“ท่านแม่เ้าคะ วันนี้ข้ารู้จากอี้เหมยว่าท่านแม่เป็ผู้สอนนางปักผ้า เหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นท่านปักผ้าเลยเล่า?” หลินหยุนซีเอาแก้วดินเผาใส่น้ำเปล่าแล้วแอบผสมน้ำในทะเลสาบเซียนลงไปเล็กน้อยเพื่อส่งให้นางซูซุนลี่
“่นี้ต้องไปลงแปลงนาเพราะพ่อกับลุงใหญ่ของเ้าต้องออกเรือและไปทำงานนอกบ้านที่บ้านเลยมีแรงงานไม่พอน่ะ อ่า นี่แม่คงจะกระหายน้ำมากกระมัง ดื่มน้ำของเ้าแม่เลยรู้สึกสดชื่นเป็พิเศษหรือไม่ก็เพราะเป็เ้าที่ยกมาให้แม่” ซูซุนลี่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
“ก็น้ำธรรมดานั่นแหละเ้าค่ะ ท่านแม่เ้าคะแล้วท่านยังมีผ้าปักที่ยังไม่ได้ขายอยู่หรือไม่ ข้ากะว่าหากอี้เหมยนำผ้าปักไปขาย ข้าจะได้ไปกับนางด้วย” หลินหยุนซีส่งสายตาวิ้งๆ ให้มารดา จนถูกเขกมะเหงกไปหนึ่งที
“ไม่ต้องทำหน้าเช่นนั้นเลย ผ้าปักของแม่ไม่ได้งดงามอย่างที่เ้าคิด ตอนนี้ฝีมือของอี้เหมยนำแม่ไปไกลโขแล้วล่ะ หากเ้าอยากเห็นก็ไปเปิดดูในหีบไม้ของแม่เอาเถิด”
หลินหยุนซีไม่รอช้า นางรีบเดินไปที่หีบไม้ส่วนตัวของซูซุนลี่แล้วค้นหาผ้าปักที่ว่า “ท่านแม่ปลอกหมอนอันนี้ใช่หรือไม่ ไอ้หยา งามยิ่งนัก ข้าจะเอาไปขายให้ท่านเอง”
“ได้สิ เ้านำไปขายที่ร้านเจียงเหมยนะ”
“ได้เลยเ้าค่ะ” หลินหยุนซียิ้มอย่างพึงพอใจ
สามวันต่อมา
การดำเนินชีวิตของหลินอยู่ซีก็เป็อย่างเรียบเรื่อย ทั้งซักผ้าให้อาหารไก่ หากมีเวลาว่างก็จะปะทะฝีปากกับหลินตี้และนางหลินฮวา เมื่อวานหลินตี้พยายามยัดเยียดให้หลินหยุนซีซักผ้าให้นางด้วยเพราะกลัวว่ามือจะด้าน แต่มีหรือที่หลินหยุนซีจะยอม นางจึงไปเอ่ยถามแม่เฒ่าหลินว่าที่ผ้าของหลินตี้ใครต้องเป็คนซัก และนั่นจึงทำให้หลินตี้ถูกแม่เฒ่าดุ แม้จะดุอย่างไม่จริงจังนัก และยังด่าไปถึงนางหลิวลี่ฮวาที่ไม่สอนลูกให้ดี
วันนี้หลังจากการไปซักผ้าและรดน้ำผักแล้ว หลินหยุนซีก็เดินไปหาหลินอี้เหมยดังเช่นทุกครั้ง โดยอ้างกับแม่เฒ่าหลินว่านางกำลังให้หลินอี้เหมยสอนปักผ้า เพราะนางซูซุนลี่ไม่ว่าง หากนางปักผ้าได้อีกคนที่บ้านจะได้มีรายได้เพิ่มอีกทาง ส่วนนางหลิวลี่ฮวาที่ปักผ้าไม่เป็นั้นก็จำต้องลงไปช่วยงานที่แปลงนาแทน และเพราะการเฝ้ามองของแม่เฒ่าหลิน นางหลิวลี่ฮวาจึงยากที่จะแอบอู้งาน
“อี้เหมยๆ เ้าเตรียมของเรียบร้อยหรือยัง หากช้ากว่านี้แดดจะเผาเอาได้”
“เสร็จแล้วข้าทำได้ 52 อัน ส่วนนี่ผ้าปักของเ้า เ้ารีบเอาไปเก็บไว้เถิดหากมีคนเห็นจะสงสัยเอาได้ เมื่อวานท่านแม่ข้าไปคุยกับท่านย่ามาด้วยล่ะ ท่านย่าจะให้ส่วนแบ่งเวลาขายผ้าปักไว้ใช้เป็สินเดิมของข้า” หลินอี้เหมยส่งผ้าปักให้หลินหยุนซี หลินหยุนซีจึงรีบทำทีว่าใส่เข้าไปในอกเสื้อ แต่จริงๆ แล้วนำใส่เข้าไปในช่องว่าง ไว้รอตอนเดินไปอำเภอค่อยลงขายในระบบร้านค้า
ระหว่างที่ลูกพี่ลูกน้องบ้านหลินทั้งสองกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ หลินตี้ก็เดินเข้ามาพอดี
“นี่พวกเ้ากำลังจะไปไหนกัน? งานบ้านทำเสร็จแล้วหรือ”
“เหตุใดข้าต้องบอกเ้าด้วย เ้าเป็ท่านย่ารึอย่างไรกัน?” หลินหยุนซีส่งเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความรำคาญ
“นี่เ้า!! ฮึ่ม! รอให้ท่านพ่อข้ากลับมาก่อนเถิด ข้าจะฟ้องท่านพ่อแน่ อี้เหมยเ้าจะไปไหน” ในเมื่อถามความกับหลินหยุนซีไม่ได้ หลินตี้จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่หลินอี้เหมยแทน
“เอ่อ..” หลินอี้เหมยสบตากับหลินหยุนซีแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าจะนำผ้าปักของข้าไปขาย ส่วนซีซีก็นำผ้าปักของอาสะใภ้สามไปขายที่อำเภอเช่นกัน”
เมื่อได้ยินว่านำผ้าปักไปขายร้าน หลินตี้ก็หมดความสนใจ แต่ก็ยังไม่วายจะเอ่ยแดกดันหลินหยุนซี “หาเื่หนีงานละสิไม่ว่า ผ้าปักน่ะไปขายแค่คนเดียวก็พอแล้ว”
“นั่นมันเื่ของข้า เ้ามายุ่งอะไรด้วย หรืออยากไปด้วยกันไหม มาๆ” หลินหยุนซีดึงมือเชื้อเชิญหลินตี้เพราะรู้ดีว่าคนอย่างนางไม่อยากตากแดดตากลมเป็แน่
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!! จะไปไหนก็ไปไป๊ นี่อี้เหมยข้าฝากเอาผ้าปักของข้าไปขายด้วย” หลินตี้ว่าพลางหยิบผ้าปักสามผืนใส่มือหลินอี้เหมยก่อนจะเชิดใส่หลิวหยุนซี
‘ผีเข้าผีออกอะไรของนาง’
หลิวหยุนซีได้แต่คิดแล้วปล่อยผ่าน หากไม่ได้ล้ำเส้นกันจนเกินไป นางก็จะปล่อยผ่านเพราะอย่างไรเด็กพวกนี้ก็อายุเพียงแค่ 14 หนาวเท่านั้นจะมามีความคิดความอ่านเทียบเท่านางที่มีชีวิตอยู่ถึงสองภพสองชาติได้อย่างไร
หลินหยุนซีและหลินอี้เหมยเดินจากบ้านไปตัวอำเภอใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม โดยระหว่างทางหลินหยุนซีก็ชวนหลินอี้เหมยสนทนาเื่ราวต่างๆ มากมายเพื่อแก้เบื่อ หากเป็ชีวิตก่อนหน้านี้ของนางคงไม่มีทางเดินระยะทางไกลขนาดนี้แน่ อย่างน้อยก็มีพาหนะคู่ใจอย่างจักรยานคันโก้
“คนเยอะยิ่งนัก” หลินหยุนซีค่อนข้างตื่นตาตื่นใจ หากจะกล่าวว่าเป็ครั้งแรกที่ได้มาเดินตลาดของโลกนี้ก็ไม่ผิดนัก
“คงไม่เยอะเหมือนตลาดที่เ้าไปซื้อลูกปัดหรอก นี่เป็เพียงตลาดในอำเภอเท่านั้น” หลินอี้เหมยคิดว่าหลินหยุนซีพูดเล่น นางจึงไม่ได้ติดใจอันใด
“แล้วร้านเครื่องประดับอยู่ไกลหรือไม่?”
“เลยหัวโค้งนี้ไปก็ถึงแล้วล่ะ เฮ้อ ข้าตื่นเต้นชะมัด เ้าว่ากำไลของพวกเราจะขายได้ถึง 8 อีแปะหรือไม่?” หลินอี้เหมยเอ่ยอย่างกังวล แม้กำไลพวกนี้จะงดงามและแปลกตา แต่ใช้เวลาทำสั้นนัก หากขายได้เท่าผ้าปักก็คงจะดี ผ้าเช็ดหน้าปักหนึ่งผืนนางใช้เวลาปักราวๆ สองวันถ้าเป็ลายพื้นๆ แต่หากเป็ลายยากและต้องประณีตบางผืนต้องใช้เวลาถึงห้าวันเลยทีเดียว ส่วนกำไลลูกปัดนั้น หนึ่งวันนางสามารถร้อยได้มากเกือบยี่สิบอัน เห็นได้ชัดว่าการทำกำไลข้อมือลูกปัดนั้นประหยัดเวลามากกว่าตั้งแยะ
หลินหยุนซีแทบหัวทิ่มเมื่อได้ยินราคาที่หลินอี้เหมยเอ่ย ของแปลกใหม่และสวยงามถึงเพียงนี้มีราคาแค่ 8 อีแปะได้อย่างไรกัน!
“เื่เจรจาข้าจัดการเอง เ้ารอรับส่วนแบ่งก็พอ” พูดจบนางก็สูดหายใจเฮือกใหญ่เพื่อเรียกความมั่นใจก่อนจะเดินไปร้านเครื่องประดับร้านแรกอย่างอาจหาญ
ณ ร้านเครื่องประดับสุ่ยซุน
ภายในร้านมิได้หรูหราอย่างที่หลินหยุนซีวาดภาพไว้ เครื่องประดับก็มีไม่มากเท่าสักเท่าไร อีกทั้งยังดูเก่าคร่ำครึ ที่ยังอยู่ได้ก็คงเป็เพราะที่อำเภอแห่งนี้มีร้านเครื่องประดับเพียงแห่งเดียว
หลินหยุนซีมองหาพนักงานก็ไม่เจอ มีเพียงหญิงวัยกลางคนที่ฟุบนอนบนโต๊ะ
“พี่สาวท่านนี้ ข้ามาขายของเ้าค่ะ” หลินหยุนซีเคาะโต๊ะแล้วเอ่ยเอื้อน
เสียงเคี้ยวน้ำลายดังแจ๊บๆ ก่อนที่หญิงสาวที่แต่งหน้าหนาเตอะจะเงยหน้าแล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ร้านเราไม่รับซื้ออะไรทั้งสิ้น หากไม่มีเงินก็อย่ามาเล่นลิ้นที่นี่ ร้านข้าเป็ร้านขายเครื่องประดับมิใช่ร้านรับซื้อเครื่องประดับ”
หลินหยุนซีนับลมหายใจเข้าลมหายใจออกเพื่อสะกดกลั้นความไม่พอใจ “พี่สาวคนงามท่านยังไม่ทันจะดูเลยว่าข้าเอาอะไรมาขาย แต่ท่านกลับปฏิเสธเสียก่อน นี่ไม่ใช่ว่าพลาดของดีหรอกเหรอ”
เ้าของร้านดูจากเสื้อผ้าที่ผู้มาใหม่ทั้งสองสวมใส่ก็ตีประเมินไปแล้วว่าไม่น่าจะมีของน่าสนใจและคงไม่ซื้อสินค้าร้านตน หรือหากจะซื้อก็คงเป็เพียงปิ่นไม้ธรรมดาไม่กี่อีแปะเท่านั้น
“ข้า!..ไม่!..ดู! ข้าไม่ซื้อด้วย ส่วนพวกเ้าหากจะซื้ออะไรก็ซื้อ ไม่ซื้อก็ออกไป”
“ท่านพลาดแล้ว ทำการค้าแบบนี้อีกไม่นานท่านจะต้องเสียใจ” หลินหยุนซีพูดทิ้งท้ายก่อนจะจูงมือหลินอี้เหมยออกจากร้านขายเครื่องประดับและไม่คิดหันหลังกลับมา