เสียงวุ่นวายดังมาจากทิศตะวันออก
“ทางนั้นมีเรื่องอะไรกันนะ..เสียงดังเชียว” เซเลน่ากล่าว
“รีบไปดูกันเถอะค่ะ..ตรงนั้นอาจมีเรเวลอยู่ก็ได้ ”
เซซิเลียกล่าวจบแล้วรีบวิ่งไปทันที
“เห้ยย..เดี๋ยว!!!..เซซิเรียรอฉันด้วยสิ!!”
เซเลน่ารีบวิ่งตามเซซิเลียไป
……………………………….
“แกรู้แค่นี้งั้นสินะ” นักรบเงาถาม
“ใช่แล้ว..หมอนั่นอยู่ห้องS..ชื่อเรเวลละมั้ง..ถ้าจำไม่ผิดล่ะนะ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งตอบไปแบบนั้น
“แล้วสรุปพวกแกไม่รูู้ว่าเจ้านั่นอยู่ที่ไหนงั้นสินะ” นักรบเงาถามต่อ
“…” ทุกคนเงียบกริบทันที
หลังจากนั้นนักรบเงาเริ่มรวบรวมพลังเวทย์เพื่อจะทำบางอย่าง
“ดะ..เดี๋ยวก่อน..แล้วแกจะตามหาคนที่ชื่อเรเวลทำไมล่ะ?" ชายคนที่ชื่อเคโระเอ่ยถาม
“ฉันก็จะฆ่ามันไงล่ะ…แต่ดูท่าทางคงจะได้ฆ่าพวกแกก่อนซะแล้วว”
“เห้ยยย…ชิ..หนอยแน่”
หลายคนพยายามดึงหอกจากตัวเองแต่ดึงไม่ไหว
“ต่อให้พวกแกรอดไปในวันนี้..สักวันในอนาคตถ้าหากแผนการของท่านผู้นั้นสำเร็จ..พวกแกทุกคนก็จะต้องตายอยู่ดี..ฉะนั้นฉันจะฆ่าทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้ไปพร้อมๆกับเจ้ามนุษย์ผมขาวนั่นเลย”
นักรบเงาลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงแล้วรวบรวมพลังเวทย์มหาศาลเพื่อใช้การโจมตีที่รุนแรงที่สุด
นักเรียน รร.อัศวินเวทย์มนต์..มองนักรบเงาที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
“สุดท้ายห้องDอย่างพวกเรา..ห้องที่กระจอกที่สุดใน รร.อัศวินเวทย์มนต์..ก็ต้องมาจบแบบนี้สินะ"
“เห้ออ..ฉันยังไม่อยากตายเลยนะ…โสดสนิทติดทนนานแบบนี้..ก็อยากจะมีความฝันได้จับหน่มน้มกับเขาสักครั้งนึงบ้างจัง”
“นายพูดบ้าอะไรน่ะเคโระ..แถวนี้มีผู้หญิงอยู่นะเว้ยย..”
“เห้ออ..จะใครอยู่ก็ช่างเถอะ..สุดท้ายก็ตายกันหมดนี่แหละ”
นักรบเงาสร้างหอกสีดำยักษ์หลายเล่มจนครอบคลุมพื้นที่ทั่วเมืองหลวงในเวลาไม่นาน
“นะ..นั่นมันอะไรน่ะ..”
“วะ..วันสิ้นโลกงั้นหรอ”
ประชากรหลายคนในเมืองหลวงทั้งบริเวณตลาด อาคาร โรงเรียน สถานที่ราชการ ไม่เว้นแม้กระทั่งประสาทราชวงศ์ทั้ง5 แห่ง ผู้คนต่างชะโงกหน้าออกมา..มองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืด..เนื่องจากถูกหอกสีดำทมิฬจำนวนมากบดบังแสงอาทิตย์
“นะ..นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน !?” ไอรีนมองภาพนั้นด้วยความตกใจ
“เซซิเลีย..เธอเห็นท้องฟ้านั่นมั้ย!!” เซเลน่าที่วิ่งไปทางทิศตะวันออกพร้อมกับเซซิเลีย..หยุดวิ่งแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
“พะ..พะ..พลังเวทย์มหาศาลมาก!?..การโจมตีนั่นคงมีระดับรุนแรงพอที่จะทำลายเมืองนี้ทั้งเมืองได้เลยนะคะ…บางทีสาเหตุมันอาจจะมาจากทางทิศตะวันออกก็ได้ ” เซซิเลียเองก็มองท้องฟ้าแห่งนั้นด้วยความตกใจไม่ต่างกัน
“เธอพอจะมีสกิลป้องกันนั่นมั้ย?…เซซิเลีย”
“อย่าพูดในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้สิคะ”
“ชิ..ใครจะมายอมตายตรงนี้กัน..พวกเรารีบมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเหมือนเดิมเถอะ”
‘ไฟเยอร์แอเรียล’
“อือ..เข้าใจแล้วค่ะ”
‘แกรนด์แอเรียล’
ทั้งเซเลน่าและเซซิเลียรีบใช้แอเรียลบินไปทางทิศตะวันออกทันที
หอกสีดำทมิฬคลุมทั่วท้องฟ้าบดบังแสงอาทิตย์จนเมืองหลวงมืดสนิท..สร้างความสิ้นหวังให้แก่ผู้คน..ดำดิ่งลึกลงไปในความมืดนั่น
“นี่เคโระ..ฉันดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับนายนะ”
“อืมฉันก็เหมือนกัน..ฉันดีใจที่ได้มาอยู่ห้องD และได้มาเจอกับพวกนายทุกคนนะ..รวมทั้งพวกเธอด้วย”
“อืม..ฉันก็เหมือนกันค่ะ”
“ฉันด้วย”
“ฉันเองก็เหมือนกัน…ถึงแม้พวกผู้ชายจะชอบทำตัวบ้าๆบอๆ..แต่ฉันเองก็มีความสุขที่ได้มาอยู่ห้องนี้นะ”
เด็กผู้หญิงเริ่มน้ำตาไหลออกมา..ส่วนเด็กผู้ชายก็หลับตาลง
ทุกคนล้วนยอมจำนนต่อความตายเบื้องหน้านั่น
“นี่คือจุดจบของพวกแก..ทั้งหมดนี้ก็เพื่อท่านผู้นั่น..จงดำดิ่งสู่ความตายซะเถอะ”
นักรบเงาชูมือสูงขึ้นเพื่อลั่นการโจมตีฝนแห่งหอกมหึมา
“วืดดด…ฉั่วะ!.."
เส้นแสงสีรุ้งลากผ่านนักรบเงา
ร่างกายของนักรบเงาถูกคลื่นแห่งการตัดมิติขนาดใหญ่ฟันขาดจนเหลือแต่เศษผงพลังเวทย์
‘มานาโซน-ไฟเยอร์อีรับชั่นฟายเวิร์ค’
เศษผงพลังเวทย์ระดับอณูถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพลุดอกไม้ไฟแล้วกระจายไปทั่วท้องฟ้าเมืองหลวง
หอกสีดำในท้องฟ้าสลายหายไปในพริบตา..สร้างความตกตลึงให้แก่ผู้คนในเมือง
“เอ๊ะ!?”
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ”
สมาชิกห้องDแต่ละคนมองภาพนั่นด้วยความตกใจ
“พะ..พวกเรายังมีชีวิตอยู่งั้นหรอ..”
หลายคนที่หลับตาเตรียมใจและคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว..เพิ่งลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง
“พวกนายทุกคนเป็นอะไรมั้ย!!!?”
เด็กหนุ่มผมขาวคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมลายหมีวิ่งเข้ามาถาม
“เอ๋!!..นาย..”
“นั่นมันคนชื่อเรเวลที่อยู่ห้องSนิ”
“เห้ยย..นาย..ใส่เสื้อคลุมอะไรละเนี่ยยย..ฮุบ…โอ้ยยย”
ผู้หญิงคนหนึ่งที่กลั้นท้องขำแต่ก็เจ็บขึ้นมาทันที…เนื่องจากจากถูกหอกแทงที่อยู่ที่ท้อง
“เธอน่ะ..เจ็บมากมั้ยเดี๋ยวฉันช่วยดึงออกให้นะ”
เรเวลพยายามวิ่งเข้าไปช่วยดึงหอก
“ไม่ต้องหรอก..นายไปช่วยเคโระก่อนเถอะ..หมอนั่นน่ะ..โดนหนักสุดในหมู่พวกเราเลยนะ”
“เอ๋?…เคโระชื่อคล้ายกบเลยแหะ..แน่ใจหรอว่านั่นชื่อคนน่ะ”
“อะโห..พูดซะไม่เกรงใจฉันที่นอนอยู่ตรงนี้เลยนะ”
“ก็ชื่อนายมันฮาจริงๆนี่น่าเคโระ”
ผู้ชายที่ถูกหอกเสียบหน้าอกตรึงกับกำแพงด้านข้างกล่าวแบบนั้น
“เงียบไปเลย..เฟิร์ส”
“เอ๋!!!….นายชื่อเคโระงั้นหรอ”
เรเวลหันไปมองผู้ชายผมสีดำคนหนึ่งที่นอนแผ่อยู่กับพื้น..โดยบริเวณมือและเท้าทั้งหมดของเขามีหอกสีดำปักอยู่
“โย่วว..ว่าไงพ่อหนุ่มผมขาวที่อยู่ห้องS..ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ..”
“เอ๊ะ!?…ไม่ได้เจอกันนาน??”
ผมไปรู้จักมันตอนนั้นวะเนี่ยย
“ก็ตอนที่นายอัดห้องB จนเละทั้งห้องในหอประชุมไงล่ะ”
“อะ..เอ่อ…ตอนนั้นน่ะหรอ..?”
เรเวลเกาหัวพยายามนึกถึงเหตุการณ์นั้น
“รู้มั้ยจริงๆตอนนั้นพวกฉันแอบเชียร์นายอยู่นะจะบอกให้..ก็แบบว่าพวกห้องBมันชอบมาดูถูกพวกเราบ่อยๆไงล่ะ..ฮะๆๆ”
“หา!??..ดูถูก?..ขุนนางอย่างพวกนายโดนดูถูกด้วยงั้นหรอ”
“อ่าว..ก็แหงน่ะสิ..พวกเราเป็นแค่ขุนนางระดับล่างชั้นบารอนเน็ตเองนะ..แถมมาจากบ้านนอกกันทุกคนด้วย..เรียกได้ว่าบ้านนอกเข้ากรุงของแท้เลยล่ะ..” เคโระกล่าวแบบนั้นพร้อมกับยิ้มไปในตัวราวกับภูมิใจ
“อะ..เอ่อ..แล้วนายจะยิ้มกันทำไมล่ะเนี่ยเคโระ..ชีวิตของพวกเรามันเท่ตรงไหนกันฟะ” ชายชื่อเฟิร์สที่ถูกตรึงอยู่กับกำแพงกล่าวกับเคโระแบบนั้น
“เอาตรงๆ..ฉันเองก็ไม่ใช่ขุนนางล่ะนะ…เป็นแค่สามัญชนด้วยซ้ำฮะๆๆๆ” เรเวลหัวเราะพร้อมกับยิ้มเหมือนกัน
“นี่พวกนาย..เลิกชวนผู้ชายผมขาวคนนี้คุยได้แล้ว…ให้เขารีบๆดึงหอกออกจากตัวพวกนายซะ..รู้มั้ยว่าเลดี้สุภาพสตรีอย่างฉันต้องเสียสละรอนานแค่ไหน”
“อะ..เอ่อ..ขอโทษนะ..เดี๋ยวฉันจะรีบช่วยเพื่อนเธอเดี๋ยวนี้แหละ”
เรเวลเดินเข้าไปใกล้ๆเคโระแล้วค่อยๆดึงหอกออกมาโดยเริ่มจากที่มือก่อน
“ฉันจะดึงแล้วนะ..”
เรเวลค่อยๆดึงหอกออกมาอย่างช้าๆ
“เห้ยนาย..ช้าเกินไปมั้ย..ดึงเร็วๆกว่านี้ก็ได้” เคโระกล่าว
“อะ..อืม…”
‘ฉึก!!’
“โอ้ยยยย..เจ็บบบ..ดึงให้มันช้าๆหน่อยสิวะ..เจ้าบ้าาา”
“เเเเเเเเอ๋…ก็นายบอกให้ดึงเร็วๆไม่ใช่หรอ..”
“เออ..ใช่..ฉันนี่แหละบอกให้นายดึงเร็วๆ”
“เห้อออ…” เรเวลถอนหายใจ
ไอหมอนี่มันเต็มรึป่าววะเนี่ย
“นี่เรเวล..นายไม่ต้องสนใจที่เคโระพูดหรอก..รีบๆดึงหอกออกมาได้แล้ว..เสร็จแล้วก็ช่วยมาดึงหอกออกจากตัวฉันต่อด้วยเพราะฉันใช้เวทย์รักษาได้” ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาแบบนั้น
“เอ๋!?..เธอรู้จักชื่อฉันด้วยหรอ?”
‘ฉึก..ฉึก..ฉึก’
เรเวลดึงหอกอีก3อันออกจามือและเท้าเคโระอย่างรวดเร็ว
“อะ..โอ้ยยยยยยย..เจ็บบบบบบบบบบบบ”
เคโระดิ้นไปดิ้นมาแล้วร้องคร่ำครวญ
“ใช่แล้วล่ะ..ฉันชื่อฟลอร่า…คงต้องพูดตรงๆล่ะนะ..ว่าในสายชั้นปี1ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนายหรอก”
“อะ..เอ่อ..ก็คงเพราะตอนห้อง B อีกสินะ ”
เรเวลค่อยๆดึงหอกที่ปักอยู่ที่ตัวฟลอร่าออก
ฟลอร่าเด็กผู้หญิงผมยาวสีเขียวอ่อน..แม้จะไม่สวยเท่าเซซิเลีย..แต่หน้าตาของเธอก็จัดอยู่ในเกณฑ์ดีเหมือนกัน อนึ่งคงต้องพูดตามตรงว่านักเรียนใน รร.อัศวินเวทย์มนต์ส่วนใหญ่ล้วนหน้าตาดีเกินเกณฑ์มาตราฐานอยู่แล้ว เพราะแต่ละคนเป็นลูกหลานขุนนางและราชวงศ์
“ขอบคุณนะ”
หลังฟลอร่าหลุดพ้นจากพันธนาการแล้ว เธอใช้สกิล<เรียกคืนอาวุธอัตโนมัติ> เรียกอาร์ติเฟกซ์คฑาของตัวเองที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาไว้ที่มือแล้วร่ายเวทย์รักษาให้ตัวเอง..หลังจากนั้นจึงตามไปรักษาเคโระต่อ
“ที่จริงเธอสามารถใช้เวทย์เสริมสมรรถภาพดึงหอกออกจากตัวเองก็ได้ไม่ใช่หรอ..ไม่เห็นต้องให้ฉันช่วยดึงให้ก็ได้เลยนี่นา”
“ฉันลองทำแบบนั้นแล้วนะ..แต่มันดึงไม่ออกเนี่ยสิ..อย่าลืมนะว่าระดับพลังเวทย์ของฉันไม่ได้สูงเท่านาย..ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพเวทย์มนต์และสกิลของฉันสู้ของนายไม่ได้ด้วย”
“งั้นสินะ”
หลังเรเวลช่วยดึงหอกออกจากตัวของสมาชิกห้องD ทั้งหมดแล้ว…แต่ละคนจึงกล่าวขอบคุณเขา
“ขอบคุณนะที่นายอุตส่าห์มาช่วยพวกเรา”
“ถ้าไม่มีนายพวกเราเและคนทั้งเมืองคงตายไปแล้วล่ะ”
เรเวลยกมือขึ้นห้ามปรามทันที...แล้วทำสีหน้ารู้สึกผิด
“คือว่าไม่ต้องกล่าวขอบคุณฉันหรอกนะ..คงต้องบอกตรงๆว่าที่พวกนายต้องมาเดือดร้อนแบบนี้มันเป็นเพราะฉันน่ะ”
“อ่าวทำไมล่ะ..?”
“ก็นายมาช่วยพวกเราไม่ใช่รึไง..”
“นั่นสิ..นายคือผู้มีพระคุณของพวกเราเลยนะ”
เรเวลกำหมัดแน่น..แล้วรู้สึกผิดหนักยิ่งกว่าเดิม
“ถ้าหากฉันไม่หนีไอเงานั่นมา..พวกนายก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัวกันแบบนี้หรอก..ทั้งหมดก็เป็นเพราะฉันนี่แหละ..แถมคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ต้องมาตายด้วย”
เรเวลมองไปยังกองเลือดและเศษเนื้อที่เละกลางดงหอกสีดำจำนวนมาก…โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเศษชิ้นส่วนมนุษย์นั้นคือซากศพของเจ้าหน้าที่สภาเวทย์มนต์และทหาร
“นายไม่ได้ผิดหรอกนะ ^_^”
ฟลอร่าเด็กสาวผมสีเขียวกล่าวแล้วเดินเข้ามาใกล้
เธอร่ายเวทย์รักษาให้เรเวล..เนื่องจากเสื้อคลุมของเขาก็เปื้อนเลือดเหมือนกันทำให้รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ต้องบาดเจ็บแน่
“ทุกคนก็รักชีวิตตัวเองกันทั้งนั้นแหละ..ไม่มีใครอยากตายหรอก และมนุษย์เงานั่นก็น่ากลัวมากๆ..ถ้าฉันเป็นนายฉันก็หนีเหมือนกัน”
ฟลอร่าจับมือเรเวลแล้วมองไปที่ดวงตาของเขา
"อะ..เอ่อ..คือ..."
เรเวลพยายามดึงมือฟลอร่าออก
“ใช่แล้วล่ะ..อย่ากังวลไปเลยนะลูกพี่”
เคโระเดินเข้ามาใกล้เรเวล...เอามือคล้องคอแล้วใช้มืออีกข้างตบหน้าอกของเรเวลหลายๆที
'ปึก..ปึกๆๆ'
“ลูกพี่งั้นหรอ?..ใครเป็นลูกพี่นายกัน??…ฉันเองก็อายุพอๆกับนายไม่ใช่รึไง”
“เอาน่า..ก็แค่อยากจะเรียกน่ะ..นายเป็นคนจัดการมนุษย์เงานั่นใช่มั้ย..การโจมตีคล้ายๆสีรุ้งกับดอกไม้ไฟนั่นน่ะสุดยอดไปเลยนะ..เล่นเอาฉันอยากเป็นเบ๊นายเลยแหละ”
“อืม..มันก็ใช่ล่ะนะ..แต่เรื่องเป็นเบ๊นี่ไม่ต้องก็ได้มั้ง”
เรเวลก้มมองลงไปที่หอกของตัวเอง
สกิล <โรลลิ่งสเปียร์>ที่ถูกเอนชานต์ด้วย<หอกแห่งปาฎิหาริย์> เป็นเวลา15วินาที ให้ผลอัพเกรดประมาณ 60เท่า ทำให้สามารถสร้างเส้นตัดผ่ามิติขนาดใหญ่ได้…แถมสามารถโจมตีระยะไกลขึ้นได้ด้วย
นักรบเงาถูกคลื่นตัดผ่ามิติขนาดใหญ่กลืนกินจนหายไปในพริบตา
ส่วนเศษพลังเวทย์สีดำเล็กน้อยระดับที่ตามองไม่เห็นแต่เหลือรอด ก็ถูกเปลี่ยนเป็นดอกไม้ไฟแล้วกระจายไปยังทิศต่างๆทั่วท้องฟ้า
‘ภาพเบื้องหน้านี้ดูเหมือนว่าเราจะชนะแล้วนะ…แต่ว่าความรู้สึกนี้มันอะไรกัน’
เรเวลเดินไปใกล้หอกสีดำเล่มหนึ่งที่ปักอยู่ที่พื้น
ตัวเขาใช้นิ้วสัมผัสที่หอกนั้น
“เอาล่ะพวกเราไปร้านคาเฟ่กันเถอะ..อุตส่าห์ได้มาเที่ยวก่อนสำรวจดันเจี้ยนทั้งที..ดันมาเจอมนุษย์เงานั่นซวยชะมัดเลยแหะ..” เคโระกล่าวแบบนั้นแล้วเดินมาจับบ่าเรเวล
“ว่าไงลูกพี่สนใจจะมาด้วยกันมั้ย…เดี๋ยวผมเลี้ยงลูกพี่เองเลยนะ”
“อะ..อืม..ขอบใจนะ…ตะ..แต่ว่า”
เรเวลทำสีหน้าไม่สบายใจขึ้นมา
ฟลอร่าเห็นแบบนั้นจึงเดินเข้ามาใกล้แล้วถามเรเวล
“มีอะไรงั้นหรอ?””
“คือว่าฉันคิดว่าพวกเธอหนีไปจากตรงนี้จะดีกว่านะ..แบบว่ามนุษย์เงานั่นอาจจะไม่ได้ถูกกำจัดจริงๆ”
“วะ..ว่าไงนะ!!!”
สมาชิกห้องDหลายคนตกใจแล้วอุทานขึ้นมา
“ไม่เอาน่าลูกพี่..อย่าอำกันเล่นสิ…ผมไม่ขำเลยนะ”
“ทำไมนายคิดแบบนั้นล่ะเรเวล” ฟลอร่าถาม
เรเวลาหันหน้ามาทางฟลอร่าแล้วมองไปที่ใบหน้าของเธออยู่สักพักหนึ่ง
"..."
“อะ..อะ..อะไรหรอ..มะ..มะ..มองหน้าฉันทำไม 0//0”
เด็กสาวหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
“คือว่านะ..เธอชื่อฟลอร่าใช่มั้ย?”
“อือ..ใช่”
“ฉันจะให้เธอดูสิ่งนี้”
เรเวลแบมือแล้วยื่นมาใกล้เธอ..พร้อมกับร่ายเวทย์มนต์
‘ไฟเยอร์เจนเนอเรท’
หลังสิ้นเสียงร่ายเกิดคริสตัล6เหลี่ยมสวยงามสีแดงขึ้นที่ฝ่ามือของเรเวลทันที
“นี่มัน!?”
“ใช่แล้วล่ะ..เวทย์มนต์สร้างวัสดุพื้นฐานตามธาตุเฉพาะตนไงล่ะ”
เวทย์มนต์สายสรรสร้างวัตถุ..จัดเป็นเวทย์มนต์ปกติที่มักลงท้ายด้วยคำว่าเจเนอเรท หรือ เมค ตามแต่บุคคลถนัด อย่างเช่นกรณีของเซซิเลียสามารถใช้เวทย์มนต์ธาตุดินสร้างกิ่งไม้แหลมๆขึ้นมาได้
หลักการมันก็แค่จินตนาการถึงภาพวัตถุที่เราอยากจะสร้าง..แล้วร่ายเวทย์ขึ้นมา…โดยวัตถุนั้นจะมีหน้าตาและขนาดเป็นไปตามจินตนาการของเรา …แต่ถึงอย่างงั้นสิ่งที่สร้างขึ้นมามันก็มีข้อจำกัดอยู่ในฐานะเวทย์มนต์ปกติที่ไม่ใช่สกิล
เรเวลวางคริสตัลเปลวเพลิงบนฝ่ามือของฟลอร่า
“โอ้ะ!..ร้อน..”
ฟลอร่าโยนคริสตัลนั้นทิ้งลงพื้นทันที
คริสตัล6เหลี่ยมกลิ้งลงไปที่พื้นโดยไม่ได้แตกสลายไป
“เธอเห็นนั่นมั้ยล่ะ..ฟลอร่า”
“ก็เห็นอยู่แหละ..แต่ไม่เข้าใจอยู่ดีว่านายต้องการจะสื่ออะไร”
“อ่านั่นสินะ..”
เรเวลเดินไปหยิบคริสตัลสีแดงนั่นขึ้นมา
“ที่ฉันจะสื่อก็คือหอกสีดำนั่นก็สร้างขึ้นจากพลังเวทย์แบบนี้เหมือนกัน..แต่แค่ฉันไม่มีสามารถสร้างหอกที่แข็งแรงทนทานแบบนี้ได้ก็เท่านั้น….ถึงคุณสมบัติของคริสตัลสีแดง กับ หอกสีดำเล่มนี้จะไม่เหมือนกัน…แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่มันควรจะเหมือน”
เรเวลสลายคริสตัลสีแดงบนฝ่ามือทันที
คริสตัลสีแดงสลายหายไปกลายเป็นเศษพลังเวทย์กลับสู่ธรรมชาติ
“วัสดุที่สร้างขึ้นจากพลังเวทย์เหล่านี้มันควรจะหายไปด้วยปัจจัย3ข้อ คือ
1.ผู้ร่ายจงใจทำให้หายไป
2.ผู้ร่ายตาย
3.วัสดุที่สร้างถูกทำลายจากบุคคลอื่น
ปัจจัยทั้งสามข้อก็จะประมาณประมาณนี้แหละ "
เรเวลพยายามอธิบายทฤษฎีเวทย์มนต์ตามหลักวิชาการ..แต่สมาชิกห้อง D ไม่มีใครตั้งใจฟัง
“เอาน่าลูกพี่…ช่างมันเถอะ..พวกเราไปคาเฟ่กันเถอะนะ”
“เรเวล..คือฉันคิดว่านายคิดมากไปเองนะ”
“ก็อาจจะใช่นะฟลอร่า…ถ้างั้นเธอตอบฉันได้มั้ยล่ะว่า..ที่หอกสีดำนี่ยังอยู่มันเกิดจากปัจจัยข้อไหนกันแน่..”
ฟลอล่าตกใจหน้าซีดทันที
“เธอเข้าใจแล้วสินะ..เจ้ามนุษย์เงานั่นน่ะ..”
“ทะ..โทษทีนะ..ฉันไม่ได้ฟังน่ะฮะๆๆ…แบบว่าสมาธิหลุดไปตั้งแต่ครึ่งแรกแล้วล่ะ”
เรเวลหงายหลังจนหัวทิ่มทันที
‘ตุ้มม’
"นะ..นายไม่เป็นอะไรนะ..”
ฟลอร่าค่อยๆประคองเขาขึ้นมา
“เจ้าพวกบ้าเอ้ยยย..ที่ฉันจะสื่อคือไอเงานั่นมันยังไม่ตายต่างหากล่ะ..รีบหนีไปในตอนที่มีโอกาสซะะะะะะะ”
เรเวลตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันทีจนสมาชิกห้อง D หลายคนตกใจ
“ฮึๆๆๆๆ…ฮ่ะๆๆๆๆๆๆ..ฮึๆๆๆๆๆ..ฮะะะะะ..”
ตอนนั้นเองมีเสียงชวนสยดสยองดังขึ้น
ทุกคนรวมทั้งเรเวลหงายหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าทันที
“ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเผ่ามนุษย์ที่มีความสามารถขนาดนี้อยู่ด้วย…ตัวแกทำลายร่างกายฉันไปหลายรอบมากๆ..ในฐานะที่เป็นเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำของโลกนี้ฉันขอชื่นชมแกจริงๆ”
เศษพลังเวทย์สีดำหลายชิ้นหลอมรวมกันบนท้องฟ้าจนกลายร่างเป็นนักรบเงาอีกครั้ง
“มะ..มะ..ไม่จริงน่า..”
สมาชิกห้องDหลายคนเริ่มมีสีหน้าหวาดกลัวกลับมา
“มันเป็นไปได้ยังไง…ลูกพี่กำจัดไปแล้วไม่ใช่หรอ”
เคโระเข่าอ่อนแล้วทรุดลงกับพื้น
"กะ…แกเป็นใครกันแน่!!?”
เรเวลมองนักรบเงาบนท้องฟ้าในสภาพเหงื่อไหลพราก
“มะ…ไม่นะ…ฉันต้องตายจริงๆใช่มั้ย..”
ฟลอร่าเดินเข้าไปหลบข้างหลังเรเวลด้วยสีหน้าหวาดกลัวไม่ต่างจากสมาชิกห้องDคนอื่นๆ
“พลังของฉันเป็นหนึ่งในเศษเสี้ยวของพลังที่ได้รับมาจากท่านผู้นั้น..ฉะนั้นมนุษย์ชั้นต่ำอย่างพวกแกอย่าหวังจะจัดการฉันได้ง่ายๆ”
“ชิ..”
เรเวลทำสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นพร้อมกับเหงื่อที่ไหลออกมาบนใบหน้าเยอะกว่าเดิม
“บ้าน่า..อย่าบอกนะว่ามีคนที่เก่งกว่ามันอีกน่ะ…”
เคโระปากสั่นขาไม่ขยับ
“มะ..มะ..ไม่นะ..ฉันกลัวอะ..ท่านแม่”
ฟลอร่ากลัวจนหลับตาแล้วกอดเรเวลจากด้านหลัง
“หะ…หะ…เห้ยย…เธอจะมากอดฉันทำไม"
นักรบเงารวบรวมพลังเวทย์เพื่อเตรียมการโจมตีอีกครั้ง
“ฉันไม่ยอมให้ทำแบบนั้นหรอก!!!!!”
เรเวลสบัดตัวฟลอร่าออก..แล้วใช้แอเรียลบินขึ้นไป
นักรบเงาอัญเชิญหอกพันเล่มรอบตัวเรเวล
เด็กหนุ่มรวบรวมอนุภาคแสงบริสุทธิ์ที่ตัวหอก..แล้วปล่อยคลื่นแห่งการตัดมิติอย่างรวดเร็ว
‘เวทย์ไฟ-โรลลิ่งสเปียร์’
“ฉัวะ..”
ร่างนักรบเงาขาดสองท่อนด้วยการโจมตีระยะไกลจากคลื่นตัดมิติสีรุ้ง
หอกพันเล่มรอบตัวเรเวลสลายหายไป
“ตอนนี้แหละ”
‘มานา-’
“อะไรกันน!!…"
ร่างของนักรบเงาสมานกันรวดเร็วกว่าเดิมแล้วโจมตีใส่เรเวลก่อนที่เขาจะร่ายมานาโซน
“ชิ..”
เรเวลเบี่ยงตัวหลบหอกสีดำที่พุ่งเข้ามาเกือบไม่ทัน
“ไม่ว่ายังไงฉันก็ปล่อยให้แกรอดไม่ได้” นักรบเงากล่าวแบบนั้น
“อา..ถ้ามั่นใจขนาดนั้นก็ลองตามมาฆ่าฉันดูสิ...”
‘มานาโซน-ไฟเยอร์แอเรียล’
เด็กหนุ่มใช้แอเรียลบินหนีนักรบเงาไปทางทิศเหนือ…