หลังจากที่หลัวหยางได้เข้าร่วมเดินทางมากับขบวนคาราวานสินค้าขนาดใหญ่
ที่มีผู้คุ้มกันจากสำนักคุ้มกันภัยจงหนานคอยดูแลอยู่โดยรอบ เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปอีกหลายชั่วยาม
แสงแดดที่เคยสาดส่องอย่างแรงกล้าจากยอดฟ้าเริ่มแ่ลงเรื่อยๆ จนกลายเป็สีส้มอ่อนที่ไล่เฉดแสงเหนือทิวเขาไกลสุดสายตา
กระทั่งในที่สุด เมื่อขบวนได้เคลื่อนตัวมาถึงปลายทางของการเดินทางอันยาวไกล สายตาของทุกคนก็ได้ทอดไปยังภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏเป็เมืองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางผืนแผ่นดินซึ่งรายล้อมด้วยูเาเตี้ยสูงสลับกันไป
เมืองจงหนาน เมืองซึ่งขึ้นชื่อในด้านความเจริญรุ่งเรือง ทั้งยังเป็ศูนย์รวมของผู้บำเพ็ญเพียรจากทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลกันเข้ามาหาชะตากรรม เมืองแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้านที่หลัวหยางเคยพบเจอมานับั้แ่เกิดมา
กำแพงเมืองถูกสร้างขึ้นด้วยศิลาเขียวสูงตระหง่านถึงสิบจั้ง หอคอยเฝ้ายามตั้งเรียงรายอยู่เป็ระยะพร้อมทั้งมีธงสัญลักษณ์ของเมืองจงหนานปักโบกสะบัดบนยอดหอเป็จังหวะเดียวกับเสียงลมที่หวีดหวิว
บริเวณทางเข้าเมืองเบื้องหน้ากำแพงนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย
บ้างเป็ชาวบ้าน บ้างเป็นักเดินทาง พ่อค้า ลูกหาบ และผู้บำเพ็ญเพียรจากหลายที่ต่อแถวตรวจตราเพื่อเข้าสู่ภายในตัวเมือง
บางคนกำลังต่อรองราคาสินค้ากับยามเมือง บ้างก็กำลังแสดงบัตรประจำตนหรือคำแนะนำจากสำนักเพื่อยืนยันสถานะตัวเอง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงพูดคุยที่แว่วก้องไม่ขาดสาย
ทว่าหลัวหยางซึ่งเดินทางมาพร้อมกับขบวนสินค้าที่มีชื่อของสำนักคุ้มกันภัยจงหนานติดอยู่หน้ารถม้า ไม่ได้ประสบปัญหาใดๆเลย
เพราะอิทธิพลของสำนักนี้ในเมืองจงหนานนั้นแข็งแกร่งและเป็ที่ยอมรับ ยามเฝ้าประตูเพียงแค่กวาดตามองตราประทับบนรถม้าและเห็นใบหน้าของเหล่าผู้คุ้มกัน ก็บ่งบอกได้แล้วว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่ควรเสียเวลาตรวจสอบให้มากความ
ดังนั้นถึงแม้หลัวหยางจะเพิ่งมาที่เมืองจงหนานครั้งแรก และไม่มีหลักฐานยืนยันตัวตนใดๆ
แต่เมื่อมากับขบวนนี้ก็ทำให้เขาถูกปล่อยให้ผ่านเข้าไปโดยมีเพียงการสอบถามเบื้องต้นเท่านั้น
เมื่อเข้าสู่ภายในตัวเมือง ความคึกคักและความพลุกพล่านก็เพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ ถนนหลักที่ปูด้วยแผ่นหินสีเทากว้างขวางทอดยาวไปยังจัตุรัสกลางเมือง สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้า โรงน้ำชา โรงตีอาวุธ และโรงประมูลของวิเศษ
สตรีในชุดผ้าไหมที่ตกแต่งด้วยลูกปัดและเครื่องประดับเดินไปมาเคียงข้างกับบุรุษหนุ่มผู้ถือกระบี่โค้งคาดหลัง เสียงเรียกลูกค้าดังแข่งกันไม่ขาดสาย บ้างก็มีผู้แสดงกลบำเพ็ญเพียรเพื่อแสดงฝีมือแลกเงินจากชาวบ้าน บ้างก็มีคนแบกหามของหนักที่วิ่งสวนไปมาไม่หยุด
หลัวหยางในยามนี้ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น เขาเงยหน้ามองอาคารสูงที่สร้างจากไม้แกะสลักและกระเบื้องเคลือบสีฟ้า พลางสูดลมหายใจลึกเข้าไปในปอดเพื่อรับกลิ่นอายของโลกกว้างอย่างแท้จริง ซึมซับรายละเอียดทุกอย่างของเมือง
ในระหว่างที่ขบวนคาราวานจอดพักริมถนนสายรองเพื่อเตรียมแยกย้ายกันไปยังจุดหมายของแต่ละคน
ผู้าุโอวิ๋นก็หันมาแตะบ่าหลัวหยางพร้อมยิ้มกว้าง
“หลัวหยาง.. ถ้าเ้ามีปัญหาอะไรก็ไปหาพวกข้าที่สำนักคุ้มกันภัยได้เลยนะ เดี๋ยวผู้าุโเช่นข้าจะจัดการให้เอง”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจและความเป็ห่วงอย่างแท้จริง
ก่อนจากกัน พวกเขาก็ได้พูดคุยกันอีกเล็กน้อย พร้อมกับแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ไมตรีซึ่งถือเป็สิ่งที่มีค่ามากในโลกที่การบำเพ็ญเพียรคือการแข่งขันอันโหดร้าย หลัวหยางเองก็ได้แสดงความขอบคุณอย่างจริงจัง
เขาประสานมือคารวะต่อผู้นำขบวนและกล่าวคำล่ำลาด้วยท่าทีอ่อนน้อม
พร้อมกับจดจำใบหน้าของเหล่าผู้มีพระคุณเอาไว้ในใจอย่างแน่นแฟ้น
จากนั้นก็แยกตัวเดินเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างเงียบงัน สายตากวาดมองป้ายชื่อร้านค้าแต่ละแห่งอย่างพินิจพิเคราะห์
จนกระทั่งเดินมาถึงโรงประมูลซึ่งอยู่ด้านตะวันออกของจัตุรัสกลางเมือง ตัวอาคารสร้างขึ้นจากไม้สนดำทั้งหลัง หน้าประตูมีป้ายทองประดับคำว่า หอประมูลเมฆาเหนือ ด้วยอักษรลายพู่กันอันงดงาม หญิงสาวในชุดคลุมของหอประมูลยืนรอรับแขกด้วยท่าทางสุภาพ
หลัวหยางก้าวเข้าไปภายในและแสดงตั๋วเงินสองใบที่ได้จากฆาตกรมีดสั้นมรณะ
ใบหน้าของเขานิ่งเรียบ แต่ภายในใจกลับรู้สึกตื่นตัวเล็กน้อย
เพราะนี่คือครั้งแรกที่เขาจะได้ัักับระบบเงินตราในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง
เ้าหน้าที่ของหอประมูลรับตั๋วเงินไปตรวจสอบครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับถุงผ้าใบเล็กสองใบส่งให้หลัวหยาง
“ท่านได้รับจำนวนเงินสองตำลึงทองกับสิบตำลึงเงิน”
“หากท่าน้าแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมหรือสอบถามข้อมูลอื่นใด สามารถมาติดต่อกับหอประมูลของเราได้ตลอดเวลา”
หลัวหยางรับถุงเงินมาในมือ น้ำหนักของมันไม่ได้มากมายอะไร แต่ความหมายของมันกลับมหาศาล เพราะหนึ่งตำลึงทองมีค่าเท่ากับร้อยตำลึงเงิน และหนึ่งตำลึงเงินก็มีค่ามากกว่าทองแดงหนึ่งร้อยเหรียญ
ซึ่งหมายความว่าตอนนี้เขากำลังถือเงินที่มีมูลค่าเท่ากับการทำงานของปุถุชนเกือบหนึ่งปีเต็ม
เขามองดูเหรียญทองเลื่อมแสงในมือ สะท้อนแสงไฟจากโคมผนังอย่างงดงาม แล้วก็อดพึมพำออกมาไม่ได้
“เอาละ.. ตอนนี้ก็มีเงินแล้ว ก่อนอื่นไปเปลี่ยนภาพลักษณ์เลยดีกว่าไหม?”
พูดจบก็ยกยิ้มเล็กน้อยให้กับตัวเอง ซึ่งระบบสังหารโชคชะตาก็ได้กล่าวขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยที่เจือความเย้ยหยัน
【เออ รีบไปเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเองซะ สภาพมอมแมมเช่นนี้ใครเห็นจะว่าเป็ขอทานได้】
【เ้าเองก็มีใบหน้าหล่อเหลา ั์ตาสีแดงลุ่มลึก เส้นผมสีดำยาว ถ้าได้ล้างตัวและจัดแต่งหน่อย เ้าก็จะไม่ต่างอะไรไปจากคุณชายใหญ่ที่มีความสง่างามอย่างแน่นอน อาจารย์ระบบผู้นี้ขอรับประกันเลยละ】
คำพูดนั้นทำให้หลัวหยางแทบจะหลุดขำออกมา ดวงตาของเขาหรี่นิดๆ พร้อมรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมุมปากโดยไม่รู้ตัว มือซ้ายล้วงเข้าไปในแขนเสื้ออย่างสบายๆ ขณะที่ร่างกายก็ก้าวเดินไปบนทางเท้าหินของเมืองจงหนานอย่างมั่นคงและสง่างาม
“เข้าใจแล้วน่าท่านอาจารย์ระบบ.. ตอนนี้ข้าเองก็เพิ่งสังเกตสายตาของคนอื่นๆ”
“ข้าเป็ผู้บำเพ็ญเพียรนะ แต่สายตาของพวกปุถุชนเหล่านี้ กลับมองข้าเหมือนพวกขอทานซะงั้น!”
หลัวหยางพูดกับระบบในใจอย่างหงุดหงิดปนตลก เขาไม่ประหลาดใจเลยสักนิดที่ผู้คนมองตนในสภาพนั้นเช่นไร
แม้ว่าเขาจะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่เด่นสะดุดตา ใบหน้าคมเข้มดูสงบและมีเสน่ห์ เส้นผมยาวสีดำสนิทเหมือนน้ำหมึกบนกระดาษโบราณ แต่เพราะไม่ได้ดูแลเลยหลังจากเดินทางมาหลายวัน เส้นผมจึงยุ่งเหยิง เสื้อตัวเดิมที่เคยใส่ถูกปะติดปะต่อด้วยเศษผ้าและเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นดินตามทาง เสื้อคลุมที่คลุมอยู่มีรอยขาดเล็กๆตามขอบ และกลิ่นเหงื่อจางๆก็ลอยออกมาเป็บางครั้งยามลมพัดเฉียด
เมื่อไปถึงร้านขายเสื้อผ้าแห่งแรก หลัวหยางเปิดประตูเข้าไปด้วยท่าทางสุภาพ
สายตากวาดมองดูชุดผ้าไหมที่แขวนเรียงรายในร้านอย่างสนใจ
ทว่ายังไม่ทันได้กล่าวอะไร พนักงานชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้าร้านก็เดินเข้ามาหาและยิ้ม พลางพยักหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ต้องขออภัยท่านแขกผู้มีเกียรติ.. ร้านของพวกเราในขณะนี้ไม่ได้มีสินค้าที่เหมาะสมกับความ้าของท่านนัก”
“ขอเชิญไปชมร้านด้านถัดไปจะดีกว่าขอรับ!”
คำพูดนั้นถึงจะเต็มไปด้วยมารยาท ทว่าความหมายภายในก็คือปฏิเสธการให้บริการอย่างแเี
หลัวหยางเองก็พยักหน้าโดยไม่ว่าอะไร เขาเดินออกจากร้านอย่างไม่สนใจนัก
ร้านที่สองที่เข้าไปนั้นกลับมีปฏิกิริยาที่ต่างออกไปเล็กน้อย หญิงสาวที่ทำหน้าที่ต้อนรับเมื่อเห็นสภาพของหลัวหยางก็ขมวดคิ้วทันที แววตาเปล่งประกายความรังเกียจอย่างชัดเจน เสียงที่เปล่งออกมาก็แห้งแล้งและไร้น้ำใจ
“ขออภัยนะท่าน.. ร้านของเรารับแต่ลูกค้าที่มีสถานะเท่านั้น!”
แม้จะไม่เอ่ยคำว่าสกปรกหรือขอทานออกมาโดยตรง แต่สายตาและน้ำเสียงของนางก็เพียงพอจะสื่อสารให้เข้าใจ หลัวหยางไม่กล่าวสิ่งใด ดวงตาเขาเยือกเย็นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ แล้วหมุนกายออกจากร้านโดยไม่พูดสักคำ
【ก็เ้าเล่นแต่งตัวเหมือนศพคลานออกมาจากหลุมแบบนี้ ใครจะไม่รังเกียจล่ะ?】
“ข้าก็แค่เดินทางมานาน.. ไม่ได้มีเวลาสนใจเื่พวกนี้นัก!”
【อ้างได้แย่จริงๆ นี่หรือศิษย์รักของข้า ระบบสังหารโชคชะตา】
【เฮ้อ.. รีบไปหาที่เปลี่ยนลุคซะ จะได้ไม่ขายหน้าไปมากกว่านี้】
แต่ร้านที่สามกลับแตกต่าง ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนตัดกับซอยตลาดด้านใน
ชื่อร้านว่าเจินซิ่วจิง ป้ายไม้แกะสลักด้วยอักษรลายมือสีดำบนพื้นทองแดง ภายนอกอาจไม่ได้หรูหราเท่าร้านก่อนหน้า ทว่าเมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป หญิงสาวในชุดคลุมผ้าไหมสีชมพูอ่อนผู้เป็พนักงานประจำร้านกลับเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจใดๆเลย
แววตาของนางมองชายหนุ่มตรงหน้าเพียงครู่เดียว จากนั้นก็พลันเปลี่ยนสีแวววับ
ใบหน้าของหญิงสาวสะท้อนถึงความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
เพราะถึงตัวของเขาจะอยู่ในสภาพซอมซ่อ ทว่ารูปลักษณ์โดยรวมของหลัวหยางนั้นราวกับภาพวาดที่บรรจงแต้มอย่างประณีต ผิวขาวอมชมพู ดวงตาสีแดงล้ำลึก เส้นผมดำยาวที่แม้จะยุ่งเหยิง แต่กลับดูราวกับเส้นไหมที่สะท้อนแสงขลับ
“ท่านลูกค้าเชิญทางนี้เลยเ้าค่ะ ทางร้านมีห้องอาบน้ำและห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ด้านหลัง”
“หากท่าน้าเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ เรามีชุดมากมายให้เลือกชมได้ตามอัธยาศัย!”
น้ำเสียงของนางนุ่มนวลและอ่อนโยน ต่างจากพนักงานร้านอื่นโดยสิ้นเชิง
หลัวหยางพยักหน้า ก่อนจะเลือกซื้อเสื้อคลุมไหมขาวลายทองตัดดำ ราคาห้าตำลึงเงิน พร้อมกับเช่าห้องอาบน้ำและใช้บริการจัดแต่งทรงผมที่มีอยู่ภายในร้าน หญิงสาวประจำร้านส่งคนพาเขาไปยังห้องส่วนตัวขนาดเล็กที่มีถังน้ำอุ่น เครื่องหอม และผ้าขนหนูเนื้อนุ่มเตรียมไว้เรียบร้อย
เมื่อหลัวหยางจัดการล้างเนื้อล้างตัว เส้นผมที่เคยพันกันยุ่งเหยิงถูกสางจนเรียบลื่น และถูกมัดรวบขึ้นด้วยสายหนังสีเงินบางๆ
ส่วนใบหน้าเมื่อไม่มีคราบเหงื่อและฝุ่น กลับเผยให้เห็นความงามสง่าราวกับภาพฝัน
ดวงตาสีแดงล้ำลึกวาววับภายใต้คิ้วเข้มดุจกระบี่ จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางเฉียบ
ยามที่สวมชุดคลุมไหมสีขาวลายทองและเดินออกมาจากห้องด้วยท่วงท่าผ่าเผย
มือขวายังถือกระบี่เหล็กกล้าที่ยังคงมีกลิ่นอายบางเบาของเืเก่าติดอยู่
“ว๊ายยยยยยยยย!”
เสียงกรี๊ดของเหล่าพนักงานหญิงดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ราวกับเหล่าศิษย์หญิงในสำนักที่ได้พบองค์ชายอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้
ใบหน้าของหลัวหยางในยามนี้ไม่เหลือเค้าโครงของหนุ่มบ้านนอกจากหมู่บ้านหินผาเลย ดุจผู้สืบสายโลหิตจากราชสำนักยังไงยังงั้น
พนักงานหญิงบางคนถึงกับเขินอายจนต้องหลบตา บ้างก็รีบปลีกตัวไปหลบอยู่หลังฉากผ้า บ้างก็ยิ้มกว้างจนแทบไม่สามารถเก็บอาการได้
หลัวหยางยิ้มมุมปากอย่างขบขัน พลิกข้อมือซ้ายขึ้นมาเพื่อปรับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วกระชับกระบี่เข้าที่ข้างเอว สายตาของเขากวาดมองกระจกเงาที่ตั้งอยู่มุมห้อง มองเห็นรูปลักษณ์ของตนเอง ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยความมั่นหน้า
“ข้าหลัวหยางพร้อมแล้วเว้ย!”