ถูกผู้ชายแปลกหน้าอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน หลิวเยว่หรูกลับไม่หน้าแดงเลยสักนิด เธอเพียงแค่จ้องมองหลินเฟิงด้วยสายตาสงบนิ่งแล้วพูดว่า "คุณ... รีบปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้!"
"ขี้งก!" หลินเฟิงเบ้ปาก จากนั้นก็พูดออกไปโดยไม่ทันคิดว่า "ช่างเถอะ ต่อให้ฉันพิการจริง ๆ ก็ไม่้าให้เธอมารับผิดชอบหรอก แบบนี้พอใจหรือยัง?"
บนใบหน้าของหลิวเยว่หรูมีสีหน้าแปลกประหลาดพาดผ่าน เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนเล็กน้อยว่า "เด็กดี! เชื่อฟังหน่อยสิ! รีบปล่อยฉันลงเถอะ ฉันะโลงไปเองได้"
"พรืด!" หลินเฟิงแทบจะกระอักเืเก่าออกมา นี่เธอกำลังหลอกล่อเด็กอยู่หรือไง? เขาดูหน้าเด็กขนาดนั้นเลยเหรอ? หลินเฟิงจึงถลึงตาใส่หลิวเยว่หรูอย่างหงุดหงิด จากนั้นก็อุ้มเธอปีนขึ้นไปบนหน้าต่างทั้งอย่างนั้น
"คุณจะอุ้มฉันะโลงไปจริง ๆ เหรอ?" หลิวเยว่หรูจ้องมองหลินเฟิงเขม็งพลางเอ่ยถาม
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์หลินเฟิง ได้รับหีบสมบัติเงิน 1 ใบ!]
ในที่สุดก็ถ่วงเวลาจนครบ 20 วินาที หีบสมบัติเงินตรงหน้ากลายเป็แสงวูบหนึ่งแล้วหายวับไป และในตอนนี้ ภายในห้องส่วนตัวก็ถูกเปลวเพลิงอันร้อนระอุกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว หลินเฟิงถึงกับรู้สึกได้ถึงความเ็ปแสบร้อนที่แผ่ซ่านมาจากแผ่นหลังของตัวเองเป็ระลอก ๆ
จะมัวชักช้าต่อไปไม่ได้แล้ว ะโเถอะ! หวังว่าร่างกายของตัวเองจะสามารถทนรับน้ำหนักของคนสองคนได้นะ?
จู่ ๆ หลินเฟิงก็ก้มหน้าลงไปฉีกยิ้มร้ายกาจให้หลิวเยว่หรู จากนั้นก็พูดอย่างรวดเร็วว่า "ในเมื่อเธอไม่ยอมให้ฉันเป็เบาะมนุษย์ ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะเอาผู้หญิงงี่เง่าอย่างเธอมาเป็เบาะมนุษย์แทนก็แล้วกัน!"
"หา?" หลิวเยว่หรูอึ้งไปเลย
"ฮึบ!" ไม่เปิดโอกาสให้หลิวเยว่หรูได้ตั้งตัว หลินเฟิงก็อุ้มเธอะโทะยานลงมาจากหน้าต่างชั้นสองทันที
"กรี๊ดดด!" หลิวเยว่หรูกอดหลินเฟิงเอาไว้แน่นตามสัญชาตญาณ พร้อมกับกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว
ในขณะเดียวกัน ฝูงชนที่มุงดูอยู่ด้านล่างเมื่อเห็นฉากนี้ ต่างก็ส่งเสียงฮือฮาดังอื้ออึงขึ้นมาทันที
"ดูนั่นสิ! มีคนะโตึกแล้ว!"
"ว้าว! เขาอุ้มผู้หญิงลงมาด้วย!"
"วีรบุรุษช่วยสาวงามนี่นา!"
"ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตกลงมาตายหรือเปล่า?"
"ถึงไม่ตายก็ต้องพิการล่ะวะ!"
"รีบถ่ายคลิปเร็วเข้า!"
"กำลังถ่ายอยู่นี่ไง!"
...
หลินเฟิงที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศมีสีหน้าที่สงบนิ่งมาก เขาพยายามปรับท่าทางของตัวเองอย่างสุดความสามารถ เพราะเกรงว่าถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาจะกลายเป็เอาหลิวเยว่หรูมาทำเป็เบาะมนุษย์เข้าจริง ๆ
และในตอนนั้นเอง จู่ ๆ หลิวเยว่หรูก็เอ่ยปากขึ้นมาว่า "ฉันตกลง..."
ตึง!
หลิวเยว่หรูยังพูดไม่ทันจบประโยค ขาทั้งสองข้างของหลินเฟิงก็กระแทกลงบนพื้นปูนซีเมนต์อันแข็งกร้าวอย่างแรง
แรงโน้มถ่วงอันมหาศาลทำให้ขาทั้งสองข้างของหลินเฟิงงอพับลงมาทำมุม 90 องศา พื้นปูนซีเมนต์ใต้ฝ่าเท้าก็ทนรับพละกำลังอันมากมายมหาศาลนี้ไม่ไหว ถึงกับแตกร้าวเป็รอยแยกคล้ายกับใยแมงมุมเลยทีเดียว!
เงียบ! สถานที่เกิดเหตุตกอยู่ในความเงียบสงัด!
จู่ ๆ หลินเฟิงก็มองหลิวเยว่หรูที่อยู่ในอ้อมกอดด้วยความสงสัย "เธอตกลงอะไรกับฉันนะ?"
หลิวเยว่หรูจ้องมองหลินเฟิงอย่างเหม่อลอยแล้วถามว่า "ฉ... ฉัน... น... คุณไม่เป็อะไรเลยเหรอ?"
"เธอหวังให้ฉันเป็อะไรไปงั้นเหรอ?" หลินเฟิงไม่ตอบแต่กลับเป็ฝ่ายถามกลับ
"ฉัน... ไม่ได้หมายความแบบนั้นเสียหน่อย" หลิวเยว่หรูตอบกลับด้วยความกระอักกระอ่วน
"ฉันดูออกนะว่าเธอหมายความแบบนั้นแหละ!"
"..."
"เฮ้!" หลังจากเงียบไปได้ชั่วครู่ ฝูงชนรอบข้างก็ะเิเสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ขึ้นมาอีกครั้ง
หลินเฟิงอุ้มหลิวเยว่หรูะโลงมาจากชั้นสอง กลับไร้รอยขีดข่วนใด ๆ แถมหลังจากลงถึงพื้นแล้วยังมีอารมณ์มาหยอกล้อกันอีก ภาพที่เห็นนี้มันช่างกระตุ้นความรู้สึกของบรรดาฝูงชนที่นั่งกินแตงโมพวกนี้ได้ลึกซึ้งจริง ๆ
"นี่เขายังเป็คนอยู่หรือเปล่าเนี่ย?"
"แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!"
"นั่นมันความสูงตั้งหกเจ็ดเมตรเลยนะเว้ย!"
"หมอนั่นอุ้มคนะโลงมาคนหนึ่ง แถมยังไม่เป็อะไรเลยเหรอเนี่ย?"
"นี่มันยอดมนุษย์ชัด ๆ "
"ฉันจะเข้าไปถ่ายยอดมนุษย์ใกล้ ๆ รบกวนทุกคนช่วยหลีกทางหน่อย!"
"ไสหัวไป! ฉันกำลังถ่ายอยู่เว้ย!"
...
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดรถดับเพลิงก็มาถึงที่เกิดเหตุ จากนั้นก็เข้าสู่ปฏิบัติการดับไฟอันตึงเครียด
ภายใต้ความร่วมมือของเ้าหน้าที่ดับเพลิงและประชาชน ในที่สุดกองเพลิงนี้ก็ถูกดับลง แต่ความเสียหายของภัตตาคารซุ่ยเซียวโหลวในครั้งนี้ถือว่าสาหัสเอาการ!
โถงใหญ่ชั้นหนึ่งทั้งโถงถูกเผาจนราบเป็หน้ากลอง ส่วนห้องส่วนตัวบนชั้นสองก็เหลือรอดจากการถูกไฟลามเลียเพียงแค่ห้องสองห้องเท่านั้น...
ณ มุมถนนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากฝูงชน หลิวเยว่หรูดูเหมือนจะมีธุระด่วนต้องรีบไปจัดการ เธอทิ้งเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ให้หลินเฟิง จากนั้นก็รีบร้อนจากไป
หลินเฟิงส่ายหน้าอย่างหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกแล้วพูดว่า "ฉันก็ไม่ได้้าให้เธอมาเลี้ยงดูจริง ๆ เสียหน่อย ทำไมถึงชิ่งหนีไวขนาดนี้เนี่ย? ขี้งกชะมัด!"
"แหม! วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเรากำลังว่าใครขี้งกอยู่เหรอคะ?" จู่ ๆ ก็มีเสียงใสแจ๋วดังขึ้นข้างหู หลินเฟิงหันไปมอง ก็พบว่าเป็จางเสี่ยวมานที่เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของเขานั่นเอง
หลินเฟิงตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ ก่อนจะพูดด้วยความกระอักกระอ่วนว่า "เอ่อ ขอโทษทีนะ เกือบจะลืมเธอไปซะสนิทเลย"
"ใครบางคนพอได้รู้จักกับคนสวยระดับนางฟ้า ก็ต้องลืมคนธรรมดาอย่างฉันอยู่แล้วล่ะ" จางเสี่ยวมานตอบกลับอย่างงอน ๆ
"หึ ๆ เท้าของเธอไม่เป็อะไรแล้วเหรอ?" หลินเฟิงลูบจมูกตัวเอง ก่อนจะรีบเปลี่ยนเื่คุยทันที
ใบหน้าของจางเสี่ยวมานแดงระเรื่อ เธอตอบกลับด้วยความเขินอายว่า "อืม ไม่เป็อะไรแล้วล่ะค่ะ"
"ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว หึ ๆ " หลินเฟิงตอบกลับแก้เขิน
"วันนี้ต้องขอบคุณคุณมากจริง ๆ นะคะหลินเฟิง" จางเสี่ยวมานพูดกับหลินเฟิงด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นมา
"เื่เล็กน้อยน่ะ ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก" หลินเฟิงหัวเราะฮ่า ๆ
"เอาเป็ว่าพวกเราไปหาที่กินข้าวกันต่อดีไหมคะ? ถือซะว่าเป็การเรียกขวัญกำลังใจกลับมา?" จางเสี่ยวมานเสนอขึ้นมาอย่างกะทันหัน "เดี๋ยวมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง เป็ไงคะ?"
หลินเฟิงลูบท้องที่เพิ่งจะอิ่มไปได้แค่เจ็ดส่วนของตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าแล้วพูดว่า "ตกลง! งั้นพวกเราไปหาร้านปิ้งย่างริมทางกินกันแบบง่าย ๆ ดีไหม?"
"คิก ๆ นี่คุณกำลังคิดจะช่วยฉันประหยัดเงินอยู่หรือเปล่าคะเนี่ย?" จางเสี่ยวมานปิดปากหัวเราะ
หลินเฟิงชี้ไปที่ท่อนบนที่เปลือยเปล่าของตัวเอง ก่อนจะส่งยิ้มขื่นแล้วพูดว่า "ก็สภาพฉันตอนนี้ ร้านอาหารที่ไหนเขาจะกล้าให้ฉันเข้าไปล่ะ?"
"คิก ๆ จะว่าไปแล้ว กล้ามเนื้อบนตัวคุณนี่มันก็ดูดีไม่เบาเลยนะคะ!" ดวงตาของจางเสี่ยวมานเป็ประกายวาววับ
"นี่เธอแอบบ้าผู้ชายเหมือนกันนะเนี่ย?"
"ชมแค่นิดหน่อย คุณก็จะลอยขึ้น์แล้วเหรอ?"
"เลิกพูดมากได้แล้ว ไปเป็เพื่อนฉันซื้อเสื้อผ้าสักชุดก่อน เดี๋ยวพวกเราค่อยไปหาอะไรกินกันต่อ"
"ได้เลย!"
...
แม้ว่าตอนนี้จะเป็เวลาประมาณสามทุ่มแล้ว แต่ห้างสรรพสินค้าบางแห่งก็ยังไม่ปิดทำการ
จางเสี่ยวมานพาหลินเฟิงเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแบรนด์กีฬาแห่งหนึ่ง แถมยังลงมือเลือกชุดกีฬาให้เขาด้วยตัวเอง จนกระทั่งจับหลินเฟิงแต่งตัวใหม่จนหล่อเหลาดูดีแล้ว เธอถึงได้ลากเขาไปหาของกินต่อที่ร้านอาหารแผงลอยริมทาง
ในครั้งนี้ ท่าทีของจางเสี่ยวมานที่มีต่อหลินเฟิงเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือเลยทีเดียว พูดให้ถูกก็คือ เธอกระตือรือร้นเสียจนเกินพอดีไปด้วยซ้ำ
บนโต๊ะอาหาร จางเสี่ยวมานเอาแต่คีบกับข้าวให้หลินเฟิงไม่หยุด ราวกับกลัวว่าเขาจะกินไม่อิ่ม พอหลินเฟิงบอกว่าอยากดื่มเบียร์สักหน่อย จางเสี่ยวมานก็สั่งเบียร์มาลังหนึ่งโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง จากนั้นเธอก็ดื่มเป็เพื่อนหลินเฟิงอย่างสนุกสนาน
หลังจากดื่มไปได้สักพัก ใบหน้าของทั้งสองคนก็เริ่มมีอาการมึนเมาปรากฏให้เห็น อาศัยจังหวะที่หลินเฟิงไปเข้าห้องน้ำ จางเสี่ยวมานก็รีบวิ่งไปจ่ายบิลค่าอาหารอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุด ทั้งสองคนก็ประคองกันขึ้นรถแท็กซี่คันหนึ่ง หลังจากที่จางเสี่ยวมานบอกที่อยู่กับคนขับเสร็จ เธอก็เอนศีรษะซบลงบนไหล่ของหลินเฟิงแล้วหลับไป
แม้ว่าหลินเฟิงจะเมาอยู่บ้าง แต่สมองของเขาก็ยังคงแจ่มใสดี ดูจากท่าทางของจางเสี่ยวมานแล้ว หรือว่าเธอคิดจะพาเขากลับไปที่บ้านของเธอเองงั้นเหรอ?
เอ่อ! ชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว ขอเวลาฉันตั้งสติสักแป๊บ...
เป็ไปตามที่หลินเฟิงคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด เมื่อรถแท็กซี่พาคนทั้งสองมาจอดอยู่ตรงหน้าประตูหมู่บ้านอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง จางเสี่ยวมานก็หน้าแดงซ่านพลางเอ่ยกับหลินเฟิงว่า "หลินเฟิง คุณอยากจะเข้าไปนั่งพักที่บ้านฉันก่อนไหม? เดี๋ยวฉันจะรินน้ำชาให้คุณดื่มแก้เมาค้างนะคะ?"
หลินเฟิงจ้องมองจางเสี่ยวมานด้วยสีหน้าแปลก ๆ อยู่นานสองนาน ก่อนจะฉีกยิ้มร้ายกาจแล้วถามว่า "แล้วหลังจากนั้นล่ะ?"
เมื่อจางเสี่ยวมานได้ยินดังนั้น เธอก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่พวงแก้มทั้งสองข้างจะแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เธอก้มหน้างุด สองมือประสานกันบิดชายเสื้อเชิ้ตของตัวเองไปมาด้วยความกระสับกระส่าย เห็นได้ชัดเลยว่าภายในใจของเธอไม่สงบเอาเสียเลย!
"เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน!" หลินเฟิงยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"อ้าว? ทำไมล่ะคะ?" จางเสี่ยวมานเงยหน้าขึ้นมามองขวับ
"ฉันยังไม่ได้เตรียมใจมาน่ะสิ" หลินเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"พรืด!" จางเสี่ยวมานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เธอถลึงตาใส่หลินเฟิงพลางเอ่ยว่า "ฉันก็แค่ชวนคุณเข้าไปนั่งพักที่บ้านเฉย ๆ เองนะ ในหัวของคุณกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย?"
"ก็ต้องคิดเื่เดียวกับที่เธอเพิ่งจะคิดไปเมื่อกี้นี้ไงล่ะ!" หลินเฟิงสวนกลับ
"คนลามก!"
"อ้าว? นี่เธอคิดไม่ซื่อกับฉันจริง ๆ ด้วยสินะ!"
"หลินเฟิง คุณนี่มัน... บ้าที่สุด!"
"ฮ่า ๆ "
...
หลินเฟิงปฏิเสธคำเชิญของจางเสี่ยวมาน จากนั้นเขาก็เดินทางกลับบ้านของตัวเองเพียงลำพัง ไม่ใช่ว่าเขามองข้ามจางเสี่ยวมานหรอกนะ แต่เป็เพราะว่าในกระเป๋าไม่มีเงินต่างหาก เขาเลยไม่กล้าจีบสาวซี้ซั้ว!
สรุปก็คือ หลินเฟิงรู้สึกได้ว่าจางเสี่ยวมานแค่ถูกใจในเงินของเขาเท่านั้น อีกฝ่ายถึงได้แสดงท่าทีกระตือรือร้นกับเขามากขนาดนี้
และหลินเฟิงเองก็ไม่ได้มีเงินมากมายอะไรแล้วจริง ๆ เหตุผลที่ยอมทุ่มเงินห้าแสนซื้อนาฬิกาข้อมือเรือนนั้น ก็เพื่อฉวยโอกาสเก็บหีบสมบัติทองแดงบนตัวของจางเสี่ยวมานมาให้ได้เท่านั้นเอง
เงินในบัญชีธนาคารเหลืออยู่แค่สี่แสนหยวนแล้ว เงินแค่นี้ลำพังตัวเขาเองยังไม่พอใช้เลย แล้วเขาจะหาใครมาช่วยผลาญเงินเพิ่มอีกคนได้ยังไงล่ะ?
ในตอนที่ยังหาเงินได้ไม่มากพอ ก็จำต้องอดทนต่อสิ่งยั่วเย้าทั้งปวงให้ได้!
พอคิดถึงซูเม่ย สีหน้าของหลินเฟิงก็แปลกประหลาดขึ้นมา ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะเอาเื่ของเขาไปฟ้องหรือเปล่า?
วันนี้หลินเฟิงสวมเสื้อกาวน์สีขาวเดินสายต้มตุ๋นไปทั่ว เื่นี้จะว่าเล็กก็เล็ก จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ ถ้าเกิดซูเม่ยผีเข้า เอาเื่ของเขาไปฟ้องผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลล่ะก็ คงได้ปวดหัวแน่ ๆ
ช่างเถอะ เธออยากทำอะไรก็ปล่อยเธอไป ตราบใดที่เขายืนกรานกระต่ายขาเดียวไม่ยอมรับ เธอก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี...