อี้ซินหมอบกายสงบนิ่งอยู่ในพุ่มไม้บนเนินเตี้ย ร่างทั้งร่างแทบหลอมรวมไปกับเงาราตรี สายตาของเขาจับจ้องไปยังศาลาหินเบื้องล่างดุจเหยี่ยวราตรีเฝ้ามองเหยื่อ แม้รอบด้านจะมีเพียงความมืดมิดกับเงาสนเอนลู่ตามแรงลม หากประสาทััของเขาในยามนี้กลับเฉียบคมกว่าวันวานหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็ทางเดินดินแข็งที่ถูกผู้คนเหยียบย่ำจนแน่น รอยล้อเกวียนตื้น ๆ ตรงชายลานฝั่งซ้าย ก้อนศิลาบาง่ซึ่งพอใช้กำบังเงาร่างได้ ตลอดจนจังหวะผลัดเปลี่ยนฝีก้าวของผู้เฝ้าการณ์สองคนที่เดินวนไปคนละทิศ
ศาลาหินทางเหนือสร้างอยู่ใต้ผาเตี้ยรูปจันทร์เสี้ยว เบื้องหน้าเป็ลานโล่งกว้างราวยี่สิบจั้ง มิได้มีไม้ใหญ่ให้ซ่อนกาย มีเพียงก้อนศิลาเตี้ยกับพุ่มไม้กระจัดกระจาย หากผู้ใดบุ่มบ่ามพุ่งเข้าไปกลางลานในยามนี้ ต่อให้มิใช่คนโง่เขลา ก็มิพ้นกลายเป็เป้านิ่งให้คนด้านในสังหาร
อี้ซินจึงไม่ขยับ
เขาเพียงรอ
ผู้ล่าที่ใจร้อน มักเป็ฝ่ายเผยช่องโหว่ก่อนเสมอ
คนเฝ้าหน้าศาลาสองคนนั้น แม้สวมเพียงเสื้อคลุมกันฝนธรรมดาทับกาย ทว่าอิริยาบถยืน การกวาดสายตา และมือที่แตะอยู่ใกล้ด้ามอาวุธ ล้วนบ่งบอกว่าผ่านการฝึกมาแล้ว อย่างน้อยก็เหนือกว่าพวกอันธพาลในหมู่บ้านหลายเท่านัก
ด้านข้างประตูใหญ่มีตะเกียงแขวนอยู่หนึ่งดวง เปลวไฟภายในแกว่งไหวไปตามแรงลม ฉายเงาคนภายในศาลาให้ผ่านตาเป็ระยะ แสดงว่าข้างในยังมีคนอยู่อีกอย่างน้อยสองถึงสามราย
อี้ซินค่อย ๆ ขยับกายไปตามเงาไม้ฝั่งซ้าย เปลี่ยนมุมเพื่อสอดส่องด้านหลังศาลา ครานี้ดวงตาของเขาพลันวาววับ
ด้านหลังศาลาหินมีช่องหน้าต่างเล็กเพียงบานเดียว ยกสูงจากพื้นอยู่พอสมควร เบื้องล่างห่างออกไปไม่กี่ฉื่อเป็ร่องน้ำฝนซึ่งไหลอ้อมฐานผาแล้วทอดออกสู่ชายป่าด้านข้าง ปากร่องนั้นคับแคบอยู่บ้าง ทว่าหากมิใช่คนร่างใหญ่โตเกินไป ก็น่าจะคลานลอดได้
แววตาของอี้ซินแข็งขึ้นเล็กน้อย
นี่คือช่องทาง
แม้ยังมิอาจแน่ชัดว่าร่องน้ำนี้จะพาเข้าสู่ด้านในได้หรือไม่ แต่ย่อมดีกว่าพุ่งเข้าประตูหน้าอย่างบุ่มบ่ามหลายส่วน
เขากำลังจะถอยกลับไปวางกลศึกใหม่ ทันใดนั้นประตูศาลาก็เปิดออก
แสงตะเกียงสาดวาบไปทั่วลาน ชายร่างสูงสามคนในชุดเข้มก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า หนึ่งในนั้นคือหลัวเหวินซานแน่นอน แม้อยู่ไกล แต่อี้ซินยังจำท่วงท่าเดินและสันหลังหยาบหนาของมันได้มิผิด อีกสองคนด้านข้างสวมชุดแขนแคบสีเทาเข้ม ใต้ชายเสื้อมีลวดลายบางอย่างสะท้อนแสงเพียงวูบเดียว
อี้ซินหรี่ตาลงทันที
คนพวกนี้มิใช่ชาวบ้าน
และมิใช่พวกพรานรับจ้างทั่วไปอย่างแน่นอน
ทั้งสามหยุดอยู่ใต้ชายคาศาลา หลัวเหวินซานยกมือเช็ดปลายมีดสั้นกับผ้าหนา ก่อนโยนผืนนั้นทิ้งลงพื้นราวกับเป็เศษขยะ
หัวใจของอี้ซินเย็นวาบ
โลหิตของผู้ใด
ภายในศาลานั้นเงียบงันเกินไป เงียบจนเขามิได้ยินแม้เสียงครางของผู้ถูกทรมาน
ชายชุดเทาคนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงต่ำแหบเยียบเย็น
“คนเฒ่าผู้นั้นดื้อดึงกว่าที่คิด”
หลัวเหวินซานแค่นหัวเราะ “หากไม่ดื้อ คงมิอาจเก็บของชิ้นนั้นไว้ได้นานถึงเพียงนี้”
อีกคนหนึ่งเอ่ยถาม “เ้ามั่นใจเพียงใด ว่าสมบัติอยู่กับเด็กนั่น”
หลัวเหวินซานตอบทันที “เมื่อคืนมันมิยอมคายสิ่งใดออกมา แต่ตาเฒ่าหานกลับยอมให้ตนเองถูกซ้อมจนแทบขาดใจ เพียงเพื่อซื้อเวลาให้มันหลบหนี ต่อให้ของมิได้อยู่บนกายเด็กนั่น ก็คงต้องมีเบาะแสบางอย่างอยู่แน่”
ชายชุดเทาคนนั้นเงียบไปชั่วครู่ คล้ายชั่งน้ำหนักอยู่ในใจ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
“พวกเราเหลือเวลาไม่มาก สำนัก...”
มันชะงักไปเพียงน้อย แล้วลดเสียงลงอีกขั้น
“เบื้องบน้าคำตอบ ก่อนคนของตระกูลมู่จะผ่านเขตนี้”
คำว่า ตระกูลมู่ พุ่งเข้าหูอี้ซินดุจเข็มน้ำแข็งแทงทะลวงถึงหัวใจ
ร่างของเขากดต่ำลงกว่าเดิมทันที แววตายิ่งเย็นกร้าว
อีกคนถามต่อ “หากเด็กนั่นยังมิได้ตายเล่า”
หลัวเหวินซานหัวเราะหยัน “ตกลงสู่โพลงมรณะ จะมีชีวิตรอดกลับมาได้อย่างไร”
“อย่าประมาท” ชายชุดเทาคนแรกเอ่ยเสียงเข้ม “คืนนี้เพิ่มคนเฝ้ารอบศาลาอีกหนึ่งจุด หากคนเฒ่าตายก่อนฟ้าสางแล้วยังไม่ได้สิ่งใด พวกเราจะค้นบ้านทั้งหมู่บ้านซ้ำอีกครั้ง”
คนเฒ่าตายก่อนฟ้าสาง...
นิ้วของอี้ซินจิกลงบนพื้นดินแน่น จนปลายเล็บแทบฉีก
เฒ่าหานยังไม่ตาย อย่างน้อยจนเมื่อครู่ยังมีชีวิตอยู่
แต่หากยืดเยื้อต่อไป เกรงว่าจะมิอาจรักษาชีวิตไว้ได้อีกนาน
ทั้งสามสนทนากันอีกเพียงไม่กี่ประโยค ก่อนชายชุดเทาสองคนจะแยกไปทางด้านหลังศาลา เหลือหลัวเหวินซานยืนอยู่หน้าศาลาเพียงลำพัง มันเงยหน้ามองฟ้ามืดครู่หนึ่ง ก่อนถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหงุดหงิด แล้วหมุนกายกลับเข้าสู่ด้านใน
ประตูปิดลงอีกครา
ลานหน้าศาลากลับคืนสู่ความเงียบเช่นเดิม มีเพียงผู้เฝ้าการณ์สองคนเดิมกับอีกหนึ่งซึ่งเพิ่งเพิ่มเข้ามายืนอยู่ทางด้านหลัง
สามคนด้านนอก
อย่างน้อยสองถึงสามคนด้านใน
อี้ซินค่อย ๆ ถอยกายลงจากเนินเตี้ยอย่างไร้สุ้มเสียง แม้แต่ใบไม้ก็ไม่สั่นไหว
เวลาของเขา...เหลือน้อยเต็มที
คืนนี้ เขาต้องลงมือ
เมื่อถอยกลับมาถึงแนวป่าด้านข้างซึ่งห่างออกมาได้พอสมควร อี้ซินจึงหยุดกาย ย่อตัวลงหลังโคนสนใหญ่แล้วเรียบเรียงความคิดในใจทีละชั้น
หากบุกด้านหน้า เขาจำต้องสังหารหรืออย่างน้อยทำให้ผู้เฝ้าการณ์สามคนเงียบเสียงลงให้ได้ก่อน โดยยังมิรู้ว่าด้านในมีผู้ใดรออยู่บ้าง โอกาสพลาดย่อมสูงเกินไป
หากอ้อมด้านหลังแล้วคลานลอดร่องน้ำ เขาอาจเข้าไปถึงตัวเฒ่าหานก่อนก็จริง ทว่าหากภายในยังมีคนเฝ้า เขาก็อาจตกอยู่ในที่คับแคบ ไร้ทางร่นถอย
ไม่ว่าทางใด เขาจำต้องก่อความวุ่นวายภายนอกเสียก่อน
ความคิดของอี้ซินแล่นไปถึงถุงหนังของคนตายในถ้ำดารา
ผงแดงคล้ำที่ทำให้อสูรคลุ้มคลั่ง
เขาล้วงมันออกมาพิจารณา ส่วนที่เหลือยังพอใช้ได้อีกหนึ่งถึงสองครั้ง หากสาดใส่มนุษย์โดยตรง อาจมิอาจออกฤทธิ์ร้ายแรงเช่นใช้กับอสูร แต่หากใช้กับสัตว์ป่า...
ดวงตาของเขาเหลือบไปยังป่าทึบเบื้องล่างในทันที
ทางเหนือของหมู่บ้านเป็แนวหากินของฝูงหมาป่าเขี้ยวดำ เขาเคยพบทั้งรอยเท้าและมูลมันมาหลายคราเมื่อครั้งติดตามเฒ่าหานขึ้นเขาหาสมุนไพร หากคืนนี้ลมพัดพากลิ่นโลหิตจากศาลาหินอยู่แล้ว และยังมีผงนี้ช่วยยั่วยุ...
อี้ซินมิรอให้ความคิดในใจสมบูรณ์ครบถ้วน เขากำผงแดงไว้แน่น ก่อนเคลื่อนกายลงสู่ชายป่าเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
ร่างใหม่ของเขาทำให้การวิ่งผ่านพุ่มไม้เงียบเชียบและมั่นคงยิ่งกว่าวันวาน แม้ข้อเท้าขวายังเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็ยังมิอาจฉุดเขาให้ช้าลงไปได้มากนัก ใช้เวลาไม่นาน เขาก็พบร่องรอยที่้า
ใต้พุ่มหนามใกล้ศิลาก้อนใหญ่ มีซากกวางป่าครึ่งตัวถูกขย้ำกินจนเหลือแต่กระดูกกับเศษเนื้อฉีกขาดใหม่ ๆ กลิ่นคาวยังแรงจัด รอบด้านมีรอยเท้าหมาป่าขนาดมิเล็กหลายรอย
พวกมันยังอยู่ไม่ไกล
อี้ซินย่อตัวลง โรยผงแดงคล้ำเพียงนิดลงบนซากกวาง ก่อนใช้มีดกรีดแขนตนเองให้เป็แผลตื้น ปล่อยหยดโลหิตสดลงบนเศษเนื้อสองสามหยด แล้วถอยกายออกอย่างรวดเร็ว พลันทะยานขึ้นสู่ต้นไม้ใหญ่ด้านข้างอย่างเงียบงัน
เขารออยู่เพียงครู่เดียว
เสียงกรอบแกรบจากพุ่มไม้ก็ดังขึ้น
เงาร่างแรกโผล่ออกมาก่อน เป็หมาป่าขนดำอมเทาตัวหนึ่ง สูงเกือบถึงเอวคนเต็มวัย ดวงตาเป็ประกายเขียวเย็นวาบท่ามกลางความมืด ไม่นาน ตัวที่สอง ตัวที่สาม และตัวที่สี่ก็ทยอยปรากฏตามออกมา
เป็ฝูงเล็กสี่ตัว
เพียงพอแล้ว
หมาป่าตัวนำสูดกลิ่นซากกวาง ก่อนสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อได้กลิ่นผงแดง มันคำรามต่ำ ขนบนสันหลังลุกชัน จากนั้นจึงงับซากกวางคำใหญ่เข้าไป
ผลของผงนั้นออกฤทธิ์เร็วกว่าที่อี้ซินคาดไว้
ไม่ถึงสิบลมหายใจ ดวงตาของมันก็เปลี่ยนเป็สีแดงคล้ำ เสียงขู่ต่ำกลายเป็แหลมแข็งกระด้าง หมาป่าตัวอื่นที่กินหรือสูดกลิ่นตามก็เริ่มหงุดหงิดผิดปกติ พวกมันขย้ำซากรุนแรงขึ้น สะบัดหัวถี่ขึ้น และเริ่มขู่ใส่กันเองราวกับใกล้คลุ้มคลั่ง
อี้ซินรอจนมั่นใจว่าผงเริ่มออกฤทธิ์ จึงใช้มีดกรีดปลายเท้าตนให้เืซึมลงบนกิ่งไม้ แล้วถูเืสดนั้นกับเศษผ้าชิ้นเล็ก ก่อนเหวี่ยงมันออกไปยังทิศทางศาลาหิน
เศษผ้าตกลงห่างไปไม่ไกลพอให้หมาป่าได้กลิ่นโลหิตใหม่สด
หมาป่าตัวนำหันขวับทันที
จากนั้นมันก็พุ่งตรงไปตามกลิ่นโลหิต
ตัวอื่นวิ่งตามติดดุจเงาตามกาย
อี้ซินยิ้มเย็นอยู่บนกิ่งไม้ ก่อนกระโจนลงสู่พื้นแล้วอ้อมไปยังด้านหลังศาลาทันที
เสียงคำรามของหมาป่าดังขึ้นทางด้านหน้าศาลาหินในเวลาไม่นาน
พร้อมเสียงะโลั่นของผู้เฝ้าการณ์
“มีสัตว์ป่า!”
“ระวัง!”
ตามติดมาด้วยเสียงดาบชักออกจากฝักและเสียงเห่าแหบคลั่งของหมาป่าเขี้ยวดำ เสียงนั้นถี่กระชั้นและใกล้ผิดปกติ เพียงฟังก็รู้ว่าฝูงสัตว์ร้ายพวกนี้มิได้อยู่ในสภาพปกติ หลายเสียงประสานกันอย่างบ้าคลั่งเกินกว่าสัตว์ป่าหิวโซทั่วไป
อี้ซินฉวยจังหวะนั้นเคลื่อนกายไปตามเงาศิลาเื้ัศาลาอย่างรวดเร็วที่สุด ผู้เฝ้าการณ์ด้านหลังซึ่งควรประจำจุดอยู่ที่นั่น กลับหันเหความสนใจไปยังเสียงจลาจลเบื้องหน้าแล้ว
อี้ซินมองเห็นเพียงแผ่นหลังของมันอยู่ไกลไม่กี่จั้ง
เขายกก้อนศิลาขนาดกำปั้นขึ้นมา ชั่งน้ำหนักในฝ่ามือเพียงชั่วเสี้ยวอึดใจ ก่อนซัดออกไป
ฟึ่บ!
ก้อนศิลาพุ่งดั่งอสนีเล็ก กระแทกเข้าที่ขมับของชายผู้นั้นเต็มแรง
ปัก!
ร่างนั้นทรุดฮวบแทบไม่ทันส่งเสียง
อี้ซินพุ่งเข้าประคองไว้ไม่ให้กระแทกพื้น มืออีกข้างปิดปากมันแน่นพร้อมลากเข้าพุ่มไม้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว ชายผู้นั้นยังมิหมดสติสนิท ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก พยายามดิ้นพล่านสุดแรง
อี้ซินมองใบหน้ามันใกล้ ๆ แล้วจดจำได้ในทันที
หนึ่งในคนที่เคยยืนล้อมเขาเมื่อคืน
เขามิเอ่ยคำใดให้เปลืองลม
คมมีดกดลงข้างลำคออีกฝ่ายอย่างเยียบเย็น
ฉึก
โลหิตอุ่นทะลักท่วมฝ่ามือในพริบตา ร่างนั้นกระตุกอยู่สองครา ก่อนแน่นิ่งลง
อี้ซินปล่อยซากศพลงอย่างเงียบเชียบ แววตาไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
ด้านหน้าศาลายังวุ่นวายไม่หยุด เสียงหมาป่ากับเสียงคนร้องด่าดังสลับกันเป็ระยะ บางคราก็มีเสียงร้องด้วยความเ็ปแทรกขึ้นมา ชัดว่ามีผู้ใดถูกเขี้ยวสัตว์ร้ายกัดเข้าแล้วจริง ๆ
อี้ซินมิรีรอ เขารีบหมอบกายลงแล้วคลานเข้าสู่ร่องระบายน้ำด้านหลังศาลา ปากร่องนั้นคับแคบกว่าที่คิด หินขอบแหลมกดเข้าที่หัวไหล่และชายโครงจนเจ็บแปลบ แต่ยังพอลอดเข้าไปได้ เขากัดฟันแน่นแล้วค่อย ๆ สอดร่างเข้าไปทีละส่วน
กลิ่นชื้นเก่ากับกลิ่นโคลนเน่าคละคลุ้งขึ้นมาทันที
ร่องน้ำนี้ต่ำจนเขาต้องใช้ทั้งศอกและเข่าคลานไปอย่างเชื่องช้า น้ำขังตามแอ่งหินบาง่เย็นเฉียบจนผิวเนื้อด้านชา ทว่าลึกเข้าไปเบื้องหน้า กลับมีแสงสลัวเล็ดลอดออกมา
อี้ซินคืบคลานไปจนถึงปลายร่องในที่สุด
เหนือศีรษะเขาเป็ช่องไม้ตะแกรงหลวม ๆ ช่องหนึ่ง ติดอยู่ใต้ผนังศิลาในตัวศาลา เขาค่อย ๆ ดันมันด้วยปลายนิ้วอย่างระมัดระวังที่สุด
กึก...
มันขยับจริง
อี้ซินหยุดฟังเสียงภายในก่อน
เงียบ
มิได้มีผู้ใดยืนอยู่ใกล้ช่องนี้
เขาจึงค่อย ๆ ดันต่อจนพอมีช่องให้ทอดสายตาเข้าไป
ภายในคือห้องหลังของศาลา ห้องนั้นมิได้กว้างนัก มีโต๊ะไม้หนึ่งตัว เก้าอี้สองตัว ตะเกียงน้ำมันแขวนบนผนัง และเสาไม้กลางห้องซึ่งมีร่างหนึ่งถูกมัดตรึงเอาไว้
เฒ่าหาน
เพียงเห็นเสี้ยวใบหน้าของคนชรา หัวใจของอี้ซินก็พลันบีบรัดแน่น
เฒ่าหานก้มศีรษะต่ำ โลหิตแห้งเกรอะกรังอยู่ที่แก้มและเคราบาง เสื้อ้าถูกฉีกขาดจนเผยรอยฟกช้ำเต็มแผ่นอก แขนทั้งสองถูกมัดไพล่หลังแน่น ข้อมือมีคราบเืเป็วง แสดงว่าคงดิ้นรนต่อสู้อยู่ไม่น้อย ขาข้างหนึ่งยังถูกโซ่เหล็กล่ามติดกับฐานเสาอีกชั้น
ยังมีชีวิต
แต่สภาพของเขาแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ตรงมุมห้องใกล้ประตูด้านหน้า ชายชุดเทาคนหนึ่งยืนหันหลังอยู่ มันกำลังเงี่ยหูฟังความวุ่นวายด้านนอก มือกำด้ามดาบสั้นแน่น ส่วนหลัวเหวินซานยังไม่ปรากฏในห้องนี้ เกรงว่าจะอยู่ห้องหน้า
อี้ซินกดเปลวโทสะที่พลุ่งขึ้นในอกให้สงบลงทันที
ยังเร็วเกินไป
หากเขาพรวดเข้าไปในเวลานี้แล้วสังหารชายชุดเทาไม่สำเร็จในกระบวนแรก เฒ่าหานย่อมถูกยกขึ้นเป็ตัวประกันในทันที
เขาจึงนิ่งอยู่กับช่องตะแกรงนั้น พินิจทุกสิ่งอย่างเย็นที่สุด
ชายชุดเทายืนห่างจากเฒ่าหานราวสี่จั้ง ระหว่างกลางมีโต๊ะไม้ขวางอยู่ จากช่องนี้ถึงด้านหลังมันใช้เวลาเพียงชั่วลมหายใจเดียว หากเขาเร็วพอ ก็อาจปิดปากและปลิดชีพได้ก่อนอีกฝ่ายหันกลับ
ทว่าสิ่งที่ทำให้อี้ซินหยุดจริง ๆ มิใช่ระยะทาง
แต่เป็สิ่งที่ห้อยอยู่ข้างเอวของชายชุดเทา
ใต้แสงตะเกียงสลัว มีป้ายโลหะสีดำหม่นห้อยอยู่ด้านขวา บนป้ายสลักลายคล้ายเมฆคดเคี้ยวกับอักขระประหลาดหนึ่งตัว อี้ซินไม่เคยเห็นมาก่อน แต่มั่นใจได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ของชาวบ้านหรือผู้คุ้มกันธรรมดาอย่างแน่นอน
เื้ัเื่นี้...มีสำนักอยู่จริง
อย่างน้อยก็เป็ขุมอำนาจซึ่งมีระเบียบและสัญลักษณ์ของตนเอง
อี้ซินจดจำลวดลายนั้นไว้ในใจอย่างแ่า
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักก็ดังมาจากห้องหน้า ประตูกระแทกเปิดออก หลัวเหวินซานเดินเข้ามาพร้อมดาบเปื้อนโลหิตในมือ สีหน้าหงุดหงิดอย่างถึงที่สุด
“หมาป่าพวกนั้นราวกับเสียสติ!” มันสบถ “กัดไม่เลือกแม้แต่กองไฟ”
ชายชุดเทาหันกลับ “จัดการหมดหรือยัง”
“เหลืออีกตัวหนึ่ง คนของเราถูกกัดไปหนึ่ง” หลัวเหวินซานถ่มเืหมาป่าออกจากมุมปาก “บัดซบ คืนนี้ผิดปกติเกินไป”
ชายชุดเทาหรี่ตาเล็กน้อย “แล้วคนเฝ้าด้านหลังเล่า”
หลัวเหวินซานชะงัก “มันอยู่ประจำ—”
ทั้งสองหันขวับไปยังประตูหลังพร้อมกันในชั่วพริบตา
สัญชาตญาณของคนมีฝีมือทำให้อี้ซินเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
พวกมันรู้แล้ว
“ไปดู!” ชายชุดเทาตวาดลั่น
หลัวเหวินซานหมุนกายจะพุ่งออกไปในทันที
ไม่มีเวลาอีกแล้ว
อี้ซินดันตะแกรงไม้เปิดออกสุดแรง แล้วทะยานเข้าสู่ห้องจากร่องน้ำในชั่วพริบตา
เสียงไม้แตกดังลั่นก้อง
ชายชุดเทาหันขวับ แต่ช้าไปเพียงครึ่งเสี้ยวอึดใจ
อี้ซินทะยานขึ้นจากพื้นต่ำดุจภูตเงา มีดในมือพุ่งตรงสู่หลังคอของมันอย่างไม่ลังเล
ฉึก!
คมมีดเสียบเข้าเนื้อจริง หากยังไม่ลึกพอจะปลิดชีพในกระบวนเดียว ชายชุดเทาคำรามลั่นแล้วหมุนศอกสวนกลับ อี้ซินยกแขนรับ แรงปะทะหนักหน่วงจนเขาถอยกรูดไปสองก้าว
“เป็เ้า!” หลัวเหวินซานร้องลั่นเมื่อเห็นใบหน้าเขา ดวงตาเบิกกว้างปนตะลึง “เ้ายังไม่ตายจริง ๆ!”
อี้ซินมิเอ่ยตอบแม้แต่คำเดียว
เขาพุ่งเข้าหาชายชุดเทาอีกครั้งก่อนอีกฝ่ายจะชักดาบออกจากฝักเต็มที่ มีดสั้นในมือเขากวาดต่ำสั้น หมายตัดเอ็นขา ไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายใช้เพลงดาบยาว แต่ชายผู้นั้นว่องไวเกินคาด มันทะยานหลบพร้อมชักดาบเงินวาวออกมาครึ่งคืบ แล้วฟันลงทันที
แกร้ง!
อี้ซินยกมีดรับ คมมีดครึ่งเล่มแทบแตกร้าวจากแรงปะทะ แขนทั้งแขนชาวาบ
มันแข็งแกร่งกว่าหลัวเหวินซานมาก!
หลัวเหวินซานเองก็ชักมีดสั้นพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง กระบวนท่าประสานของทั้งสองแแ่ชัดเจนว่าเคยร่วมมือสังหารผู้คนมานับไม่ถ้วน อี้ซินถอยครึ่งก้าว หลบมีดของหลัวเหวินซานอย่างเฉียดฉิว แล้วเตะโต๊ะไม้กระแทกใส่ชายชุดเทาจนล้มตะแคง
โครม!
ตะเกียงบนผนังแกว่งไกว แสงไฟสั่นสะท้านไปทั่วห้อง
“อี้ซิน...”
เสียงแหบแห้งดังขึ้นจากเสากลางห้อง
เฒ่าหานเงยหน้าขึ้นแล้ว
แม้ใบหน้าชราจะซีดเซียวจนแทบไร้สีโลหิต ทว่าดวงตาคู่นั้นยังคงคมกริบและสว่างอยู่ เพียงเห็นอี้ซิน ความใพลันวาบขึ้น ก่อนเปลี่ยนเป็โทสะและความร้อนใจในบัดดล
“ผู้ใดใช้ให้เ้ากลับมา!” เฒ่าหานกัดฟันเอ่ย “หนีไป!”
หัวใจของอี้ซินสั่นวูบ แต่ยังไม่ทันตอบคำ หลัวเหวินซานก็หัวเราะลั่นอย่างคนเห็นภูตผีคืนชีพ
“ดี! ดีจริง!” มันแสยะยิ้มอำมหิต ดวงตาเต็มไปด้วยความคลั่ง “ข้านึกว่าเสียเปล่าเสียแล้ว! ในเมื่อเ้าส่งตัวมาถึงที่ ข้าจะหักกระดูกเ้าทีละท่อนต่อหน้าตาเฒ่านี่!”
สิ้นวาจา มันพุ่งเข้ามาก่อน ใช้มีดสั้นแทงตรงอกหวังปิดระยะฉับพลัน
อี้ซินบิดกายหลบ แล้วสวนหมัดกลับเข้าที่ท้องมันเต็มแรง
ปัก!
หลัวเหวินซานสีหน้าบิดเบี้ยวทันที ร่างงอเล็กน้อยจากแรงกระแทก ชัดเจนว่ามันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าพละกำลังของอี้ซินจะรุนแรงถึงเพียงนี้ แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ชายชุดเทาก็ฟันดาบเฉียงลงมาจากด้านหลัง
วาบ!
ลมคมดาบเฉียดผ่านต้นคอจนขนลุกซ่าน อี้ซินก้มกายต่ำแล้วไถลผ่านช่องว่างระหว่างโต๊ะกับผนัง หลบคมดาบอย่างหวุดหวิด
ศัตรูสองคน
หนึ่งในนั้นเหนือกว่าเขาในเชิงฝีมืออย่างชัดแจ้ง
อีกคนแม้ด้อยกว่า แต่เ้าเล่ห์และรู้ทางของเขาดี
ศึกนี้พลาดเพียงก้าวเดียว เขากับเฒ่าหานจะต้องตายทั้งคู่
อี้ซินยืนหอบเบา ๆ ข้างเสาอีกต้น ดวงตากวาดไปยังเชือกกับโซ่ของเฒ่าหานอย่างรวดเร็ว หากคิดช่วยคนชรา เขาจำต้องสร้างจังหวะให้สองคนนี้ห่างออกไปก่อน
แต่ขณะความคิดกำลังหมุนพุ่ง เฒ่าหานกลับจ้องเขาแน่นยิ่งกว่าครั้งใด แล้วเอ่ยออกมาทีละคำ น้ำเสียงต่ำ แต่หนักหน่วงจนกดทับห้องทั้งห้อง
“ที่เอว...ของชายชุดเทา...ดูตรามันให้ดี”
อี้ซินชะงักเพียงเสี้ยวอึดใจ
เฒ่าหานยังมิยอมปล่อยเื่นั้น แม้ตนเองอยู่บนขอบเหวแห่งความตาย
แสดงว่าตรานั้นสำคัญยิ่ง
ชายชุดเทาหรี่ตาลง ทันใดนั้นมันก็ยกมือแตะป้ายดำที่เอวราวกับถูกแทงกลางใจ แล้วแสยะยิ้มเ็า
“ดูไปก็ไร้ประโยชน์” มันกล่าว “คืนนี้ พวกเ้าทั้งสองไม่มีผู้ใดได้ออกไป”
อี้ซินตอบมันด้วยสายตาเย็นยิ่งกว่า
“คนที่ควรกล่าววาจานั้น...” เขาเอ่ยช้า ๆ “มิใช่เ้า”
สิ้นคำ นิ้วของเขาก็ขยับแตะถุงผงแดงซึ่งซ่อนอยู่ข้างเอวเบา ๆ
ประกายในดวงตาของเขาคมกริบขึ้นอีกส่วน
ศึกในห้องนี้...ยังไม่สิ้นสุด
และโลหิตที่จะหลั่งในคืนนี้...จะต้องไม่ใช่โลหิตของเขาฝ่ายเดียวอีกต่อไป