The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่87 เผชิญหน้ากับนักรบเงา3

                เสียงวุ่นวายดังมาจากทิศตะวันออก

                “ทางนั้นมีเรื่องอะไรกันนะ..เสียงดังเชียว” เซเลน่ากล่าว

                “รีบไปดูกันเถอะค่ะ..ตรงนั้นอาจมีเรเวลอยู่ก็ได้ ” 

                เซซิเลียกล่าวจบแล้วรีบวิ่งไปทันที

                “เห้ยย..เดี๋ยว!!!..เซซิเรียรอฉันด้วยสิ!!”

                เซเลน่ารีบวิ่งตามเซซิเลียไป

                ……………………………….

                “แกรู้แค่นี้งั้นสินะ” นักรบเงาถาม

                “ใช่แล้ว..หมอนั่นอยู่ห้องS..ชื่อเรเวลละมั้ง..ถ้าจำไม่ผิดล่ะนะ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งตอบไปแบบนั้น

                “แล้วสรุปพวกแกไม่รูู้ว่าเจ้านั่นอยู่ที่ไหนงั้นสินะ” นักรบเงาถามต่อ

                “…”  ทุกคนเงียบกริบทันที

                หลังจากนั้นนักรบเงาเริ่มรวบรวมพลังเวทย์เพื่อจะทำบางอย่าง

                “ดะ..เดี๋ยวก่อน..แล้วแกจะตามหาคนที่ชื่อเรเวลทำไมล่ะ?" ชายคนที่ชื่อเคโระเอ่ยถาม

                “ฉันก็จะฆ่ามันไงล่ะ…แต่ดูท่าทางคงจะได้ฆ่าพวกแกก่อนซะแล้วว”

                “เห้ยยย…ชิ..หนอยแน่”

                หลายคนพยายามดึงหอกจากตัวเองแต่ดึงไม่ไหว

                “ต่อให้พวกแกรอดไปในวันนี้..สักวันในอนาคตถ้าหากแผนการของท่านผู้นั้นสำเร็จ..พวกแกทุกคนก็จะต้องตายอยู่ดี..ฉะนั้นฉันจะฆ่าทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้ไปพร้อมๆกับเจ้ามนุษย์ผมขาวนั่นเลย”

                นักรบเงาลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงแล้วรวบรวมพลังเวทย์มหาศาลเพื่อใช้การโจมตีที่รุนแรงที่สุด

                นักเรียน รร.อัศวินเวทย์มนต์..มองนักรบเงาที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า

                “สุดท้ายห้องDอย่างพวกเรา..ห้องที่กระจอกที่สุดใน รร.อัศวินเวทย์มนต์..ก็ต้องมาจบแบบนี้สินะ"

                “เห้ออ..ฉันยังไม่อยากตายเลยนะ…โสดสนิทติดทนนานแบบนี้..ก็อยากจะมีความฝันได้จับหน่มน้มกับเขาสักครั้งนึงบ้างจัง”

                “นายพูดบ้าอะไรน่ะเคโระ..แถวนี้มีผู้หญิงอยู่นะเว้ยย..”

                “เห้ออ..จะใครอยู่ก็ช่างเถอะ..สุดท้ายก็ตายกันหมดนี่แหละ”

                นักรบเงาสร้างหอกสีดำยักษ์หลายเล่มจนครอบคลุมพื้นที่ทั่วเมืองหลวงในเวลาไม่นาน  

                “นะ..นั่นมันอะไรน่ะ..”

                “วะ..วันสิ้นโลกงั้นหรอ”

                ประชากรหลายคนในเมืองหลวงทั้งบริเวณตลาด อาคาร โรงเรียน สถานที่ราชการ ไม่เว้นแม้กระทั่งประสาทราชวงศ์ทั้ง5 แห่ง ผู้คนต่างชะโงกหน้าออกมา..มองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืด..เนื่องจากถูกหอกสีดำทมิฬจำนวนมากบดบังแสงอาทิตย์

                “นะ..นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน !?” ไอรีนมองภาพนั้นด้วยความตกใจ

                “เซซิเลีย..เธอเห็นท้องฟ้านั่นมั้ย!!” เซเลน่าที่วิ่งไปทางทิศตะวันออกพร้อมกับเซซิเลีย..หยุดวิ่งแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

                “พะ..พะ..พลังเวทย์มหาศาลมาก!?..การโจมตีนั่นคงมีระดับรุนแรงพอที่จะทำลายเมืองนี้ทั้งเมืองได้เลยนะคะ…บางทีสาเหตุมันอาจจะมาจากทางทิศตะวันออกก็ได้ ” เซซิเลียเองก็มองท้องฟ้าแห่งนั้นด้วยความตกใจไม่ต่างกัน

                “เธอพอจะมีสกิลป้องกันนั่นมั้ย?…เซซิเลีย”

                “อย่าพูดในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้สิคะ” 

                “ชิ..ใครจะมายอมตายตรงนี้กัน..พวกเรารีบมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเหมือนเดิมเถอะ”     

                ‘ไฟเยอร์แอเรียล’                

                “อือ..เข้าใจแล้วค่ะ”

                ‘แกรนด์แอเรียล’

                ทั้งเซเลน่าและเซซิเลียรีบใช้แอเรียลบินไปทางทิศตะวันออกทันที

                หอกสีดำทมิฬคลุมทั่วท้องฟ้าบดบังแสงอาทิตย์จนเมืองหลวงมืดสนิท..สร้างความสิ้นหวังให้แก่ผู้คน..ดำดิ่งลึกลงไปในความมืดนั่น

                “นี่เคโระ..ฉันดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับนายนะ”

                “อืมฉันก็เหมือนกัน..ฉันดีใจที่ได้มาอยู่ห้องD และได้มาเจอกับพวกนายทุกคนนะ..รวมทั้งพวกเธอด้วย”

                “อืม..ฉันก็เหมือนกันค่ะ”

                “ฉันด้วย”

                “ฉันเองก็เหมือนกัน…ถึงแม้พวกผู้ชายจะชอบทำตัวบ้าๆบอๆ..แต่ฉันเองก็มีความสุขที่ได้มาอยู่ห้องนี้นะ”

                เด็กผู้หญิงเริ่มน้ำตาไหลออกมา..ส่วนเด็กผู้ชายก็หลับตาลง

                ทุกคนล้วนยอมจำนนต่อความตายเบื้องหน้านั่น

                “นี่คือจุดจบของพวกแก..ทั้งหมดนี้ก็เพื่อท่านผู้นั่น..จงดำดิ่งสู่ความตายซะเถอะ”

                นักรบเงาชูมือสูงขึ้นเพื่อลั่นการโจมตีฝนแห่งหอกมหึมา

                “วืดดด…ฉั่วะ!.."

                เส้นแสงสีรุ้งลากผ่านนักรบเงา

                ร่างกายของนักรบเงาถูกคลื่นแห่งการตัดมิติขนาดใหญ่ฟันขาดจนเหลือแต่เศษผงพลังเวทย์

                ‘มานาโซน-ไฟเยอร์อีรับชั่นฟายเวิร์ค’

                เศษผงพลังเวทย์ระดับอณูถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพลุดอกไม้ไฟแล้วกระจายไปทั่วท้องฟ้าเมืองหลวง

                หอกสีดำในท้องฟ้าสลายหายไปในพริบตา..สร้างความตกตลึงให้แก่ผู้คนในเมือง

                “เอ๊ะ!?”

                “เกิดอะไรขึ้นน่ะ”

                สมาชิกห้องDแต่ละคนมองภาพนั่นด้วยความตกใจ

                “พะ..พวกเรายังมีชีวิตอยู่งั้นหรอ..”

                หลายคนที่หลับตาเตรียมใจและคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว..เพิ่งลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง

                “พวกนายทุกคนเป็นอะไรมั้ย!!!?” 

                เด็กหนุ่มผมขาวคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมลายหมีวิ่งเข้ามาถาม

                “เอ๋!!..นาย..”

                “นั่นมันคนชื่อเรเวลที่อยู่ห้องSนิ”

                “เห้ยย..นาย..ใส่เสื้อคลุมอะไรละเนี่ยยย..ฮุบ…โอ้ยยย”

                ผู้หญิงคนหนึ่งที่กลั้นท้องขำแต่ก็เจ็บขึ้นมาทันที…เนื่องจากจากถูกหอกแทงที่อยู่ที่ท้อง

                “เธอน่ะ..เจ็บมากมั้ยเดี๋ยวฉันช่วยดึงออกให้นะ”

                เรเวลพยายามวิ่งเข้าไปช่วยดึงหอก

                “ไม่ต้องหรอก..นายไปช่วยเคโระก่อนเถอะ..หมอนั่นน่ะ..โดนหนักสุดในหมู่พวกเราเลยนะ”

                “เอ๋?…เคโระชื่อคล้ายกบเลยแหะ..แน่ใจหรอว่านั่นชื่อคนน่ะ”

                “อะโห..พูดซะไม่เกรงใจฉันที่นอนอยู่ตรงนี้เลยนะ”

                “ก็ชื่อนายมันฮาจริงๆนี่น่าเคโระ” 

                ผู้ชายที่ถูกหอกเสียบหน้าอกตรึงกับกำแพงด้านข้างกล่าวแบบนั้น

                “เงียบไปเลย..เฟิร์ส”

                “เอ๋!!!….นายชื่อเคโระงั้นหรอ” 

                เรเวลหันไปมองผู้ชายผมสีดำคนหนึ่งที่นอนแผ่อยู่กับพื้น..โดยบริเวณมือและเท้าทั้งหมดของเขามีหอกสีดำปักอยู่

                “โย่วว..ว่าไงพ่อหนุ่มผมขาวที่อยู่ห้องS..ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ..”

                “เอ๊ะ!?…ไม่ได้เจอกันนาน??”

                ผมไปรู้จักมันตอนนั้นวะเนี่ยย

                “ก็ตอนที่นายอัดห้องB จนเละทั้งห้องในหอประชุมไงล่ะ”

                “อะ..เอ่อ…ตอนนั้นน่ะหรอ..?”

                เรเวลเกาหัวพยายามนึกถึงเหตุการณ์นั้น

                “รู้มั้ยจริงๆตอนนั้นพวกฉันแอบเชียร์นายอยู่นะจะบอกให้..ก็แบบว่าพวกห้องBมันชอบมาดูถูกพวกเราบ่อยๆไงล่ะ..ฮะๆๆ”

                “หา!??..ดูถูก?..ขุนนางอย่างพวกนายโดนดูถูกด้วยงั้นหรอ”

                “อ่าว..ก็แหงน่ะสิ..พวกเราเป็นแค่ขุนนางระดับล่างชั้นบารอนเน็ตเองนะ..แถมมาจากบ้านนอกกันทุกคนด้วย..เรียกได้ว่าบ้านนอกเข้ากรุงของแท้เลยล่ะ..” เคโระกล่าวแบบนั้นพร้อมกับยิ้มไปในตัวราวกับภูมิใจ

                “อะ..เอ่อ..แล้วนายจะยิ้มกันทำไมล่ะเนี่ยเคโระ..ชีวิตของพวกเรามันเท่ตรงไหนกันฟะ” ชายชื่อเฟิร์สที่ถูกตรึงอยู่กับกำแพงกล่าวกับเคโระแบบนั้น

                “เอาตรงๆ..ฉันเองก็ไม่ใช่ขุนนางล่ะนะ…เป็นแค่สามัญชนด้วยซ้ำฮะๆๆๆ” เรเวลหัวเราะพร้อมกับยิ้มเหมือนกัน

                “นี่พวกนาย..เลิกชวนผู้ชายผมขาวคนนี้คุยได้แล้ว…ให้เขารีบๆดึงหอกออกจากตัวพวกนายซะ..รู้มั้ยว่าเลดี้สุภาพสตรีอย่างฉันต้องเสียสละรอนานแค่ไหน”

                “อะ..เอ่อ..ขอโทษนะ..เดี๋ยวฉันจะรีบช่วยเพื่อนเธอเดี๋ยวนี้แหละ” 

                เรเวลเดินเข้าไปใกล้ๆเคโระแล้วค่อยๆดึงหอกออกมาโดยเริ่มจากที่มือก่อน

                “ฉันจะดึงแล้วนะ..”

                เรเวลค่อยๆดึงหอกออกมาอย่างช้าๆ

                “เห้ยนาย..ช้าเกินไปมั้ย..ดึงเร็วๆกว่านี้ก็ได้” เคโระกล่าว

                “อะ..อืม…”

                ‘ฉึก!!’

                “โอ้ยยยย..เจ็บบบ..ดึงให้มันช้าๆหน่อยสิวะ..เจ้าบ้าาา”

                “เเเเเเเเอ๋…ก็นายบอกให้ดึงเร็วๆไม่ใช่หรอ..”

                “เออ..ใช่..ฉันนี่แหละบอกให้นายดึงเร็วๆ”

                “เห้อออ…” เรเวลถอนหายใจ

                ไอหมอนี่มันเต็มรึป่าววะเนี่ย

                “นี่เรเวล..นายไม่ต้องสนใจที่เคโระพูดหรอก..รีบๆดึงหอกออกมาได้แล้ว..เสร็จแล้วก็ช่วยมาดึงหอกออกจากตัวฉันต่อด้วยเพราะฉันใช้เวทย์รักษาได้” ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาแบบนั้น

                “เอ๋!?..เธอรู้จักชื่อฉันด้วยหรอ?”

                ‘ฉึก..ฉึก..ฉึก’

                เรเวลดึงหอกอีก3อันออกจามือและเท้าเคโระอย่างรวดเร็ว  

                “อะ..โอ้ยยยยยยย..เจ็บบบบบบบบบบบบ”

                เคโระดิ้นไปดิ้นมาแล้วร้องคร่ำครวญ

                “ใช่แล้วล่ะ..ฉันชื่อฟลอร่า…คงต้องพูดตรงๆล่ะนะ..ว่าในสายชั้นปี1ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนายหรอก”

                “อะ..เอ่อ..ก็คงเพราะตอนห้อง B อีกสินะ ” 

                เรเวลค่อยๆดึงหอกที่ปักอยู่ที่ตัวฟลอร่าออก

                ฟลอร่าเด็กผู้หญิงผมยาวสีเขียวอ่อน..แม้จะไม่สวยเท่าเซซิเลีย..แต่หน้าตาของเธอก็จัดอยู่ในเกณฑ์ดีเหมือนกัน อนึ่งคงต้องพูดตามตรงว่านักเรียนใน รร.อัศวินเวทย์มนต์ส่วนใหญ่ล้วนหน้าตาดีเกินเกณฑ์มาตราฐานอยู่แล้ว เพราะแต่ละคนเป็นลูกหลานขุนนางและราชวงศ์

                “ขอบคุณนะ”

                หลังฟลอร่าหลุดพ้นจากพันธนาการแล้ว เธอใช้สกิล<เรียกคืนอาวุธอัตโนมัติ> เรียกอาร์ติเฟกซ์คฑาของตัวเองที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาไว้ที่มือแล้วร่ายเวทย์รักษาให้ตัวเอง..หลังจากนั้นจึงตามไปรักษาเคโระต่อ         

                “ที่จริงเธอสามารถใช้เวทย์เสริมสมรรถภาพดึงหอกออกจากตัวเองก็ได้ไม่ใช่หรอ..ไม่เห็นต้องให้ฉันช่วยดึงให้ก็ได้เลยนี่นา”

                “ฉันลองทำแบบนั้นแล้วนะ..แต่มันดึงไม่ออกเนี่ยสิ..อย่าลืมนะว่าระดับพลังเวทย์ของฉันไม่ได้สูงเท่านาย..ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพเวทย์มนต์และสกิลของฉันสู้ของนายไม่ได้ด้วย” 

                “งั้นสินะ”

                หลังเรเวลช่วยดึงหอกออกจากตัวของสมาชิกห้องD ทั้งหมดแล้ว…แต่ละคนจึงกล่าวขอบคุณเขา

                “ขอบคุณนะที่นายอุตส่าห์มาช่วยพวกเรา”

                “ถ้าไม่มีนายพวกเราเและคนทั้งเมืองคงตายไปแล้วล่ะ”

                เรเวลยกมือขึ้นห้ามปรามทันที...แล้วทำสีหน้ารู้สึกผิด

                “คือว่าไม่ต้องกล่าวขอบคุณฉันหรอกนะ..คงต้องบอกตรงๆว่าที่พวกนายต้องมาเดือดร้อนแบบนี้มันเป็นเพราะฉันน่ะ”

                “อ่าวทำไมล่ะ..?”

                “ก็นายมาช่วยพวกเราไม่ใช่รึไง..”

                “นั่นสิ..นายคือผู้มีพระคุณของพวกเราเลยนะ”

                เรเวลกำหมัดแน่น..แล้วรู้สึกผิดหนักยิ่งกว่าเดิม

                “ถ้าหากฉันไม่หนีไอเงานั่นมา..พวกนายก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัวกันแบบนี้หรอก..ทั้งหมดก็เป็นเพราะฉันนี่แหละ..แถมคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ต้องมาตายด้วย” 

                เรเวลมองไปยังกองเลือดและเศษเนื้อที่เละกลางดงหอกสีดำจำนวนมาก…โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเศษชิ้นส่วนมนุษย์นั้นคือซากศพของเจ้าหน้าที่สภาเวทย์มนต์และทหาร

                “นายไม่ได้ผิดหรอกนะ ^_^”

                ฟลอร่าเด็กสาวผมสีเขียวกล่าวแล้วเดินเข้ามาใกล้

                เธอร่ายเวทย์รักษาให้เรเวล..เนื่องจากเสื้อคลุมของเขาก็เปื้อนเลือดเหมือนกันทำให้รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ต้องบาดเจ็บแน่

                “ทุกคนก็รักชีวิตตัวเองกันทั้งนั้นแหละ..ไม่มีใครอยากตายหรอก และมนุษย์เงานั่นก็น่ากลัวมากๆ..ถ้าฉันเป็นนายฉันก็หนีเหมือนกัน”

                ฟลอร่าจับมือเรเวลแล้วมองไปที่ดวงตาของเขา

                "อะ..เอ่อ..คือ..."

                เรเวลพยายามดึงมือฟลอร่าออก

                “ใช่แล้วล่ะ..อย่ากังวลไปเลยนะลูกพี่”  

                เคโระเดินเข้ามาใกล้เรเวล...เอามือคล้องคอแล้วใช้มืออีกข้างตบหน้าอกของเรเวลหลายๆที

                 'ปึก..ปึกๆๆ'

                “ลูกพี่งั้นหรอ?..ใครเป็นลูกพี่นายกัน??…ฉันเองก็อายุพอๆกับนายไม่ใช่รึไง”

                “เอาน่า..ก็แค่อยากจะเรียกน่ะ..นายเป็นคนจัดการมนุษย์เงานั่นใช่มั้ย..การโจมตีคล้ายๆสีรุ้งกับดอกไม้ไฟนั่นน่ะสุดยอดไปเลยนะ..เล่นเอาฉันอยากเป็นเบ๊นายเลยแหละ”

                “อืม..มันก็ใช่ล่ะนะ..แต่เรื่องเป็นเบ๊นี่ไม่ต้องก็ได้มั้ง” 

                เรเวลก้มมองลงไปที่หอกของตัวเอง

                สกิล <โรลลิ่งสเปียร์>ที่ถูกเอนชานต์ด้วย<หอกแห่งปาฎิหาริย์> เป็นเวลา15วินาที ให้ผลอัพเกรดประมาณ 60เท่า ทำให้สามารถสร้างเส้นตัดผ่ามิติขนาดใหญ่ได้…แถมสามารถโจมตีระยะไกลขึ้นได้ด้วย

                นักรบเงาถูกคลื่นตัดผ่ามิติขนาดใหญ่กลืนกินจนหายไปในพริบตา

                ส่วนเศษพลังเวทย์สีดำเล็กน้อยระดับที่ตามองไม่เห็นแต่เหลือรอด ก็ถูกเปลี่ยนเป็นดอกไม้ไฟแล้วกระจายไปยังทิศต่างๆทั่วท้องฟ้า

                ‘ภาพเบื้องหน้านี้ดูเหมือนว่าเราจะชนะแล้วนะ…แต่ว่าความรู้สึกนี้มันอะไรกัน’

                เรเวลเดินไปใกล้หอกสีดำเล่มหนึ่งที่ปักอยู่ที่พื้น

                ตัวเขาใช้นิ้วสัมผัสที่หอกนั้น

                “เอาล่ะพวกเราไปร้านคาเฟ่กันเถอะ..อุตส่าห์ได้มาเที่ยวก่อนสำรวจดันเจี้ยนทั้งที..ดันมาเจอมนุษย์เงานั่นซวยชะมัดเลยแหะ..” เคโระกล่าวแบบนั้นแล้วเดินมาจับบ่าเรเวล

                “ว่าไงลูกพี่สนใจจะมาด้วยกันมั้ย…เดี๋ยวผมเลี้ยงลูกพี่เองเลยนะ”

                “อะ..อืม..ขอบใจนะ…ตะ..แต่ว่า” 

                เรเวลทำสีหน้าไม่สบายใจขึ้นมา

                ฟลอร่าเห็นแบบนั้นจึงเดินเข้ามาใกล้แล้วถามเรเวล

                “มีอะไรงั้นหรอ?””

                “คือว่าฉันคิดว่าพวกเธอหนีไปจากตรงนี้จะดีกว่านะ..แบบว่ามนุษย์เงานั่นอาจจะไม่ได้ถูกกำจัดจริงๆ”

                “วะ..ว่าไงนะ!!!” 

                สมาชิกห้องDหลายคนตกใจแล้วอุทานขึ้นมา

                “ไม่เอาน่าลูกพี่..อย่าอำกันเล่นสิ…ผมไม่ขำเลยนะ”

                “ทำไมนายคิดแบบนั้นล่ะเรเวล” ฟลอร่าถาม

                เรเวลาหันหน้ามาทางฟลอร่าแล้วมองไปที่ใบหน้าของเธออยู่สักพักหนึ่ง

                "..."

                “อะ..อะ..อะไรหรอ..มะ..มะ..มองหน้าฉันทำไม 0//0” 

                เด็กสาวหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย

                “คือว่านะ..เธอชื่อฟลอร่าใช่มั้ย?”

                “อือ..ใช่”

                “ฉันจะให้เธอดูสิ่งนี้” 

                เรเวลแบมือแล้วยื่นมาใกล้เธอ..พร้อมกับร่ายเวทย์มนต์

                ‘ไฟเยอร์เจนเนอเรท’

                หลังสิ้นเสียงร่ายเกิดคริสตัล6เหลี่ยมสวยงามสีแดงขึ้นที่ฝ่ามือของเรเวลทันที

                “นี่มัน!?”

                “ใช่แล้วล่ะ..เวทย์มนต์สร้างวัสดุพื้นฐานตามธาตุเฉพาะตนไงล่ะ”

                เวทย์มนต์สายสรรสร้างวัตถุ..จัดเป็นเวทย์มนต์ปกติที่มักลงท้ายด้วยคำว่าเจเนอเรท หรือ เมค ตามแต่บุคคลถนัด อย่างเช่นกรณีของเซซิเลียสามารถใช้เวทย์มนต์ธาตุดินสร้างกิ่งไม้แหลมๆขึ้นมาได้

                หลักการมันก็แค่จินตนาการถึงภาพวัตถุที่เราอยากจะสร้าง..แล้วร่ายเวทย์ขึ้นมา…โดยวัตถุนั้นจะมีหน้าตาและขนาดเป็นไปตามจินตนาการของเรา …แต่ถึงอย่างงั้นสิ่งที่สร้างขึ้นมามันก็มีข้อจำกัดอยู่ในฐานะเวทย์มนต์ปกติที่ไม่ใช่สกิล

                เรเวลวางคริสตัลเปลวเพลิงบนฝ่ามือของฟลอร่า

                “โอ้ะ!..ร้อน..”

                ฟลอร่าโยนคริสตัลนั้นทิ้งลงพื้นทันที 

                คริสตัล6เหลี่ยมกลิ้งลงไปที่พื้นโดยไม่ได้แตกสลายไป

                “เธอเห็นนั่นมั้ยล่ะ..ฟลอร่า”

                “ก็เห็นอยู่แหละ..แต่ไม่เข้าใจอยู่ดีว่านายต้องการจะสื่ออะไร”

                “อ่านั่นสินะ..”

                เรเวลเดินไปหยิบคริสตัลสีแดงนั่นขึ้นมา

                “ที่ฉันจะสื่อก็คือหอกสีดำนั่นก็สร้างขึ้นจากพลังเวทย์แบบนี้เหมือนกัน..แต่แค่ฉันไม่มีสามารถสร้างหอกที่แข็งแรงทนทานแบบนี้ได้ก็เท่านั้น….ถึงคุณสมบัติของคริสตัลสีแดง กับ หอกสีดำเล่มนี้จะไม่เหมือนกัน…แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่มันควรจะเหมือน”

                เรเวลสลายคริสตัลสีแดงบนฝ่ามือทันที 

                คริสตัลสีแดงสลายหายไปกลายเป็นเศษพลังเวทย์กลับสู่ธรรมชาติ

                “วัสดุที่สร้างขึ้นจากพลังเวทย์เหล่านี้มันควรจะหายไปด้วยปัจจัย3ข้อ คือ 

                1.ผู้ร่ายจงใจทำให้หายไป 

                2.ผู้ร่ายตาย

                3.วัสดุที่สร้างถูกทำลายจากบุคคลอื่น

                ปัจจัยทั้งสามข้อก็จะประมาณประมาณนี้แหละ "

                เรเวลพยายามอธิบายทฤษฎีเวทย์มนต์ตามหลักวิชาการ..แต่สมาชิกห้อง D ไม่มีใครตั้งใจฟัง

                “เอาน่าลูกพี่…ช่างมันเถอะ..พวกเราไปคาเฟ่กันเถอะนะ”

                “เรเวล..คือฉันคิดว่านายคิดมากไปเองนะ”

                “ก็อาจจะใช่นะฟลอร่า…ถ้างั้นเธอตอบฉันได้มั้ยล่ะว่า..ที่หอกสีดำนี่ยังอยู่มันเกิดจากปัจจัยข้อไหนกันแน่..”  

                ฟลอล่าตกใจหน้าซีดทันที

                “เธอเข้าใจแล้วสินะ..เจ้ามนุษย์เงานั่นน่ะ..”

                “ทะ..โทษทีนะ..ฉันไม่ได้ฟังน่ะฮะๆๆ…แบบว่าสมาธิหลุดไปตั้งแต่ครึ่งแรกแล้วล่ะ”

                เรเวลหงายหลังจนหัวทิ่มทันที

                ‘ตุ้มม’

                "นะ..นายไม่เป็นอะไรนะ..” 

                ฟลอร่าค่อยๆประคองเขาขึ้นมา

                “เจ้าพวกบ้าเอ้ยยย..ที่ฉันจะสื่อคือไอเงานั่นมันยังไม่ตายต่างหากล่ะ..รีบหนีไปในตอนที่มีโอกาสซะะะะะะะ” 

                เรเวลตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันทีจนสมาชิกห้อง D หลายคนตกใจ

                “ฮึๆๆๆๆ…ฮ่ะๆๆๆๆๆๆ..ฮึๆๆๆๆๆ..ฮะะะะะ..”

                ตอนนั้นเองมีเสียงชวนสยดสยองดังขึ้น

                ทุกคนรวมทั้งเรเวลหงายหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าทันที

                “ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเผ่ามนุษย์ที่มีความสามารถขนาดนี้อยู่ด้วย…ตัวแกทำลายร่างกายฉันไปหลายรอบมากๆ..ในฐานะที่เป็นเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำของโลกนี้ฉันขอชื่นชมแกจริงๆ”

                เศษพลังเวทย์สีดำหลายชิ้นหลอมรวมกันบนท้องฟ้าจนกลายร่างเป็นนักรบเงาอีกครั้ง

                “มะ..มะ..ไม่จริงน่า..”  

                สมาชิกห้องDหลายคนเริ่มมีสีหน้าหวาดกลัวกลับมา

                “มันเป็นไปได้ยังไง…ลูกพี่กำจัดไปแล้วไม่ใช่หรอ” 

                เคโระเข่าอ่อนแล้วทรุดลงกับพื้น

                "กะ…แกเป็นใครกันแน่!!?”

                เรเวลมองนักรบเงาบนท้องฟ้าในสภาพเหงื่อไหลพราก

                “มะ…ไม่นะ…ฉันต้องตายจริงๆใช่มั้ย..”

                ฟลอร่าเดินเข้าไปหลบข้างหลังเรเวลด้วยสีหน้าหวาดกลัวไม่ต่างจากสมาชิกห้องDคนอื่นๆ  

                “พลังของฉันเป็นหนึ่งในเศษเสี้ยวของพลังที่ได้รับมาจากท่านผู้นั้น..ฉะนั้นมนุษย์ชั้นต่ำอย่างพวกแกอย่าหวังจะจัดการฉันได้ง่ายๆ”

                “ชิ..”      

                เรเวลทำสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นพร้อมกับเหงื่อที่ไหลออกมาบนใบหน้าเยอะกว่าเดิม

                “บ้าน่า..อย่าบอกนะว่ามีคนที่เก่งกว่ามันอีกน่ะ…” 

                เคโระปากสั่นขาไม่ขยับ

                “มะ..มะ..ไม่นะ..ฉันกลัวอะ..ท่านแม่”

                ฟลอร่ากลัวจนหลับตาแล้วกอดเรเวลจากด้านหลัง

                “หะ…หะ…เห้ยย…เธอจะมากอดฉันทำไม"

                นักรบเงารวบรวมพลังเวทย์เพื่อเตรียมการโจมตีอีกครั้ง

                “ฉันไม่ยอมให้ทำแบบนั้นหรอก!!!!!”

                เรเวลสบัดตัวฟลอร่าออก..แล้วใช้แอเรียลบินขึ้นไป

                นักรบเงาอัญเชิญหอกพันเล่มรอบตัวเรเวล

                เด็กหนุ่มรวบรวมอนุภาคแสงบริสุทธิ์ที่ตัวหอก..แล้วปล่อยคลื่นแห่งการตัดมิติอย่างรวดเร็ว

                ‘เวทย์ไฟ-โรลลิ่งสเปียร์’

                “ฉัวะ..”

                ร่างนักรบเงาขาดสองท่อนด้วยการโจมตีระยะไกลจากคลื่นตัดมิติสีรุ้ง

                หอกพันเล่มรอบตัวเรเวลสลายหายไป

                “ตอนนี้แหละ”

                ‘มานา-’

                “อะไรกันน!!…"

                ร่างของนักรบเงาสมานกันรวดเร็วกว่าเดิมแล้วโจมตีใส่เรเวลก่อนที่เขาจะร่ายมานาโซน

                “ชิ..”

                เรเวลเบี่ยงตัวหลบหอกสีดำที่พุ่งเข้ามาเกือบไม่ทัน

                “ไม่ว่ายังไงฉันก็ปล่อยให้แกรอดไม่ได้” นักรบเงากล่าวแบบนั้น

                “อา..ถ้ามั่นใจขนาดนั้นก็ลองตามมาฆ่าฉันดูสิ...”

                ‘มานาโซน-ไฟเยอร์แอเรียล’

                เด็กหนุ่มใช้แอเรียลบินหนีนักรบเงาไปทางทิศเหนือ… 

          

                

             

                 

                

                

                

                

                

                

                

             

                 

                

                

                

                

                

                

    คล้ายกับเรื่องThe Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา ที่คุณอ่าน