ประตูไม้เก่าปิดลงด้านหลังไอร่าด้วยเสียงครืดแ่
ราวกับร้านนี้รู้ดีว่าการมาถึงของคนใหม่ไม่ควรจะดังเกินไป
แสงสลัวจากโคมไฟทองแดงเก่าแก่สาดลงมาเป็วงกลมเล็ก ๆ
บนพื้นไม้ขัดมันที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากกาลเวลา
กลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมบุหรี่เก่าและสมุนไพรแห้งลอยอบอวล
อากาศในร้านนั้นหนักหน่วงแต่ไม่ถึงกับอึดอัด
มันเหมือนห้องที่เคยมีคนอยู่มานาน
จนทุกอย่างซึมซับเื่ราวของพวกเขาไว้จนอัดเเน่น
ไอร่ายืนชะงักค้างอยู่ตรงธรณีประตู
ดวงตาเทาเข้มเบิกกว้างช้า ๆ มองไปรอบห้อง
ทุกคนในร้าน — เจ็ดแปดคน — หันมามองเธอพร้อมกัน
แต่คนแรกที่ขยับคือผู้หญิงคนหนึ่ง
เธอพุ่งออกจากด้านหลังเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว
ทิ้งถ้วยกาแฟที่กำลังรินค้างไว้กลางคัน
เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทาพับแขน
กางเกงยีนส์เก่าเปื้อนคราบยาจาง ๆ
รองเท้าบูทหนังแข็งแรง ผมสีน้ำตาลเข้มสั้นประบ่ายุ่ง ๆ
มีผมหงอกแซมที่ขมับ กระเป๋าคาดอกใบเล็กสะพายเฉียง
“อีกแล้วเหรอรินจัง?”
เธอพูดอย่างรวดเร็วแต่ชัดเจน ไม่ดังหนวกหู
แต่ทุกคนในห้องเสียงเงียบลงทันที
“ไม่เคยโดนหนักขนาดนี้มาก่อนเลยนะ”
เธอไม่รอคำตอบ พยุงร่างของรินที่เอนพิงอยู่กับผนัง
มือข้างหนึ่งจับแขนเขาแน่น อีกข้างโอบเอวอย่างมั่นคง
กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยออกมาจากตัวเธอ
“หนวกหูน่า..”
รินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนเเรง
เธอเพียงหันมองเขา ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“เฮ้! ขยับก้นของนาย ย้ายไปนั่งที่อื่นซะ”
เธอะโไปยังชายร่างใหญ่ที่นั่งพิงโซฟายาวตัวเก่า
เขาลุกขึ้นทันทีโดยไม่พูดอะไร เดินไปนั่งที่โต๊ะมุมห้องแทน
เธอพารินไปนอนลงบนโซฟาอย่างแ่เบา
แต่รวดเร็ว ราวกับเคยทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
มือเธอเปิดกระเป๋าคาดอก ดึงผ้าพันแผลสะอาด
ยาฆ่าเชื้อ กรรไกร และขวดสมุนไพร
ออกมาวางเรียงบนโต๊ะข้าง ๆ อย่างเป็ระบบ
ไอร่าที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเพิ่งได้สติคืนมา
เธอกระพริบตาช้า ๆ ความงุนงงค่อย ๆ
กลืนความตื่นตระหนกที่เคยมี
เธอค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปช้า ๆ
ขาแต่ละก้าวเหมือนกำลังทดสอบพื้นไม้
ราวกับกลัวว่าถ้าก้าวแรงเกินไป
ทุกคนในที่นี้จะจับเธอกินทั้งเป็
เธอเดินเข้าไปยืนใกล้โซฟา
มองผู้หญิงคนนั้นที่กำลังตัดเสื้อของริน
บริเวณาแอย่างระมัดระวัง
“...ที่นี่คืออะไร?”
เสียงไอร่าหลุดออกมาแ่เบา
แต่ในความเงียบของห้อง มันดังชัดเจน
ผู้หญิงคนนั้นไม่เงยหน้า มือยังทำงานต่อไป
เช็ดเืด้วยผ้าก๊อซอย่างช่ำชอง
“คำถามแรกของคนใหม่ทุกคนเลย
นัดกันมาก่อนรึเปล่านะ?”
เธอพูดเสียงเบาแต่มีรอยยิ้มเล็ก ๆ
“ฉันชื่อเอลาร่า”
ไอร่าไม่ตอบชื่อตัวเองทันที เธอมองไปรอบห้องอีกครั้ง
เอลาร่าพูดขึ้นต่อในทันทีขณะที่กำลังทำเเผล
''พ่อหนุ่มผมยาวดูขี้เก๊กนั่นชื่อ ไซลาส''
ไซลาส — ชายหนุ่มผมยาว —
นั่งอ่านหนังสือเก่าที่มุมห้อง
เขาเหลือบมองเธอแวบหนึ่งแล้วหันกลับไป
''ส่วนสุภาพสตรีน่ารักตัวเล็กคนนั้นชื่อ มิรา''
มิรา — หญิงสาวตัวเล็ก —
ยืนพิงหน้าต่าง มองเธอด้วยสายตาสงสัยแต่ไม่เป็ศัตรู
''เเละหนุ่มใหญ่ท่าทางน่ากลัวนั่น ทอร์เรน''
ทอร์เรน — ชายร่างใหญ่ — นั่งจิบกาแฟใหม่
มองเธอด้วยสายตาที่เหมือนกำลังประเมิน
ส่วนตรงกลางห้อง
ชายรูปหล่อที่ยืนอยู่ตรงนั้น
พวกเราทุกคนเรียกเขาว่า
''มิสเตอร์ กริม''
เป็เ้าของร้านกาเเฟเเห่งนี้จ้า~
เอลาร่าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขบขัน
ราวกับตัวเองพึ่งปล่อยมุขเด็ดออกไป
ในขณะที่กำลังทำเเผลอย่างชำนาญ
มิสเตอร์ กริม— ชายผมหงอกยาวรวบหางม้า
หนวดเคราสั้นสีเทา ยืนนิ่งอยู่คนเดียว
เขาไม่ขยับ ไม่พูดจาโต้ตอบกับมุขของเอลาร่า
แต่สายตาสีเทาเข้มของเขาจับจ้องเธอ
ั้แ่เธอก้าวเข้ามาที่ร้านกาเเฟเเห่งนี้
ราวกับมองทะลุเข้าไปถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ิั
“ที่นี่...” ไอร่าเริ่มพูดอีกครั้ง เสียงสั่นเล็กน้อย
“คือที่รวมตัวของ... คนที่มีตราบาป?”
เอลาร่ายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ขณะที่กำลังเทยาฆ่าเชื้อลงบนาแ
“เเล้วคำถามที่สองก็มาถึงทันทีเลย
มาก่อนที่ฉันรู้จักชื่อเธอซะอีก”
ไอร่าหน้าเเดงขึ้นเล็กน้อย
เธอมัวสนใจผู้คนในร้าน
จนลืมตอบเเม้กระทั่งชื่อของตัวเอง
“ฉันชื่อ..ไอร่า ไอร่า ธอรน์”
ดวงตาของมิสเตอร์กริมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
เป็ระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาที
หลังจากได้ยินชื่อของไอร่า
ก่อนที่เเววตานั้นจะกลับมาเป็ปกติ
โดยที่ไม่มีใครจับสังเกตได้
ไอร่ากลืนน้ำลาย คำถามถัดไปพรั่งพรูออกมา
โดยไม่รอคำตอบของคำถามก่อนหน้า
“แล้วทำไม...ถึงมีคนเยอะขนาดนี้?
พวกคุณรู้จักกันได้ยังไง?
ที่นี่ปลอดภัยรึเปล่า?
แล้วที่นี่เป็บ้านของพวกคุณหรอ?
เอลาร่าหยุดมือชั่วขณะ
หันมามองไอร่าตรง ๆ เป็ครั้งแรก
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธออบอุ่นแต่คมกริบ
“ช้าลงหน่อย เเม่เสือสาว
ไอ่ฉันก็เข้าใจนะว่าเธอเป็เด็กใหม่
เเต่ถ้ายิงคำถามเยอะแบบนี้ในรวดเดียว
ต่อให้ฉันมีสามปากก็คงตอบไม่หมดหรอกจริงไหม?”
เธอหัวเราะเบาๆ เสียงเเผ่วบางเเต่มีรอยยิ้มเล็กๆ
“คำถามเยอะก็ดีเหมือนกัน...
มันแปลว่าเธอยังไม่ยอมแพ้”
เธอหันกลับไปทำงานต่อ
มือพันผ้าพันแผลรอบาแ
ที่สะโพกของรินอย่างแ่เบา
มิสเตอร์กริม ขยับตัวเล็กน้อย เป็ครั้งแรก
เขาพยักหน้าให้ไอร่าเล็กน้อย
ราวกับคำทักทาย แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
สายตาของเขายังคงจับจ้องที่เธอ
ราวกับกำลังอ่านบางอย่างที่เธอเองก็ยังไม่รู้ตัว
ไอร่ารู้สึกถึงความอุ่นแ่ ๆ ที่แผ่ขึ้นในอก
ไม่ใช่ความอบอุ่นแบบบ้าน
ไม่ใช่ความปลอดภัยแบบที่เธอเคยฝันถึง
แต่เป็ความรู้สึกแปลก ๆ ที่ว่า...
ในที่เเห่งนี้ เธอไม่ได้ตัวคนเดียว
มีผู้คนที่แบกรับสิ่งเดียวกันกับเธอ
มีคนที่เข้าใจ โดยไม่ต้องอธิบาย
และเป็ครั้งแรก
ที่เธอรู้สึกได้
ในทันที.. ว่า
โลกของคนบาป
อาจจะไม่ใช่แค่นรก
แต่อาจจะเป็สถานที่
ที่เธออาจจะสามารถ
หายใจได้ทั่วท้อง
อีกสักครั้งหนึ่ง ในชีวิต
—
ภาพตัดมาที่ห้องโถงยาวเเห่งหนึ่ง
ช่องว่างสีดำอมแดงปิดลงด้านหลังของพวกเขา
ราวกับลมหายใจสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา
อากาศในโถงยาวแห่งนี้เย็นเยือกและหนักแน่นจนหายใจลำบาก
พื้นหินอ่อนสีดำสนิท สะท้อนแสงเทียน
นับร้อยที่เรียงรายตามเสาทั้งสองข้าง
เทียนทุกเล่มจุดด้วยไฟสีม่วงเข้ม
ที่ไม่สั่นไหวแม้จะมีสายลมพัดผ่าน
เงาของเสาและเทียนยืดยาวไปตามผนังสูง
จนมองไม่เห็นเพดาน ราวกับโถงนี้ไม่มีจุดสิ้นสุด
กลิ่นธูปหนักผสมเืจาง ๆ ลอยอบอวล
เสียงสวดมนต์แ่เบาในภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจดังก้องจากที่ไกล ๆ
ไม่ใช่เสียงคน แต่เหมือนเสียงของกำแพงเองที่กำลังกระซิบ
ร่างในชุดคลุมยาวสีเข้มพยุงลูเชี่ยนเดินเข้ามาช้า ๆ
ก้าวเท้าของพวกเขาเงียบกริบราวกับไร้น้ำหนัก
แต่ทุกก้าวทำให้ไฟเทียนสั่นไหวเล็กน้อย
ลูเชี่ยนหอบหายใจถี่
ตอแขนทั้งสองข้าง
ยังคงมีเืไหลซึมไม่หยุด
หยดลงพื้นหินเป็จุดเล็ก ๆ
พื้นเบื้องล่าง ดูดซับมันให้หายไปทันที
อย่างน่าพิศวง ราวกับมันมีชีวิต
ตราบาปสีม่วงเข้มแผ่ปกคลุมใบหน้าซีกซ้ายของเขา
เส้นสายเลื้อยไปจนถึงดวงตา
ทำให้ตาข้างนั้นเรืองแสงจาง ๆ
ทั้งสองหยุดเดินเมื่อถึงกลางโถง
ตรงหน้าเป็แท่นหินสูง เหนือระดับพื้น
้ามีร่างผู้ชายคนหนึ่งยืนหันหลัง
กำลังยกมือทั้งสองขึ้นในท่าทางสักการะต่อสิ่งที่มองไม่เห็น
ร่างของเขาสวมชุดคลุมสีแดงเข้มยาวถึงพื้น
“ฉันพาลูเชี่ยนกลับมาแล้ว Father”
เสียงเย็นเฉียบแต่แฝงความเคารพ
มันเป็น้ำเสียงผู้หญิงอย่างชัดเจน
ในความเงียบของห้องโถง
ทำให้ลูเชี่ยนที่กำลังหอบหายใจหันมองเธอแวบหนึ่ง
Father ไม่หันกลับมา มือที่ยกขึ้นยังคงนิ่งไม่ไหวติง
“ของขวัญที่พระบิดาทรงประทานให้เ้า...
ดูเหมือนจะถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์”
น้ำเสียงของเขาช้า ต่ำ หยาบ ลึก
ราวกับดังมาจากใต้พื้นหิน
ไม่ใช่คำดุด่า แต่ทุกคำทำให้อากาศในโถงหนักขึ้นอีกเท่าตัว
ลูเชี่ยนกัดฟัน ตอแขนทั้งสองสั่นเทา
“ข้า... ข้ายังไม่ล้มเหลว... พระบิดาทรง—”
“พระบิดาผู้มีเมตตา..ยังทรงให้โอกาส”
Father ขัดขึ้นเบา ๆ ยังคงหันหลังให้ทั้งสอง
“แต่โอกาสที่สูญเปล่า... คือบาปมหันต์”
ความเงียบตกลงในโถงราวกับดาบพิพากษา
ร่างในชุดคลุมปล่อยลูเชี่ยนลงช้า ๆ
เขายืนโซเซแต่ไม่ล้มลงกับพื้น
“ปล่อยข้าลงได้แล้ว... เอริส”
ลูเชี่ยนพูดด้วยเสียงแหบกร้าน
“ข้ายังเดินได้”
เอริส — ผู้หญิงในชุดคลุม เอียงศีรษะเล็กน้อย
เสียงเธอเย็นเฉียบ แต่แฝงรอยยิ้มที่มองไม่เห็น
น้ำเสียงเย้ยหยัน
“หึ.. ยังเดินได้ก็จริง... แต่จากนี้จะยกมือกราบพระบิดา
ได้อย่างไรกันล่ะ? บุตรคนโปรดของท่าน?”
เธอไม่รอคำตอบ หันหลังเดินออกจากโถงไป
พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอ
Father ยังคงยืนนิ่ง มือยกขึ้นในท่าทางสักการะต่อไป
“ไปรักษาตัวซะ ลูเชี่ยนเอ๋ย”
เขาพูดโดยไม่หันกลับมามอง
“ความอดทนขององค์บิดานั้นกว้างใหญ่...
แต่ใช่ว่าจะไร้สิ้นสุด”
ลูเชี่ยนยืนนิ่งชั่วขณะ
ก่อนจะหันหลังเดินออกจากโถงอย่างช้า ๆ
ทุกก้าวทำให้เืหยดลงพื้นหิน
และพื้นหินดูดซับมันไปโดยไม่เหลือร่องรอย
เขาก้าวเดินตามทางเดินยาวมืดสลัว
ผ่านห้องเล็ก ๆ ที่มีสาวกนั่งสวดมนต์เงียบ ๆ
บางคนเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง
แล้วก้มลงสวดภาวนาต่อ ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดออกมา
ในที่สุดเขาก็ถึงห้องของตัวเอง
ห้องที่อาจจะดูคับเเคบ เเห่งหนึ่ง
พื้นหินเปลือย มีแค่โต๊ะไม้เก่า เตียงแข็ง ๆ
และลิ้นชักข้างผนัง เพียงเท่านั้น
เขาถีบโต๊ะอย่างแรงด้วยเท้า
ลิ้นชักเปิดออกดังกรึ่ก
ผ้าพันแผลสะอาดและยาฆ่าเชื้อกลิ้งออกมา
ลูเชี่ยนก้มลงทั้งตัว
ใช้ปากคาบผ้าพันแผลขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
ปากกัดแน่นจนขอบผ้าชุ่มน้ำลายผสมเื
เขานั่งลงกับพื้น ใช้ปากและตอแขนข้างหนึ่ง
กดผ้าพันรอบตอแขนอีกข้าง
เืไหลซึมเปื้อนผ้าสีขาวในทันที
เขาพันไปทีละรอบอย่างช้า ๆ
มือที่ไม่มีอยู่แล้วสั่นสะท้านราวกับยังรู้สึกเจ็บ
“ริน... แอชเวล...”
เสียงเขากระซิบแหบกร้าน
ขณะที่ผ้าพันแผลรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“ข้าจะทำให้เ้า... เข้าใจเอง”
เืซึมทะลักผ่านผ้าพันแผล
“ว่าตราบาป... คือพรจากพระผู้เป็เ้า”
เขาพันเเขนสองข้างต่อไปไม่หยุด
ในห้องเล็กที่มืดมิดอากาศไม่ถ่ายเท
“เเละ..เ้าจะกลายเป็สาวกชั้นดี”
ในที่สุดก็มีเเค่เพียง
เสียงหัวเราะอันบิดเบี้ยวของเขา
ดังก้องไปทั่วห้อง ยันโถงทางเดิน
และความแค้นที่กำลังเติบโต
ราวกับตราบาปที่กำลังรอ
“วันพิพากษา”