มวลหมูเมฆดำสลายแสงอาทิตย์อบอุ่นสาดส่องลงมายังพื้นโลก ทำให้โลกที่มืดมิดน่ากลัวกลับมาสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง สายลมอ่อนๆพัดผ่านยอดไม้โอบอุ้มเอากลีบบุปผาให้ลอยขึ้นไปยังท้องฟ้า
ไป๋ชิงอวิ๋นนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้น ร่างกายที่ชำรุดทรุดโทรมก็ได้แสงสีขาวนวลช่วยรักษาเยียวยา เพียงแต่ว่าครั้งนี้ทุกเซลล์ในร่างกายล้วนาเ็ไปถึงอนู ทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้ช้ากว่าปกติ
รอบข้างพื้นดินไหม้เกรียมไปหลายสิบลี้ ในรัศมีพลังแห่งการทำลายของทัณฑ์์ ทุกอย่างล้วนแต่ราพณาสูร ต้นไม้ใหญ่หักโค่นไหม้เกรียมเหลือทิ้งไว้เพียงแค่ตอไม้ขนาดใหญ่สีดำ
"ฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ" ไป๋ชิงอวิ๋นนอนราบกับพื้นแหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาของเขามองหมู่เมฆดำที่ค่อยๆสลายหายไป แสงแดดอบอุ่นเข้ามาแทนที่ตกกระทบลงบนิัทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น
"ความรู้สึกแบบนี้ เพิ่งจะเคยััเป็ครั้งแรกเลย ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเราเองก็จะมีประสบการณ์แบบนี้ด้วย บนโลกนี้ช่างไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ ถึงวันนี้จะยิ่งใหญ่ ก็ไม่แน่ว่าวันพรุ่งนี้อาจจะต้องพบเจอกับความลำบากมากก็ได้" ไป๋ชิงอวิ๋นพึมพำกับตัวเอง "ที่แท้ชีวิตก็สวยงามถึงเพียง หากไม่ก้าวผ่านความเป็ความตายชีวิตนี้ไม่รู้ว่าจะมองเห็นคุณค่าของชีวิตหรือเปล่า ในโลกเดิมถูกยิงตาย ข้ามผ่านมาโลกนี้ก็ต้องอาศัยร่างคนอื่นอยู่ อีกทั้งยังตบปากรับคำผู้าุโจอมเวทย์เป็มั่นเหมาะ ฝึกฝนอยู่ในโลกหนังสือนับพันปี ทั้งวันอ่านแต่หนังสือไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน อีกทั้งในโลกหนังสือต้องทรมานกับิญญาใกล้แตกสลาย อันนี้เ็ปจริงแฮะ เหมือนว่าจะเป็ความเ็ปชั่วนิจนิรันดร์ ทำเอาไม่อยากนึกถึงอีกเลย แต่หลังจากเื่เหล่านี้ผ่านพ้นไป ทันทีที่สาวเท้าก้าวขาออกมาจากถ้ำ ก็ต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบ์"
"ก่อนหน้านี้ไม่กลัวตายจึงท้าทาย์อย่างไม่เกรงกลัว ถือว่าโชคดีที่รอดมาได้ ฮ่าฮ่าฮ่า ชีวิตมีแต่เื่ไม่คาดฝัน ช่างลึกลับและน่าค้นหามากจริงๆ"
ทันทีที่หมูเมฆบททดสอบ์บนท้องฟ้าสลายหายไปหมด ท่ามกลางแสงแดดก็ปรากฏกลุ่มแสงสามกลุ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มแสงสีม่วง กลุ่มแสงสีคราม และกลุ่มแสงสีน้ำเงิน กลุ่มแสงสามกลุ่มร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้ากลางแสงแดด สายลมโบกต้นไม้พริ้วสะบัด แต่โลกหล้าตอนนี้ราวกับว่าไร้สรรพสำเนียง
วูบ!
กลุ่มแสงสามกลุ่มค่อยๆตกลงมายังร่างของไป๋ชิงอวิ๋น ตัวของไป๋ชิงอวิ๋นในตอนนี้ถึงแม้จะมีแสงสีขาวนวลคอยช่วยรักษา แต่ก็ยากที่จะขยับร่างกาย เขาไม่สามารถทำมุทราโคจรลมปราณฟ้าดินโดยรอบได้ ทำได้เพียงมองกลุ่มแสงสามกลุ่มตาปริบๆ อยากหลบก็หลบไม่ได้อยากหนีก็หนีไม่พ้น ทำได้เพียงยอมรับในชะตากรรม
ดวงตาของไป๋ชิงอวิ๋นกลับมาสว่างสดใสจากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็ความเหี้ยมหาญไร้ความหวาดกลัว ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จักและอันตรายเบื้องหน้า มีเพียงแค่เจตจำนงและปณิธานที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามไปได้
กลุ่มแสงสีม่วงตกกระทบลงบนร่างของไป๋ชิงอวิ๋นก่อนกลุ่มแสงสีอื่น มันทะลุผ่านร่างกายเข้าไปถึงจิติญญาโดยตรง ซึ่งจิติญญาของไป๋ชิงอวิ๋นตอนนี้อ่อนแอและบอบบางอย่างถึงที่สุด สภาพของจิติญญาเหมือนกับฟองสบู่บอบบางอ่อนไหวใกล้แตกสลายเต็มทน แต่เพราะมีแสงสีขาวนวลคอยช่วยรักษาสมดุลจิติญญาเอาไว้ จึงประคองอาการไม่ให้ทรุดลง
ตอนนี้หากมีการโจมตีเกิดขึ้นจิติญญาคงต้องแตกสลายจริงๆเป็แน่ หลังจากนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง เมื่อจิติญญาแตกสลายร่างกายโหวงเหวงไม่มีที่ให้พึ่งพา ก็ย่อมต้องกลับสู่วัฏสงสารเป็เื่ธรรมดา เรียกสั้นๆว่าตายหยังเขียด
ไป๋ชิงอวิ๋นคิดถึงแง่มุมที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้หลายรูปแบบ แต่ถึงแม้จะอยู่ในสภาวะที่สิ้นหวังจิตใจของเขาก็ไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เมื่อดวงตามองเห็นธรรมระลึกได้ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็เื่ธรรมดา เช่นนั้นเื่ทุกอย่างในโลกก็ต้องลองพยายามให้สุดความสามารถก่อน แม้ปลายทางของความพยายามจะเป็ความล้มเหลว แต่อย่างน้อยก็ได้พยายามที่จะต่อสู้ ต่อสู้แล้วแพ้มีอะไรน่าอาย ต่อสู้แล้วแพ้มีอะไรน่ากลัว ความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะถึงอย่างไรทุกชีวิตก็หนีความตายไม่พ้น
แต่ก่อนที่จะตายขอเพียงได้สู้อย่างสุดกำลัง จากนั้นถึงแม้จะตายก็ไม่มีอะไรให้เสียใจ ไป๋ชิงอวิ๋นปณิธานแน่วแน่ไม่หวั่นเกรงต่อความตาย เขาพยายามรวบรวมลมปราณทั้งหมดภายในร่างเข้าไปกระตุ้นจิติญญา เพียงแต่ทันทีที่เริ่มโคจรพลังลมปราณ หน้าตาของไป๋ชิงอวิ๋นก็เปลี่ยนเป็เหยเก
เ็ปไปทั่วองคาพยพ เสียงกระดูกส่งเสียงดังลั่นอยู่ครึกๆ เืทุกหยดภายในร่างล้วนแล้วแต่แสบร้อนไปหมด สภาพร่างกายมาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ มันไม่สามารถทนรับความเสียหายได้มากกว่านี้อีกแล้ว
จิติญญาที่ถูกกระตุ้นบัดนี้เริ่มแตกสลายไปแล้วบางส่วน จิติญญาอ่อนแอลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ดวงตาของไป๋ชิงอวิ๋นเริ่มหม่นแสงลง เขารู้สึกถึงความตายอีกครั้งหนึ่งแล้ว ก่อนจะมาที่นี่ความรู้สึกก็เป็เช่นนี้ ความเย็นเริ่มเข้ากัดกินร่างกายทำให้ร่างกายที่แสนจะหนักอึ้งเ็ปทรมานทุเลาลง มันเหมือนกับได้รับการปลดปล่อยจากความเ็ป ดูเหมือนว่าพลังชีวิตจะลดลงเรื่อยๆ ไป๋ชิงอวิ๋นยังคงมีใจต่อสู้แน่วแน่แม้แววตาจะหม่นแสงลงแต่จิตใจแห่งการต่อสู้ไม่ได้ดับลงไปเลยแม้แต่น้อย
ในระหว่างที่ไป๋ชิงอวิ๋นกำลังพยายามขัดขืนต่อสู้ กลุ่มแสงสีม่วงก็ััเข้ากับจิติญญาของเขา ตอนแรกจิติญญายังคงดื้อรั้นและปฏิเสธ แต่หลังจากนั้นไม่นานจิติญญาที่เริ่มแตกสลายก็เหมือนกับดินแห้งแล้งที่ได้รับน้ำฝนมหาศาล จิติญญาสูบกินกลุ่มแสงสีม่วงอย่างหิวกระหาย จิติญญาที่แต่เดิมไร้สีสัน ตอนนี้กลับเปล่งประกายสีม่วงออกมา
จากแต่เดิมที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม ตอนนี้จิติญญาเหมือนกับได้รับการเยียวยา อีกทั้งยังแข็งแกร่งขึ้น จิติญญาเริ่มหยุดการแตกสลายจากนั้นก่อรูปเสริมร่างจนกลับมามีขนาดเท่าเดิม ต่างจากเดิมเพียงแค่มีสีม่วงเท่านั้น จิติญญากลืนกินกลุ่มแสงสีม่วงเข้าไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดวงตาของไป๋ชิงอวิ๋นกลับมามีประกายอีกครั้ง
จิติญญาที่กลืนกินกลุ่มแสงสีม่วงเข้าไปตอนนี้ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา แสงสีม่วงที่เปล่งประกายออกมาจากจิติญญา ตอนนี้มันแปรเปลี่ยนตัวเองเป็อักขระพันเกี่ยวไหลเวียนอยู่บนจิติญญาของไป๋ชิงอวิ๋น
อักขระสีม่วงก่อตัวขึ้นบนจิติญญาอย่างแน่นขนัด อักขระสีม่วงนี้มีพลัง์อัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม มันทำให้จิติญญามั่นคงขึ้นอีกทั้งยังขับไล่สิ่งชั่วร้าย ทำให้จิติญญาที่แต่เดิมไร้สีสันดูธรรมดา ตอนนี้กลับเปล่งประกายและดูศักดิ์สิทธิ์ ใช้เวลาไม่นานกลุ่มแสงสีม่วงก็ถูกจิติญญาดูดกลืนจนหมด
จากนั้นกลุ่มแสงสีครามก็ััเข้ากับจิติญญาอีกคำรบ จิติญญาลิงโลดดีใจประหนึ่งได้กินอาหารโปรด มันดูดกลืนเอากลุ่มแสงสีครามเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง ทำให้อักขระ์สีครามปรากฏขึ้นคู่กับอักขระส์สีม่วง สีม่วงและสีครามปรากฏขึ้นควบคู่กันทั้งสองผสมผสานกลมเกลียวไม่ขัดแย้งซึ่งกันและกันเลยแม้แต่น้อย
เพียงแค่เวลาไม่นานกลุ่มแสงสีครามก็ถูกดูดกลืนจนหมด จิติญญาเมื่อเห็นกลุ่มแสงสีน้ำเงินก็กระชากมันเข้ามาและดูดกลืนอย่างตะกละตะกลาม มันดูดกลืนอย่างบ้าคลั่ง จิติญญาในตอนนี้ยากที่จะควบคุม ทำได้แค่เพียงให้มันดูดกลืนกลุ่มแสงเ่าั้ตามอำเภอใจ
กาลเวลาไหลผ่านไม่นานอักขระ์สีน้ำเงินก็ปรากฏขึ้นที่จิติญญาของไป๋ชิงอวิ๋น อักขระ์สามสีไหลเวียนไปมาในจิติญญา ให้ความรู้สึกเหมือนเืที่ไหลเวียนในร่างกาย เมื่อดูดกลืนกลุ่มแสงสีน้ำเงินจนหมดสิ้น จิติญญายังคงกระหายอยากและบ้าคลั่ง ไป๋ชิงอวิ๋นใช้ปณิธานอันกล้าแกร่งเข้าสะกดข่มความบ้าคลั่งของจิติญญาเอาไว้
เขาใช้เวลาอยู่นานมากถึงสามารถทำให้จิติญญาสงบนิ่งลงได้ จิติญญาของเขาในตอนนี้ไม่ได้มีทีท่าว่าจะแตกสลายอีกแล้ว แต่กลับกันมันแข็งแกร่งมั่นคงจนยากที่จะสั่นคลอน จากเดิมที่จิติญญาใกล้แตกสลายตอนนี้กลับไม่มีเค้าลางนั้นอยู่เลยแม้แต่น้อย
จิติญญาแข็งแกร่งมั่นคงอย่างถึงที่สุดทำให้ร่างกายที่อ่อนแอได้รับการเยียวยา เมื่อจิติญญาอ่อนแรงร่างกายก็ยากที่จะรักษา แต่เมื่อจิติญญาแข็งแกร่งมีพลังอยู่เต็มเปี่ยม ใช้เวลาเพียงไม่นานแสงสีขาวนวลก็ทำให้ร่างกายของไป๋ชิงอวิ๋นกลับมาเป็ปกติ
ตอนนี้ผิวพรรณของเขาเปล่งปลั่ง เส้นผมยาวสลวยดกดำเงางาม สลัดภาพร่อแร่ใกล้ตายเมื่อครู่นี้ทิ้งจนไม่เหลือ ไป๋ชิงอวิ๋นกำมือทั้งสองข้างเข้าหากันจากนั้นลองโคจรพลังลมปราณ ร่างกายของเขาเหมือนกับแผ่นดินที่แห้งแล้งแตกเขิบ มันสูบกินพลังลมปราณรอบข้างอย่างบ้าคลั่ง และด้วยเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลทำให้พลังลมปราณของ์และโลกสะอาดและบริสุทธิ์ขึ้น ร่างกายของเขาจึงดูดซับได้อย่างไร้กังวล
ผ่านไปพักใหญ่ร่างกายก็มาถึงขีดจำกัดไม่สามารถดูดกลืนพลังลมปราณรอบด้านได้อีกแล้ว ไป๋ชิงอวิ๋นสังเกตดูร่างกายและจิติญญาของตัวเอง ตอนนี้เขารู้สึกแปลกชอบกล จากนั้นริมฝีปากก็แย้มยิ้มออกมาอย่างมีเสน่ห์
"ก็อย่างว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า วู่วามไปหน่อย เกือบตายเสียแล้วไหมล่ะ" เขาส่ายศีรษะขณะที่พูดกับตัวเอง "ครั้งหน้าคงต้องมีสติให้มาก ใช้กำลังให้น้อยและเปลี่ยนมาใช้สมองให้มาก แบบนี้ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะเดินไปได้ไกลกว่านี้ก็ได้ ขืนเอาแต่ต่อสู้อย่างมุทะลุอย่างเดียวมีหวังคงอายุสั้น พอตายแล้วคราวนี้ก็อดท่องยุทธภพกันพอดี"