หญิงสาวผู้นั้นมีรูปโฉมงดงามหมดจด รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรน่ามอง ขณะที่หลินซีกำลังจะเดินผ่านนางไป ก็พลันถูกเสียงหวานใสแต่แหลมสูง เอ่ยเรียกไว้ “เ้าคือหลินซีสินะ?”
หลินซีได้ยินเสียงเรียกขานจึงหยุดฝีเท้า หันไปมองอีกฝ่าย “ข้าเอง แล้วไม่ทราบว่าแม่นางคือ...?”
หญิงสาวผู้นั้นเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อทันที ท่าทางราวกับเพิ่งได้ยินไก่คำรามเป็เสียงเสือ “นี่เ้า...จำข้าไม่ได้รึ?”
หลินซียิ่งรู้สึกประหลาดใจหนักขึ้น “ข้า...ควรจะจำแม่นางได้ด้วยหรือ?”
เพียงชั่วพริบตา ใบหน้านวลผ่องก็แปรเปลี่ยนเป็เครียดขึ้ง บึ้งตึงขึ้นอย่างน่ากลัว นางจ้องมองหลินซีด้วยแววตาแข็งกร้าว
หลินซีเห็นแล้วผงะถอย ถูกสายตาเช่นนั้นจับจ้องก็ขนลุกซู่ เริ่มคิดในใจ ‘หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็คนที่มีความแค้นฝังลึกกับเ้าของร่างคนเดิม?’
นางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “แม่นาง... ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับข้าหรือ?”
หญิงสาวหน้าบึ้งดูคล้ายจะยิ่งมีโทสะ นางกัดฟันกรอดไม่เอ่ยคำใดตอบ ทำเพียงจ้องมองหลินซีด้วยสายตาเคียดแค้นหนักขึ้น ก่อนจะสะบัดหน้าหันหลังเดินจากไปอย่างหงุดหงิด
หลินซี : “...”
‘หรือว่านางจะเป็ศัตรูของเ้าของร่างคนเดิมจริง ๆ? แต่ในความทรงจำอันเลือนรางของหลินซีคนก่อน ก็ไม่มีข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับคนผู้นี้เลยนี่…’
คิดแล้วก็ได้แต่สงสัย มองตามร่างระหงที่เดินจากไปไกลลิบด้วยความสับสน นางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ ในที่สุดจึงตัดสินใจเลิกใส่ใจแล้วออกเดินต่อ
‘ช่างเถิด ไม่รู้จักก็คือไม่รู้จัก ไว้เจอเสิ่นเฉินแล้วค่อยถามเขาดูก็แล้วกัน บางทีนางอาจจะไม่ได้มีความแค้นกับหลินซีคนก่อน แต่อาจจะมีความแค้นกับเสิ่นเฉินแทนก็เป็ได้?’
คิดได้ดังนี้ก็รู้สึกว่าเข้าเค้า จึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
++++++++++
ขณะเดียวกัน ณ จุดซึ่งห่างออกไปไม่ไกลนัก ฟางซิ่งเอ๋อร์พลันหยุดฝีเท้าลงก่อนหันขวับกลับไปมองยังทิศทางที่เพิ่งเดินจากมา
ร่างของหลินซีกำลังเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ลับหายไปจากสายตา
ฟางซิ่งเอ๋อร์กำหมัดแน่นด้วยความโกรธเคือง “ไร้เหตุผลสิ้นดี! กล้าดีอย่างไรมาทำเป็ไม่รู้จักข้า! มารยาสาไถยน่ารังเกียจ!”
‘คนในหมู่บ้านเฉินหยางแห่งนี้ จะมีสักกี่คนที่ไม่เคยได้ยินชื่อของนาง? ต่อให้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน แต่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แคบ ๆ เช่นนี้จะมีสตรีคนใดงดงามสะดุดตายิ่งกว่าฟางซิ่งเอ๋อร์อีกเล่า? คนอย่างนางออกจะน่าจดจำถึงเพียงนี้! จะเป็ไปได้อย่างไรที่นังจิ้งจอกหลินซีจะไม่รู้จัก!’
ฟางซิ่งเอ๋อร์เชื่อมั่นว่าตนมีเหตุผลให้สงสัยได้อย่างเต็มที่ ว่าหลินซีต้องจงใจแสร้งทำเป็ไม่รู้จักนางเป็แน่!
‘หึ! จิ้งจอกเ้ามารยา คงจะรู้มาจากเสิ่นเฉินว่าเมื่อก่อนข้าเคยเจรจาเื่แต่งงานกับเขา ถึงได้อิจฉาริษยา และจงใจทำเมินเฉย ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา!’
ยิ่งคิด ฟางซิ่งเอ๋อร์ก็ยิ่งรู้สึกว่าสมมติฐานของตนถูกต้อง และอดรู้สึกลำพองใจอยู่ลึก ๆ ไม่ได้
ในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“น้องซิ่งเอ๋อร์!”
ฟางซิ่งเอ๋อร์หันกลับไป ก็เห็นชายหนุ่มผิวเข้มคล้ำร่างกำยำผู้หนึ่งกำลังวิ่งเหยาะ ๆ ตรงมาหานาง
ดวงตาของสาวงามสาดประกายรำคาญและรังเกียจวูบหนึ่ง ทว่าเมื่อชายหนุ่มคมเข้มวิ่งเข้ามาใกล้ นางก็รีบเผยรอยยิ้มหวานหยด เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“พี่สุ่ยเซิง ท่านมาทำอะไรแถวนี้หรือเ้าคะ?”
ชายหนุ่มผู้นี้มิใช่ใครอื่น เขาคือหลี่สุ่ยเซิง บุตรชายของพ่อเฒ่าหลี่คนขับเกวียนนั่นเอง
หลี่สุ่ยเซิงหยิบห่อกระดาษไขห่อหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ ยื่นส่งให้หญิงสาวพลางกล่าวด้วยท่าทีขวยเขิน
“ข้ากำลังจะไปหาเ้าที่บ้านพอดี นี่... น้ำตาลทรายขาว ข้าซื้อมาตอนตามท่านพ่อเข้าตัวอำเภอเมื่อเช้านี้ นำมาฝากเ้า ปกติเห็นเ้าชอบชงน้ำหวานดื่ม น้ำตาลนี้ต้องหวานถูกใจเ้าแน่ ๆ”
แววรังเกียจในดวงตาของฟางซิ่งเอ๋อร์ฉายชัดขึ้นอีกครั้ง
‘น้ำหวานรึ? นางเลิกดื่มของไร้สาระนั่นไปั้แ่สิบขวบแล้ว! แทนที่จะนำของเช่นนี้มาให้ สู้เก็บเงินไปซื้อขนมดี ๆ ราคาแพงจากในเมืองมาฝากไม่ดีกว่าหรือ? แบบนั้นยังจะน่ากินกว่าเป็ไหน ๆ!’
—-ทว่าความคิดหนึ่งก็พลันแล่นวาบเข้ามาในหัว
ฟางซิ่งเอ๋อร์รีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับมุมตา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ขอบคุณในน้ำใจของพี่สุ่ยเซิงนะเ้าคะ เพียงแต่... ตอนนี้ข้าไม่มีอารมณ์จะรับสิ่งใดจริง ๆ เ้าค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นรึ? หรือว่ามีผู้ใดทำให้เ้าไม่พอใจ?” หลี่สุ่ยเซิงลืมเื่น้ำตาลทรายขาวในมือเสียสิ้น รีบเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
ฟางซิ่งเอ๋อร์เบะปาก ก้มหน้าหลบสายตา พลางเอื้อนเอ่ยเสียงสะอื้น
“เมื่อครู่ข้ากำลังเดินมา ก็บังเอิญพบกับภรรยาของพี่เสิ่นเฉินเข้า ข้าดีใจ อุตส่าห์เอ่ยทักทายนางด้วยไมตรีแท้ ๆ คาดไม่ถึงเลยว่านางไม่เพียงทำเมินเฉย ยังจงใจเดินชนข้าอย่างแรงด้วย” จบคำก็แสร้งทำมารยา ใบหน้าคล้ายจะร้องไห้
ได้ยินดังนั้น ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นในใจหลี่สุ่ยเซิง กล่าวเสียงดังปานะโ
“นางกล้าทำกับเ้าเช่นนี้เชียวรึ? จะมากเกินไปแล้ว!”
ฟางซิ่งเอ๋อร์ได้ทีส่งเสียงสะอื้นครั้งหนึ่ง แล้วเอ่ยต่อเสียงชอกช้ำ “อาจด้วยนางไม่ชอบหน้าข้าเป็ทุนเดิมกระมัง เพราะเมื่อก่อนบ้านเราเคยพูดคุยทาบทามเื่แต่งงานกับพี่เสิ่นเฉินเอาไว้ แต่…เื่นั้นมันก็ผ่านมานานมากแล้ว ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเหตุใดนางถึงยังเก็บมาใส่ใจ รื้อฟื้นเื่เก่าขึ้นมาหาเื่ข้าไม่ยอมจบสิ้น”
หลี่สุ่ยเซิงหน้าแดงก่ำ เตรียมจะเดินอ้อมร่างหญิงสาวไป “ข้าจะไปสั่งสอนนางให้รู้สำนึกเดี๋ยวนี้!”
“ช้าก่อนเ้าค่ะ!” ทว่าฟางซิ่งเอ๋อร์รีบก้าวไปขวางหน้าเขาไว้ เอ่ยทัดทานด้วยน้ำเสียงร้อนรนปนตื่นใ
“พี่สุ่ยเซิง เมื่อครู่นี้มีเพียงข้ากับนางอยู่กันตามลำพังเท่านั้น ไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์เลย ต่อให้ท่านไปเอาเื่นางถึงที่ นางย่อมต้องปฏิเสธหัวชนฝาเป็แน่ อีกอย่าง หากท่านลงมือทำรุนแรง เกรงว่าจะกลับกลายเป็ฝ่ายผิด ชาวบ้านจะนินทาว่าร้าย หาว่าท่านรังแกสตรีที่อ่อนแอกว่า ชื่อเสียงของตัวท่านก็มีแต่จะมัวหมองเสียเปล่า ๆ นะเ้าคะ”
หลี่สุ่ยเซิงฟังแล้วใจรวดร้าว จึงกล่าวด้วยความเ็ป “น้องซิ่งเอ๋อร์อย่าห่วงเลย ขอเพียงข้าสามารถทวงความยุติธรรมคืนให้เ้าได้ ใครจะว่าก็ช่างปะไร!”
ฟางซิ่งเอ๋อร์น้ำตารื้น แสร้งทำสีหน้าคล้ายจะร้องไห้เต็มแก่ “แต่ข้าไม่อาจทนเห็นท่านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยได้นะเ้าคะ พี่สุ่ยเซิง หากท่านอยากจะช่วยระบายความคับแค้นให้ข้าจริง ๆ อย่างมากก็แค่หาโอกาสไปตักเตือนนางลับหลังสักครั้งก็พอแล้ว อย่าได้เอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับสตรีริษยาเช่นนั้นให้มัวหมองเลยนะเ้าคะ”
วาจาเจือความห่วงใย ทำให้หลี่สุ่ยเซิงซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง “น้องซิ่งเอ๋อร์งามทั้งกายงามทั้งใจ คาดไม่ถึงเลยว่าเ้าจะห่วงใยข้าถึงเพียงนี้... ได้ ข้าจะเชื่อฟังเ้า!”
คำตอบรับที่ได้ฟังทำสตรีเ้ามารยาทรู้สึกยินดีอย่างมาก นางซ่อนความสะใจและลำพองใจไว้ใต้รอยยิ้มหวานซึ้ง
‘หึ! นังจิ้งจอกสารเลว ใครใช้ให้มาแย่งชิงเสิ่นเฉินไปจากข้ากันเล่า! คอยดูเถิด ข้าจะต้องทำให้นางได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานเสียบ้าง!’
++++++++++
ในเวลาเดียวกัน
หลินซีก็ตามหาเสิ่นเฉินและเด็ก ๆ ทั้งสี่จนพบ ห้าพ่อ-ลูกอยู่ที่ผืนนาท้ายหมู่บ้านที่ซึ่งเป็ที่ดินของครอบครัวเสิ่น
ขณะนั้น เสิ่นเฉินกำลังก้มหน้าตรวจดูสภาพเมล็ดพันธุ์ผักที่เพิ่งหว่านลงไปในแปลง ส่วนต้าเป่ากับน้อง ๆ กำลังนั่งเฝ้าฝูงลูกเจี๊ยบตัวน้อยที่ปล่อยให้เดินเล่นหาแมลงกินอยู่ข้างคันนา พวกเขาหยอกล้อเล่นกับลูกเจี๊ยบไปพลาง ช่วยกันเกี่ยวหญ้าอ่อน ๆ เตรียมไว้สำหรับเป็อาหารของพวกมันในวันพรุ่งนี้ไปด้วย
หลินซีเดินเข้าไปใกล้ ก่อนส่งเสียงเรียกลูกเลี้ยงทั้งสี่ “ตะวันจะตกดินแล้ว เด็ก ๆ ได้เวลากลับบ้านไปกินมื้อเย็นแล้วจ้ะ”
เสิ่นเฉินที่กำลังทำงานอยู่ในแปลงดินยืดตัวขึ้น หันมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะทำสัญญาณมือบางอย่าง แล้วจึงก้มหน้าลงทำงานที่ค้างอยู่ต่อไป
บัดนี้หลินซีพอจะอ่านความหมายจากภาษากายของเสิ่นเฉินได้บ้างแล้ว ดูเหมือนเขา้าจัดการงานในนาแปลงเล็กผืนนี้ให้เสร็จก่อนจึงจะกลับบ้าน
ส่วนเด็ก ๆ ทั้งสี่คนนั้น พอได้ยินเสียงเรียกก็รีบช่วยกันต้อนฝูงลูกเจี๊ยบวิ่งกรูเข้ามาหานางทันที
หลังจากได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาหลายวัน ท่าทีของเด็ก ๆ ที่มีต่อคนเป็แม่เลี้ยงก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงแต่จะยอมทำตามที่นางบอกอย่างว่าง่ายขึ้น บางครั้งพวกเขายังเป็ฝ่ายเริ่มต้นเข้ามาชวนนางพูดคุยก่อนอีกด้วย
ดังเช่นในตอนนี้ เอ้อร์เป่าถือถังไม้ใบเล็กใบหนึ่งวิ่งนำหน้ามาก่อนใคร พลางร้องบอกด้วยน้ำเสียงคาดหวัง “ปลาเล็กขอรับ! ปลาเล็ก! ทำปลาเปรี้ยวหวาน!”
หลินซีย่อตัวลงรับถังไม้มาจากมือน้อย ๆ มา เมื่อมองลงไปก็พบปลาตัวเล็ก ๆ จำนวนหนึ่งดิ้นไปมาอยู่ก้นถัง มันคือปลาอูจื่อ (烏籽魚) ซึ่งเป็ปลาที่มีอยู่ชุกชุมเฉพาะในลำธารแถบนี้เท่านั้น
ปลาชนิดนี้มีข้อดีคือแทบไม่มีก้าง เนื้อนุ่ม เพียงแต่มีขนาดเล็กไปสักหน่อย ทั้งยังว่องไวปราดเปรียว ในถังเล็กนี้มีอยู่ราว ๆ ยี่สิบตัวเห็นจะได้ ไม่รู้ว่าเอ้อร์เป่าและพี่น้องหญิงชาย ต้องใช้เวลาจับนานเท่าใดจึงสามารถจับมาได้มากมายขนาดนี้
‘ปลาเปรี้ยวหวาน’ นั้น หลินซีเพิ่งจะลงมือทำให้พวกเขากินไปเมื่อวันก่อน เอ้อร์เป่ากับซื่อเป่าชื่นชอบรสหวานจึงติดใจอาหารจานนี้เป็พิเศษ ส่วนเสิ่นเฉินกับต้าเป่าแสดงออกชัดว่าเฉย ๆ เพราะดูจะชอบอาหารรสชาติเข้มข้นมากกว่า
ซานเป่าเป็คนเดียวที่เลี้ยงง่ายที่สุด ขอเพียงเป็อาหารที่นางทำ เขาก็กินได้อย่างเอร็ดอร่อย ไม่ได้แสดงออกว่าชอบสิ่งใดเป็พิเศษ
หลินซีครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก็นึกรายการที่เหมาะสมออก “ปลาพวกนี้ตัวเล็กเกินไป ไม่เหมาะจะนำไปทำปลาเปรี้ยวหวานหรอก เอาไปชุบแป้งทอดกรอบน่าจะดีกว่า”
ซื่อเป่าเขย่าชายเสื้อของนางเบา ๆ เอ่ยถามเสียงกังวลปนออดอ้อน “ทอดกรอบ... อร่อยหรือเ้าคะ?”
“อร่อยแน่นอนจ้ะ” หลินซีตอบพลางแย้มยิ้ม “ปลาตัวเล็กทอดกรอบน่ะ ด้านนอกจะกรอบ ส่วนด้านในจะยังนุ่ม หอมอร่อยน่ากินมาก พวกเ้าจะเก็บไว้กินเล่นเป็ของว่างก็ยังได้ รับรองว่าได้ชิมแล้วจะต้องติดใจอยากกินอีกแน่ ๆ”
เพียงได้ฟังคำบรรยาย เด็กทั้งสี่คนก็พากันกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ดวงตาทุกคู่ต่างทอประกายวาววับด้วยความคาดหวัง
เอ้อร์เป่าที่อยากกินให้มาก ๆ ถึงกับรีบหันหลังทันที ตั้งใจจะวิ่งกลับไปที่ลำธารเพื่อจับปลามาเพิ่ม แต่ก็ถูกหลินซีคว้าแขนรั้งไว้ “ไม่ได้นะ การลงไปจับปลาในลำธารมันอันตรายเกินไป พวกเ้ายังเล็ก ห้ามลงไปเล่นน้ำตามลำพังเด็ดขาด”
เอ้อร์เป่าเป็เด็กหัวไว เมื่อถูกห้ามเช่นนั้น ก็รีบหันไปะโเรียกเสิ่นเฉินที่ยังทำงานอยู่ในแปลงนาทันที “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!”
หลินซีเห็นท่าทางนั้นก็รู้สึกทั้งขบขันทั้งจนใจ
‘โบราณว่าไว้ หากจะมัดใจชาย ต้องเริ่มที่กระเพาะอาหาร คาดไม่ถึงเลยว่ากับเด็ก ๆ ก็ใช้หลักการเดียวกันได้ผลเช่นกัน’
นับั้แ่นางเข้ามากุมอำนาจเื่ปากท้อง ยึดครองห้องครัวของบ้าน เด็กทั้งสี่ก็ดูจะเชื่อฟังนางมากขึ้น…และมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาอาหาร แทบไม่เหลือเค้าความเกลียดชังที่เคยมีต่อสตรีนามหลินซีเลยแม้แต่น้อย
‘แล้วดูเ้าเอ้อร์เป่าตัวแสบจะกละนี่สิ…’ นางมองอย่างไรก็มองไม่ออกเลยว่า เด็กชายตัวเล็ก ซุกซนตามประสา น่ารักเป็บางครา แต่กลับใสซื่อและจริงใจ ยามโตขึ้นไปจะกลายเป็ขุนนางชั่วร้ายเ้าเล่ห์[1]ไปได้!
เสิ่นเฉินทำงานอยู่ไม่ไกล ได้ยินเสียงบุตรชายก็ขานรับ ผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กสี่คนจึงพากันยืนรออยู่ริมคันนา ไม่นานนัก ชายหนุ่มหัวหน้าครอบครัวก็แบกจอบเดินตรงเข้ามาหา ทว่าหลังได้ฟังคำขอของเอ้อร์เป่า เขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
“ตอนนี้เป็่ฤดูอพยพของปลาอูจื่อ ปลาอูจื่อที่อยู่ในลำธารแถบนี้ว่ายจากไปเกือบหมดแล้ว ถึงอยากจะจับเพิ่มก็คงไม่มีให้จับมากนักหรอก”
.
.
.
เชิงอรรถ :
[1] คำนี้ต้นฉบับใช้คำว่า (ฟู่เฮยเจียนเฉิน 腹黑奸臣) หมายถึง ขุนนางชั่วร้ายที่ภายนอกดูดีแต่ภายในคิดคดทรยศ