ทะลุมิติมาเป็นแพทย์หญิงตัวร้ายพร้อมลูกชายอัจฉริยะ【จบ】

เล่มที่ 6 ตอนที่ 178 สมองมีปัญหา

        กู้ชิงเฉิงพยายามทบทวนเนื้อหาในนิยายยิ่งนางข้ามภพมายังโลกแห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันเปลี่ยนแปลงไปดุจผีเสื้อขยับปีกก่อเกิดคลื่นลมพัดพาให้เรื่องราวผันผวนทั้งในฐานะผู้คนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง นางก็เพิ่งจะตระหนักถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในยามนี้ การจะพลิกสถานการณ์จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งนัก

        เช่นยามนี้นางจำได้แม่นยำว่าซูเหวินจิ้งเป็นผู้ช่วยชีวิตโม่อวี้เฉินทว่าทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปสิ้น

        "เรื่องของซูเหวินจิ้งเป็นอย่างไรกันแน่?" กู้ชิงเฉิงยังคงตามหาไป๋เฉิงจ้านเพื่อสอบถามสถานการณ์ นางรู้สึกว่าพวกตนตกเป็นฝ่ายรับมากเกินไป

        เดิมทีไป๋ฉี่เหรินออกไปเพราะซูเหวินจิ้งทว่าในชาตินี้ ซูเหวินจิ้งกลับกลายเป็นตัวถ่วงไปเสียได้หากไม่ใช่เพราะเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นและตอนนี้กู้ชิงเฉิงเป็นห่วงโม่อวี้เฉินเป็นอย่างมากนางคงจะไม่ยุ่งเกี่ยวมากมายเช่นนี้

        "ได้ยินว่า ซูเหวินจิ้งลอบหนีไปโดยที่ตระกูลซูไม่ล่วงรู้และเมื่อกองทัพทั้งสองปะทะกัน นางก็ถูกชนเผ่าซงหนูจับเป็นเชลยหลังจากนั้นจึงได้รู้ว่านางเป็นสตรี และสืบทราบว่าเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลซู"สีหน้าของไป๋เฉิงจ้านมืดครึ้มยิ่งนักเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้มีแต่จะสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้นไปอีก

        กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงสิ่งนี้ก็แตกต่างไปจากในนิยายเช่นกัน ในนิยาย ซูเหวินจิ้งเป็นอัจฉริยะทางการค้าถึงขั้นเข้าบริหารกิจการของตระกูลซูและกลายเป็นผู้นำตระกูลสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ครั้งนี้นางควรจะมาเพื่อเจรจาการค้า และบังเอิญมาพบกับการทำสงครามของสองแคว้น ด้วยโอกาสเหมาะเจาะนางได้ช่วยชีวิตโม่อวี้เฉินที่บาดเจ็บสาหัส และยังวางแผนอยู่เบื้องหลังทำให้พวกเขาได้รับชัยชนะมาอย่างหวุดหวิดแต่ก็เป็นเพียงชัยชนะอย่างหวุดหวิดเท่านั้นเพราะชนเผ่าซงหนูเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี และยังโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวอีกด้วยต้าฉินจึงตกเป็นฝ่ายรับมากเกินไป

        "ลอบหนีมา..." กู้ชิงเฉิงแทบจะอาเจียนออกมานี่มันไม่เหมือนเส้นทางของนางเอกเลยแม้แต่น้อยหรือว่าซูเหวินจิ้งในชาตินี้จะเดินเส้นทางสาวน้อยไร้เดียงสา? ในงานเลี้ยงของตระกูลซูครั้งนั้น นางก็ไม่พบว่าซูเหวินจิ้งอ่อนแอขนาดนั้นแต่นางก็ฉลาดหลักแหลมอยู่ เหตุใดเมื่อมาพบเรื่องนี้นางกลับกลายเป็นคนละคนไปเสียได้และยังสร้างความยากลำบากให้กับพวกเขาเพิ่มขึ้นไปอีก

        "คุณหนูใหญ่ตระกูลซูนางนี้สมองนางมีปัญหาหรือไม่?" กู้ชิงเฉิงรู้สึกโมโหเล็กน้อย

        ไป๋เฉิงจ้านมองกู้ชิงเฉิงนานแล้วที่เขาได้ยินว่าหลานสาวของเขายังมีชีวิตอยู่ และกลับไปที่ตำหนักบูรพาเรื่องราวในปีนั้นล้วนเป็นแผนการร้ายของตระกูลกู้ ในตอนนั้นความรู้สึกผิดในใจยิ่งท่วมท้น 

        เขารู้สึกว่าตระกูลไป๋ติดค้างกู้ชิงเฉิง เขารู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถที่ไม่สามารถปกป้องแม่และลูกสาวของไป๋ซินได้ ในครั้งนี้ที่กู้ชิงเฉิงมาหาเขาอยากจะขอโทษนางเป็นอย่างมาก แต่กู้ชิงเฉิงดูเหมือนจะยุ่งมาก ทุกครั้งที่พบเขาก็จะทำเหมือนเป็นเรื่องงานเท่านั้น ทำให้ใจเขายิ่งไม่สบายอารมณ์ของเขาในตอนนี้จึงดูเหมือนเลื่อนลอยไปเล็กน้อย

        ในตอนนี้เขาไม่ได้สนใจว่ากู้ชิงเฉิงกำลังพูดอะไรแต่กลับพูดเสียงต่ำว่า "ชิงเฉิงเรื่องในตอนนั้น ลุงใหญ่สมควรตายเจ้าพอจะให้โอกาสลุงใหญ่ได้แก้ไขความผิดพลาดได้หรือไม่ข้าขอรับรองว่าจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ อีก" 

        น้ำเสียงของเขาสื่อถึงความจริงใจใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงจัง และยังมีความวิตกกังวลเล็กน้อยเขากลัวว่ากู้ชิงเฉิงจะโกรธ กลัวว่านางจะไม่ยอมสนใจเขาเขาไม่กลัวว่านางจะเกลียดเขา เพียงหวังว่านางจะให้โอกาสเขา ในชีวิตนี้เขาจะโทษตัวเองที่เข้าใจกู้ชิงเฉิงผิดในตอนนั้นและไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยกู้ชิงเฉิง เขาจะใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดตลอดไป

        กู้ชิงเฉิงชะงักไปครู่หนึ่งเรื่องนี้เปลี่ยนไปเร็วเกินไป นางจึงไม่ทันตั้งตัว ไม่รู้จะตอบอย่างไรดีนางย่อมรู้ว่าคนตระกูลไป๋รักร่างเดิมมากเพียงใด รักมาตลอดสิบห้าปีแต่สุดท้ายกลับถูกคนชั่วใส่ร้าย ทำให้ร่างเดิมตายอนาถ ถึงแม้ในนิยายคนตระกูลไป๋ก็ไม่รู้จนตายว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิด เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ร่างเดิมช่างน่าสงสารยิ่งนัก นางตายไปอย่างไม่รู้เรื่องเช่นนั้น

        ทว่าบัดนี้จิตวิญญาณของกู้ชิงเฉิงได้เปลี่ยนไปแล้วนางไม่ได้คาดหวังสิ่งใดจากคนตระกูลไป๋มากมาย เพียงไม่สร้างปัญหาให้แก่นางก็พอ

        อันที่จริงนางสืบค้นความจริงเรื่องในอดีตทั้งหมดก็เพื่ออันหยวนถังด้วยนามเสียชื่อของเจ้าของร่างเดิม ที่ต้องแบกรับข้อครหาว่า‘ลอบทำร้ายขุนนางผู้ซื่อสัตย์ ฆ่ามารดาอย่างโหดเหี้ยมและใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำทราม’ หากนางเผยฐานะที่แท้จริงในอันหยวนถังออกไปเกรงว่าอันหยวนถังอาจถูกผู้คนทั่วหล้าก่นด่า สาปแช่งกระทั่งบางคนอาจคลุ้มคลั่งบุกเข้ามาทำลายอันหยวนถังก็เป็นได้ สิ่งเหล่านี้กู้ชิงเฉิงยังพอรับได้ หอปรุงโอสถสวรรค์ หรือแม้แต่สวนหรูอี้ก็ยังพอรับได้แต่ทว่าอันหยวนถังนั้นไม่อาจรับได้

        เพราะที่นั่นล้วนเต็มไปด้วยคนชราผู้พิการ และคนป่วยไข้ซึ่งเป็นสถานที่กู้ชิงเฉิงจัดเตรียมไว้ให้พวกเขาเสมือนเป็นบ้าน

        บัดนี้ความจริงทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว แม้ฐานะที่แท้จริงของกู้ชิงเฉิงจะถูกเปิดเผยก็ไม่อาจส่งผลกระทบต่ออันหยวนถังได้อีกต่อไป ดังนั้น เมื่อไป๋เฉิงจ้านกล่าวขออภัยนางจึงไม่ได้รู้สึกอันใด เพียงแค่โบกมือพลางเอ่ยว่า “ท่านลุงใหญ่ไม่จำเป็นต้องตำหนิตนเองข้าไม่ได้โทษพวกท่านเลย เรื่องราวทั้งหมดล้วนเป็นแผนการของตระกูลกู้และตระกูลถังพวกเขาต่างได้รับผลกรรมที่สมควรได้รับแล้ว เรื่องนี้ให้มันผ่านไปเถิดเจ้าค่ะ”

        คำพูดนั้นเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาและแฝงไว้ด้วยความไม่ใส่ใจหลายส่วนทำให้ไป๋เฉิงจ้านรู้สึกเจ็บปวดในอก หนำซ้ำยังเพิ่มความรู้สึกผิดในใจยิ่งขึ้นดูท่าหลานสาวตัวน้อยของเขาคงโกรธไม่น้อย

        แน่นอนว่าหากเป็นตัวเขาเองก็คงโกรธเช่นกัน ที่ไม่สืบสวนความจริงให้กระจ่างแจ้งเสียก่อนกลับหลงเชื่อคำพูดของผู้อื่น มิหนำซ้ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังสนับสนุนผู้คนที่คิดร้ายต่อกู้ชิงเฉิงอีกด้วยทำให้ไป๋เฉิงจ้านรู้สึกว่าตระกูลไป๋ของพวกเขาทุกคนล้วนเป็นคนโง่เง่าไร้สติเป็นคนโฉดเขลาเยี่ยงหมูแท้ๆ ขณะที่คิดเช่นนั้นเขาก็พลันยกมือขึ้นตบหน้าตนเองฉาดใหญ่ 

        กู้ชิงเฉิงเห็นดังนั้นจึงตกใจจนผงะไปด้านหลังหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว“ท่านลุงใหญ่ เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?” อาการเช่นนี้ช่างดูพิกลนัก

        “ชิงเฉิง ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธพวกข้าที่เป็นลุง พวกข้ามันโง่เขลาไม่สมควรได้รับการอภัยจากเจ้า แต่ไม่เป็นไร พวกข้าจะแสดงความจริงใจให้เจ้าเห็นเอง”ไป๋เฉิงจ้านรู้สึกผิดหวังในใจเป็นที่สุดทว่าเขาก็ทำได้เพียงโทษตนเองเท่านั้น ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความสำนึกผิดยิ่งดูคล้ายเสือที่บาดเจ็บตัวหนึ่ง

        ไป๋เฉิงจ้านเติบโตมาในค่ายทหารตั้งแต่เด็กเขาเป็นคนหนุ่มที่ห้าวหาญและมีชื่อเสียงจากการรบในศึกแรกพลังอำนาจของเขาเหนือกว่าไป๋ฉี่เหรินเล็กน้อยเขาใช้กลยุทธ์การรบได้อย่างยอดเยี่ยมและเป็นที่รักของประชาชนอย่างมากและยังเป็นที่เกลียดชังจากชนเผ่าซงหนู

        แน่นอนว่าชนเผ่าซงหนูเกลียดชังตระกูลไป๋ทั้งหมดหัวหน้าของชนเผ่าซงหนูที่เสียชีวิตด้วยน้ำมือของคนตระกูลไป๋มีถึงสามคนแล้วไม่ต้องกล่าวถึงเหล่าทหารหาญเลย

        ดังนั้นชนเผ่าซงหนูและตระกูลไป๋จึงเป็นศัตรูกันอย่างไม่อาจอยู่ร่วมโลกได้และมีความแค้นฝังลึกดุจมหาสมุทรเลือด

        กู้ชิงเฉิงอยากจะหัวเราะแต่ก็หัวเราะไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านลุงใหญ่ไม่จำเป็นต้องตำหนิตนเองเลยเจ้าค่ะข้าไม่ใส่ใจจริงๆ หากใส่ใจมากเกินไป ก็จะทำให้ตนเองเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น”เป็นเพราะนางไม่ใส่ใจ นางจึงสามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้

        คำพูดนี้ดุจมีดคมปักลึกลงไปในใจของไป๋เฉิงจ้านเขาออกรบมาหลายปี ล้วนแล้วแต่เป็นการต่อสู้ด้วยดาบคม แต่บัดนี้ดาบอ่อนของกู้ชิงเฉิงกลับสามารถปลิดชีพเขาได้ในทุกคมดาบ ทั้งตัวเขารู้สึกไม่สบายใบหน้าก็ซีดขาวในทันที

        “พอเถิด ท่านลุงใหญ่ พวกเรามาคิดกันดีกว่าว่าจะช่วยท่านตาได้อย่างไรชนเผ่าซงหนูเกลียดชังตระกูลไป๋ถึงเพียงนั้นแล้วเหตุใดจึงคิดจะเจรจากับท่านตานี่มันกับดักชัดๆ มิหนำซ้ำพวกเขายังสามารถก่อสงครามได้โดยไม่ประกาศ ไม่ตัดหัวทูตเช่นนี้เกรงว่าจะไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใดๆ เราจะรอช้าไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”กู้ชิงเฉิงก่นด่าซูเหวินจิ้งในใจอย่างรุนแรง

        ซูเหวินจิ้งคือนางเอกที่ได้รับพรคุ้มครองทว่าไป๋ฉี่เหรินนั้นไม่ได้มีสิ่งนั้นคุ้มครองเลย และในนิยายนั้นคนตระกูลไป๋เสียชีวิตทั้งหมด

        กู้ชิงเฉิงเกรงว่าแม้ตนเองจะพยายามมากเพียงใดก็ยังมีมือที่มองไม่เห็นผลักดันทุกสิ่งให้กลับไปสู่จุดจบเดิม หากเป็นเช่นนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ก็นับว่าน่าหวาดกลัวอย่างยิ่งจนกระทั่งในใจของนางก็เริ่มไม่มั่นคงอีกต่อไป

         

คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นแพทย์หญิงตัวร้ายพร้อมลูกชายอัจฉริยะ【จบ】 ที่คุณอ่าน