หากยาของซูฮ่าวไม่สามารถบำรุงเลือดลมได้ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องซื้อยาจากที่นี่อีกต่อไปแล้ว 

            “รอสักครู่นะคะ” เย่จื่ออี๋หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องโถงจากนั้นก็หยิบกล่องหยกออกมาแล้วเปิดออก 

            “นี่คือยาบำรุงที่คุณซูเป็นคนหลอมด้วยตนเองช่วยบำรุงหยินเพิ่มหยางอีกทั้งยังช่วยควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพของเลือดลมในร่างกายให้มีสภาพที่ดีที่สุด”

            “ยาบำรุง?” ชิวฉู่จีจ้องมองกล่องหยกกล่องนั้นแล้วพบว่ายาเม็ดนั้นไม่ได้มีความพิเศษอะไรเลย เขาจึงถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “คุณแน่ใจนะว่านี่เป็นยาที่คุณซูหลอมเอง?”

            เย่จื่ออี๋ตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบ “ยาทุกเม็ดคุณซูเป็นคนหลอมด้วยตัวเอง”

            “ยาบำรุงเม็ดนี้จะได้ผลจริงๆหรือเปล่า? ถ้าไม่ได้ผลละก็ ฉันต้องขาดทุนย่อยยับแล้ว” ใบหน้าของชิวฉู่จียังแฝงไปด้วยความสงสัย 

            หากพูดตามตรงยาบำรุงเม็ดนี้มันดูธรรมดาอย่างมาก ไม่มีความรู้สึกทางจิตวิญญาณเลยแม้แต่น้อยมันเหมือนกับยาลูกกลอนที่แพทย์แผนจีนทั่วไปหลอมมาไม่มีผิด

            ชิวเตาอวี๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็อธิบายว่า “พ่อครับ ยาของคุณซูนั้นไม่มีทางหลอกลวงคน หากคุณไม่เชื่อสามารถลองกินก่อนได้ หากไม่ได้ผล คุณซูจะไม่รับเงิน”

            “เอาเถอะ” เมื่อได้ยินดังนั้น ชิวฉู่จีก็กลืนยาเม็ดนั้นลงท้องทันทีโดยไม่ลังเล 

            เมื่อยาเม็ดนั้นเข้าไปในปากมันก็กลายเป็นน้ำแล้วไหลลงสู่ร่างกายในทันที

            หลังจากผ่านไปสักพักคลื่นความร้อนก็แผ่ออกมาจากร่างกายของเขาทำให้ร่างกายของเขานั้นร้อนผ่าวเหมือนกับกุ้งต้ม 

            แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไรเลยแต่กลับรู้สึกว่าร่างกายนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเดิมทีเขาต้องใช้เก๋ากี๋ต้มแล้วกินพร้อมกับวิตามินถึงจะมีพละกำลังฟื้นฟูขึ้นมา แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าเขามีชีวิตชีวาอย่างมาก 

            ชิวฉู่จีเริ่มเหวี่ยงหมัดจากนั้นเขาก็พบว่าตัวเองมีพละกำลังไม่สิ้นสุดตอนนี้หากมีชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำเข้ามา เขาก็อาจจะสามารถจัดการได้อย่างสบายๆ 

            “นี่คือยาบำรุงหรือ? ผลลัพธ์ช่างน่ามหัศจรรย์มาก!”

            เมื่อเห็นสายตาที่ตกตะลึงของชิวฉู่จี ชิวเตาอวี๋กับฟู่ลี่ก็มองหน้ากัน และเผยรอยยิ้มที่สามารถคาดการณ์ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว 

            “คุณเย่ไม่ทราบว่ายาบำรุงแบบนี้ราคาเท่าไรครับ?”

            “ยี่สิบล้าน!” เย่จื่ออี๋ตอบตามความจริง 

            หางตาของชิวฉู่จีกระตุกอย่างเห็นได้ชัด 

            ยาบำรุงหนึ่งเม็ดราคามันไม่สูงเกินไปหน่อยหรือ?

            ชิวเตาอวี๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับไม่คัดค้านเลยแม้แต่น้อยเขาเขียนเช็คหกสิบล้านแล้วมอบให้กับเย่จื่ออี๋ทันที 

            “คุณเย่ช่วยหยิบยาบำรุงให้ผมอีกสองเม็ดด้วยครับ ฟู่ลี่กับคุณแม่ของผมสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรต้องการยาบำรุงมาปรับสมดุลร่างกาย”

            “คุณชิว…” ฟู่ลี่ได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง 

            สำหรับเธอแล้วเงินยี่สิบล้านเธอจำเป็นจะต้องสะสมทั้งชีวิตแต่ชิวเตาอวี๋กลับใช้มันโดยไม่กะพริบตาเลย อีกทั้งยังใช้มันเพื่อเธอด้วย 

            ถ้าบอกว่าไม่ซาบซึ้งก็คงเป็นเรื่องโกหกแล้ว 

            “ในเมื่อเธอเลือกที่จะอยู่กับฉันถ้าอย่างนั้นฉันก็จะปกป้องเธอทั้งชีวิต” ชิวเตาอวี๋ยิ้มออกมาทำให้ฟู่ลี่รู้สึกเขินอายและหอมหวาน 

            เย่จื่ออี๋ยิ้มออกมาอย่างเข้าอกเข้าใจเธอเดินกลับเข้าไปในห้องโถงโดยไม่ได้พูดอะไรมากจากนั้นก็หยิบกล่องหยกที่บรรจุยาบำรุงออกมาสองกล่องและมอบให้กับชิวเตาอวี๋ 

            “ขอบคุณครับคุณเย่” ชิวเตาอวี๋รับกล่องหยกมา แล้วถามพร้อมรอยยิ้มว่า “ไม่ทราบว่าคุณซูมียาที่เกี่ยวกับมะเร็งในกระเพาะอาหารหรือเปล่าครับอย่างเช่นระงับการเติบโตของก้อนมะเร็งหรือช่วยรักษามันโดยตรง”

            “เรื่องนี้น่าจะไม่มีนะคะ” เย่จื่ออี๋นึกย้อนถึงสรรพคุณที่เธอจดจำอยู่ในสมอง จากนั้นก็ส่ายหน้า

            ชิวฉู่จีที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าผิดหวัง 

            สรรพคุณของยาบำรุงนี้ยอดเยี่ยมมากจนทำให้เขารู้สึกคาดหวังขึ้นมาแต่คำพูดของเย่จื่ออี๋กลับดับความปรารถนาที่มีในใจของเขาจนมอดม้วย

            แต่ทันใดนั้นเหมือนเธอจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เย่จื่ออี๋จึงพูดออกมาว่า “คุณซูได้หลอมยาบำรุงกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ส่วนราคานั้นก็เท่ากับยาบำรุงหากพวกคุณต้องการซื้อละก็ ฉันจะไปหยิบมาให้ค่ะ”

            “เอ่อ…” ชิวฉู่จีลังเลไปเล็กน้อย 

            โรคมะเร็งกับโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหากทานยาตามใจชอบอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ 

            เหมือนกับสามารถคาดเดาความคิดของชิวฉู่จีได้ชิวเตาอวี๋จึงกระซิบที่ข้างหูของเขาเบาๆ ว่า “พ่อครับ พวกเราซื้อสักเม็ดเถอะครับ ถือว่าเป็นการรักษาม้าตายเหมือนม้าเป็น1สรรพคุณยาของคุณซูนั้นน่ามหัศจรรย์มาก น่าจะไม่มีผลข้างเคียงอะไร”

            ชิวฉู่จีพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พยักหน้า 

            “โอเคพวกเรามาพนันกันสักตั้ง”

            เมื่อเห็นดังนั้นชิวเตาอวี๋ก็หยิบเช็คออกมาโดยไม่ลังเล แล้วเขียนลงไปว่ายี่สิบล้าน ก่อนจะยื่นให้กับเย่จื่ออี๋เพื่อแลกกับยาบำรุงกระเพาะอาหารมาหนึ่งเม็ด

            “คุณเย่ครับไม่ทราบว่าตอนนี้คุณซูอยู่ในบ้านพักหรือเปล่า?”

            เย่จื่ออี๋หันกลับไปมองบ้านพักเล็กน้อยแล้วหัวเราะอย่างขมขื่น “อยู่ค่ะแต่วันนี้คุณซูอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นจึงไม่อยากพบใคร”

            “ก็ได้ครับถ้าอย่างนั้นพวกเราไม่รบกวนคุณซูแล้ว” ชิวเตาอวี๋มีสีหน้าผิดหวังฉายชัดขึ้นมาก่อนจะประสานมือทำความเคารพ แล้วเดินตามชิวฉู่จีกับฟู่ลี่ไปขึ้นรถ 

            ความจริงแล้วเขาแค่อยากจะขอบคุณเรื่องยาสมานใจกับคุณซูต่อหน้าในขณะเดียวกันก็อยากจะทำความรู้จักกับคุณซูด้วยน่าเสียดายที่ไม่ได้เจอกันเลยสักครั้ง เขาจึงรู้สึกผิดหวังมาก

            เย่จื่ออี๋มองตามชิวเตาอวี๋และคนอื่นๆที่ขับรถจากไป ก่อนจะหยิบเช็คขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปในบ้านพักตากอากาศ 

            เธอนั่งลงบนโซฟาและจ้องมองไปทางซูฮ่าวที่ฝึกมวยในพื้นที่ภูเขาเพื่อระบายอารมณ์การคาดเดาต่างๆ นานาก็ปรากฏขึ้นในใจ 

            เรื่องอะไรกันแน่ที่ทำให้ซูฮ่าวโมโหได้ขนาดนี้

            ………………..

            โรงพยาบาลประชาชนเขตตงเฉิง 

            ภายในห้องผู้ป่วยพิเศษ ไป๋เหวินหลิงทอดสายตามองไปยังไป๋เจี๋ยที่หลับลึกอยู่บนเตียง ก่อนจะถอนหายใจออกมา 

            ก่อนหน้านี้ไป๋เจี๋ยสลบไปการทำงานของอวัยวะทุกส่วนในร่างกายลดต่ำลง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันเวลาเกรงว่าเธออาจจะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว 

            เมื่อคิดถึงคนที่ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอต้องตกอยู่ในสภาพนี้ภายในใจของไป๋เหวินหลิงก็รู้สึกโกรธแค้นซูฮ่าวมากยิ่งขึ้น 

            “ทำไมชีวิตของเสี่ยวเจี๋ยถึงได้น่าเศร้าแบบนี้!” แม่ของไป๋เจี๋ยนั่งปิดหน้าร้องไห้อยู่ข้างๆ น้ำตาไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง

            ดวงตาของพ่อไป๋เจี๋ยแดงก่ำแต่เขาเป็นผู้ชาย ตอนนี้เขาไม่สามารถแสดงความอ่อนแอออกมาได้ทำได้เพียงกลั้นน้ำตาเอาไว้และปลอบโยนภรรยาของตัวเองให้ดีที่สุด 

            เมื่อเห็นดังนั้นหัวใจของไป๋เหวินหลิงก็เหมือนมีเข็มนับพันมาทิ่มแทงเธอละสายตาออกจากริมฝีปากที่ขาวซีดของไป๋เจี๋ย แล้วก้มหน้าลงก่อนจะพูดออกมาด้วยความรู้สึกผิด “คุณลุงคุณป้า ฉันขอโทษจริงๆ นะคะ… ” 

            ถ้าไม่ใช่เพราะเธอปล่อยให้ซูฮ่าวอยู่เคียงข้างเธอ ไป๋เจี๋ยก็คงจะไม่พบกับเรื่องที่เลวร้ายขนาดนี้

            “เหวินหลิงเธออย่าพูดแบบนั้น ไม่มีใครคิดว่าซูฮ่าวจะทำเรื่องที่มันเลวร้ายแบบนี้ซึ่งก็พูดได้เพียงว่าต้องระวังคนที่คิดร้ายกับเราเรื่องนี้เธอจะต้องระวังขยะแบบนี้ให้มากนะ อย่าเป็นเหมือนเสี่ยวเจี๋ยหลังจากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้ว เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ฮือ… ” เมื่อพูดถึงประโยคหลัง แม่ของไป๋เจี๋ยก็ร้องไห้ออกมาอย่างอดไม่ได้

            พ่อของไป๋เจี๋ยปาดน้ำตาใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “หวังเพียงแค่เสี่ยวเจี๋ยจะเข้มแข็งขึ้นมาได้ฉันกลัวว่าเธอจะไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว”

            เมื่อเห็นท่าทางที่ทุกข์ระทมของพ่อแม่ไป๋เจี๋ย หางตาของไป๋เหวินหลิงก็มีน้ำตาไหลออกมาเล็กน้อย 

            ทั้งสองคนมีลูกสาวคนเดียวตอนนี้ลูกสาวของพวกเขายังต้องมาประสบพบเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนี้สำหรับพวกเขาทั้งคู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่สาหัสมาก 

            เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆกำหมัดกรอด แล้วกัดฟันพูดว่า “คุณลุงคุณป้าคะ ฉันจะไปที่สถานีตำรวจฉันจะต้องหาคำอธิบายมาให้ไป๋เจี๋ยให้ได้”

            หลังจากพูดจบเธอก็หมุนตัวเดินออกจากห้องผู้ป่วยพิเศษไป 

            จนกระทั่งเธอเข้าไปนั่งในรถปอร์เช่ในที่สุดน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมาเป็นสาย 

            เธอเกลียดซูฮ่าว!

            เกลียดมาก!

            เกลียดผู้ชายคนนี้ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานผู้ชายคนนี้ทำให้ไป๋เจี๋ยเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส! 

            และเธอก็เกลียดตัวเองที่ปล่อยให้คนชั่วแบบนั้นอยู่ข้างกาย!

            เพื่อนสนิทอย่างทังเมียวเมียวบอกให้เธอไล่ซูฮ่าวออกจากบ้านไปตั้งไม่รู้กี่ครั้ง แต่เธอก็ไม่ยอมทำแบบนั้นสักทีสุดท้ายก็เกิดเรื่องใหญ่ที่เธอจะต้องรับผิดชอบ 

            ไป๋เหวินหลิงต้องการหยิบทิชชูจากกระเป๋าเสื้อมาเช็ดน้ำตาแต่กลับเจอกระดาษ A4 แผ่นหนึ่ง

            กระดาษใบนั้นเป็นสูตรยาชะลอวัยแบบเจือจางที่ซูฮ่าวมอบให้กับเธอ 

            “ของของคนสารเลวฉันไม่ต้องการ!” เธอจ้องสูตรยานั้นอยู่สามวินาที ก่อนจะกัดฟันแล้วฉีกกระดาษแผ่นนั้นเป็นชิ้นๆแล้วโยนทิ้งนอกหน้าต่าง

            หลังจากฉีกเสร็จเธอก็สตาร์ตรถแล้วขับไปที่สถานีตำรวจตงเฉิงในทันที 

            ตอนที่กำลังจะขับผ่านสี่แยกมีหมาบ้าตัวหนึ่งที่วิ่งออกมาอย่างกะทันหัน 

            ไป๋เหวินหลิงตกใจควบคุมสติไม่อยู่ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนเธอไม่ทันได้ระวังตัว แต่ด้วยประสบการณ์ที่ขับรถมาหลายปีทำให้เธอหมุนพวงมาลัยเบี่ยงหลบได้อย่างอัตโนมัติ 

            “เอี๊ยด!”

            เสียงล้อบดกับถนนดังแสบแก้วหู ไป๋เหวินหลิงขับรถปอร์เช่หลบหมาตัวนั้นได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ขับเลยไปเลนฝั่งตรงข้าม 

            เธอยังไม่ทันได้ถอนหายใจออกมารถบรรทุกขนาดใหญ่ก็กำลังวิ่งสวนมาแล้วพุ่งมาทางรถปอร์เช่คันนั้นเหมือนกับเบรกแตก 

            ในตอนนั้นเหมือนเวลาหยุดหมุน 

            ไป๋เหวินหลิงเหมือนกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสายสมองขาวโพลน

            “โครม!”

            เสียงกระแทกดังกึกก้องรถปอร์เช่ชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ก่อนจะกระเด็นออกไปตามพื้นชิ้นส่วนรถแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ

            ภาพเหตุการณ์นั้นดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อยู่โดยรอบจำนวนไม่น้อย

            คนที่มีเจตนาดีบางคนหน้าเปลี่ยนสีแล้วรีบเข้าไปตรวจดูสภาพของคนที่อยู่ในรถปอร์เช่ 

            ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งกลับส่ายหน้าแรงชนรุนแรงขนาดนี้ ต่อให้คนที่อยู่ในรถปอร์เช่มีเก้าชีวิต ก็ต้องตายอยู่ดี 

            คนขับรถบรรทุกเปิดประตูออกมาใบหน้าของเขาซีดขาวไร้สีเลือด พร้อมกับพุ่งตัวไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่งปากก็พูดพึมพำไม่หยุดว่า ‘อย่าเป็นอะไรนะ’ 

            เพียงแต่ในใจของเขาหมดหวังไปตั้งนานแล้วรถคันนั้นโดนชนจังๆ โอกาสที่คนในรถปอร์เช่จะรอดชีวิตนั้นเท่ากับศูนย์ 

            แต่ที่ทำให้ทุกคนตกใจก็คือ 

            ภายในรถปอร์เช่ที่แหลกละเอียดร่างกายของไป๋เหวินหลิงถูกปกคลุมด้วยแสงสีม่วงแดงนอกจากตรงหน้าผากที่มีรอยขีดข่วนเล็กน้อย ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย 

            ทันทีที่ภาพเหตุการณ์นี้ปรากฏขึ้นทุกคนล้วนตกใจเป็นอย่างมาก!

            ………………..

    1รักษาม้าตายเหมือนม้าเป็น (死马当活马医) สำนวนจีน อุปมาถึงเรื่องที่รู้ชัดว่าไม่มีความหวังแล้วแต่ยังมีความหวังเลือนราง ลองพยายามเต็มที่ มักจะใช้หมายถึงความพยายามครั้งสุดท้าย

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน