07
เพื่อนใหม่
ติ๊ง!
[ภารกิจ: ปลอบประโลมผู้ที่กำลังสิ้นหวัง หากสำเร็จจะได้รับ30 คะแนน]
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นขณะมอนเน่กำลังเดินกลับจากห้องพักครูพร้อมกับกองงานท่วมหัว
แม้ทางโรงเรียนจะอนุโลมให้ลาเรียนไปแข่งได้แต่ก็มีเงื่อนไขว่าต้องส่งงานให้ครบและทำชิ้นงานเพิ่มเพื่อชดเชยเวลาเรียนแลกกับการที่เวลามีใครถามเื่การเรียน ก็ให้พูดชื่อโรงเรียนออกไปด้วย
เป็การพ่วงโฆษณาแบบเนียน ๆ นั่นเองโรงเรียนได้พื้นที่สื่อ ส่วนเธอก็สามารถไปแข่งได้โดยไม่ต้องกังวลเื่วันลาวินวินทั้งสองฝ่าย มีบ้างที่เธอต้องไปแข่งล่าถ้วยรางวัลให้โรงเรียนเพื่อเติมคะแนนกิจกรรมที่เธอไม่เคยเข้าร่วมเลยสักครั้งให้เต็ม
‘...ผู้ที่กำลังสิ้นหวัง?? หมายความว่ายังไงน่ะ…’
[หมายความว่ากำลังมีคนคิดสั้นอยู่ยังไงล่ะตามมาสิ เดี๋ยวพาไปหา คราวนี้ได้ตั้ง 30 คะแนนเลยนะ]
‘...คะแนนภารกิจสูงก็จริงแต่คนคนนั้นจะยอมฟังคำพูดเราเหรอ...’
ไม่ใช่ว่ามอนเน่ไม่อยากช่วย แต่เธอกลัว...กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็ ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ที่ผลักให้อีกฝ่ายตัดสินใจจบชีวิตลงเร็วขึ้นต่างหากและการคิดสั้นก็มีหลากหลายวิธี ถ้าไปเจอวิธีเืสาดขึ้นมาจะต้องกลายเป็ภาพติดตาเธอไปตลอดชีวิตแน่ ๆ
[ไม่เป็แบบนั้นหรอกน่า!แต่ถ้าเธอไม่รีบไปตอนนี้ นอกจากภารกิจจะล้มเหลวแล้วพรุ่งนี้เตรียมเห็นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งได้เลยว่า ‘เด็กโรงเรียน XXXจบชีวิตเพราะสอบไม่ติดคณะที่หวัง’] พูดจบก็บินนำล่วงหน้าไปก่อน
ทางด้านมอนเน่จากที่เคยลังเลก็พลันเปลี่ยนเป็มุ่งมั่นขึ้นมาทันทีเสียงรองเท้าคัตชูกระทบพื้นกระเบื้องดังรัวเร็วตามจินเบที่ลอยนำลิ่วไปไกลกระทั่งตามทันภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
เส้นทางที่ตุ๊กตาใบโคลเวอร์มุ่งหน้าไปคืออาคารเก่าหลังหอสมุดบริเวณนี้ถูกปิดตายมานาน มีเพียงนักการภารโรงกับเ้าหน้าที่ฝ่ายพัสดุเท่านั้นที่จะเข้ามา
เนื่องจากอาคารแห่งนี้เก่ามากแล้วระหว่างที่รอให้งบสำหรับรื้อถอนอาคารมาถึง ทางโรงเรียนจึงใช้ที่นี่เป็สถานที่เก็บอุปกรณ์ทางการศึกษาที่ชำรุดจนไม่สามารถซ่อมแซมได้รอวันจำหน่ายออกไปอย่างเดียว ทำให้ยิ่งดูทรุดโทรมราวกับหลุดออกมาจากหนังสยองขวัญสักเื่หนึ่ง
[ทางนี้ ๆ!เด็กคนนั้นอยู่ห้องด้านในสุด] จินเบโบกไม้โบกมือเร่งเร้าให้มอนเน่รีบสาวเท้าไปยังเป้าหมายโดยเร็ว
ตึง!
‘แค่ก! แค่ก!แค่ก! แค่ก…!’
ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังห้องนั้นจู่ ๆ ก็มีเสียงคล้ายวัตถุหนักตกกระแทกพื้นดังสนั่นจนมอนเน่ที่อยู่ห่างออกมาเกือบสิบเมตรยังรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืเสียงนั้นดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงไอหนัก ๆ ของใครบางคน
มอนเน่วิ่งไปที่ห้องนั้นด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเธอก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องสุดท้ายของอาคารหลังเก่า
“เป็อะไรหรือเปล่าคะ!”
ภาพที่เห็นนั้นทำเอามอนเน่ขาแข็งยืนนิ่งอยู่กับที่ก่อนจะตั้งสติได้แล้วเข้าไปตรวจเช็กคนที่นั่งอยู่กลางห้อง… ด้วยสภาพไม่สู้ดีนัก
ส่วนข้าวขวัญที่เพิ่งผ่านนาทีชีวิตมาหมาดๆ ถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ ก็มีคนแปลกหน้าพุ่งเข้ามาประชิดตัวดวงตาที่ยังคงสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวค่อย ๆ พิจารณาผู้มาใหม่อย่างถี่ถ้วน
พอเห็นว่าผู้มาใหม่ไม่ใช่ทั้งครูและภารโรงก้อนความกลัวที่จุกแน่นอยู่ในอกก็คลายตัวออก ร่างกายที่เคยเกร็งเขม็งผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ ไหล่บางห่อตัวลงด้วยความโล่งอก
“าเ็ตรงไหนหรือเปล่า”มอนเน่เห็นอีกฝ่ายไม่ตอบก็สำรวจร่างกายคนตรงหน้าด้วยตาเปล่าอีกครั้งนอกจากร่องรอยน่ากลัวบนคอ ดูเหมือนว่าผิวนอกร่มผ้าที่สังเกตได้จะไม่มีาแให้เห็น
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ…” ข้าวขวัญถามออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเมื่อเอื้อมมือไปัักับความเจ็บแสบบริเวณลำคอภาพเหตุการณ์ที่ตนเองดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดก็แวบเข้ามาพลอยทำให้ร่างกายสั่นเทาขึ้นมาราวกับลูกนกตกน้ำ
“เรา เอ่อ… เราเอาเก้าอี้ที่ชำรุดมาไว้ที่นี่ตามคำสั่งอาจารย์แล้วได้ยินเสียงดังก็เลยวิ่งมาดู” มอนเน่เม้มปากเธอไม่สามารถบอกได้ว่ามาที่นี่เพราะระบบมอบภารกิจให้ทำ จึงได้แต่แต่งเื่ขึ้นมาหวังแค่ว่าอีกฝ่ายจะไม่ติดใจสงสัยในภายหลัง
“ขอโทษนะ ที่… ทำให้เห็นภาพไม่น่าดูแบบนี้”ข้าวขวัญยิ้มขื่นั์ตากลมที่ยังสั่นระริกเหลือบขึ้นไปมองสิ่งที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะ หากมันไม่บังเอิญขาดออกจากกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะยังพูดคุยโต้ตอบกับคนตรงหน้าได้อยู่หรือเปล่า
“ไม่เอาเื่นี้ไปบอกคุณครูได้ไหม?” เธอไม่อยากให้เื่นี้ไปถึงหูของคนในครอบครัว
“แต่ถ้าคุยกับครูที่ปรึกษา…”อาจมีทางออกที่ดีกว่านี้
มอนเน่เม้มปาก ถึงนี่จะเป็ภารกิจแต่เธอไม่สามารถประดิษฐ์ถ้อยคำสวยหรูเพื่อปลอบใจคนที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดได้จริงๆ กลัวว่าคำพูดของเธอจะไปสะกิดแผลใจที่ไม่อยากได้ยินเข้า
คงจะดีกว่าถ้าให้คุณครูเป็คนพูดคุยคลี่คลายปัญหาให้
“ไม่ได้นะห้ามบอกเด็ดขาด!! อ๊ะ” ข้าวขวัญลุกพรวดขึ้น แต่ไม่นานก็โงนเงนทรงตัวไม่อยู่เพราะเคลื่อนไหวเร็วเกินไป
“ระวัง!” มอนเน่ถลาเข้าไปช่วยประคองพร้อมกับมองรอบตัวที่เริ่มมีแสงสว่างส่องถึงน้อยลงทุกที“ในนี้มีฝุ่นเยอะเกินไป ออกไปนั่งข้างนอกกันก่อนดีกว่า” ต้องคุยกันทั้งที่มีเชือกห้อยอยู่บนคานแบบนี้…ให้ความรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
“อืม” ข้าวขวัญพยักหน้าตกลงมือข้างหนึ่งจับแขนของเด็กสาวแปลกหน้าที่มาเจอเธอโดยบังเอิญไว้แน่นหากไม่มีอีกฝ่ายคอยพยุงไว้ ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะสามารถก้าวเดินออกจากห้องนี้ไปได้หรือเปล่า
[พาไปตรงบ่อเลี้ยงปลาตรงข้างโรงอาหารสิตรงนั้นบรรยากาศดี แถมไม่ค่อยมีคนด้วย]จินเบเสนอสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพูดคุยปลอบใจ ภารกิจจะได้จบลงอย่างสวยงาม
มอนเน่เห็นด้วยกับคำแนะนำของระบบจึงเอ่ยชวนเด็กสาวที่ยังคงหวาดวิตกให้ย้ายไปหามุมสงบเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดเื่อื่นเอาไว้ค่อยคิดกันทีหลัง
“ไปนั่งพักหายใจที่บ่อปลาคาร์ปกันเถอะขืนอยู่ตรงนี้ต่อ ถ้ามีคนผ่านมาเห็นจะเป็เื่ใหญ่ได้”
ข้าวขวัญพยักหน้ายอมรับสถานที่ที่เพื่อนร่วมโรงเรียนเสนอเพราะตอนนี้สมองของเธอขาวโพลนจนนึกอะไรไม่ออกแล้ว
“ค่อย ๆ เดินนะ ถ้ารู้สึกไม่ดีให้รีบบอกเลย”
มอนเน่ทำตัวไม่ถูกจึงได้แต่คอยสอบถามอาการไปตลอดทางกระทั่งมาถึงบ่อปลาคาร์ปก็ยังถามไม่หยุดปากกลายเป็ว่าใบหน้าซีดเผือดของมอนเน่ดูจะตื่นตระหนกยิ่งกว่าข้าวขวัญที่สีหน้าเริ่มดีขึ้นเสียอีก
“เราโอเคขึ้นแล้วล่ะ”
เด็กสาวคลี่ยิ้มจาง ๆให้ทั้งที่ยังดูอ่อนเพลีย ซึ่งนี่ถือเป็รอยยิ้มแรกที่ปรากฏขึ้นนับั้แ่ทั้งสองได้มาเจอกัน
“งั้นเดี๋ยวเราไปซื้อน้ำตรงตู้นั้นมาให้ดื่มอะไรเย็น ๆ จะได้ใจเย็นลงหน่อย”
พูดจบมอนเน่ก็รีบยกมือตะครุบปากตัวเองทันทีเธออุตส่าห์ระวังคำพูดมาตลอด พยายามเลี่ยงไม่เอ่ยถึงความหุนหันพลันแล่นของอีกฝ่ายมาตลอดแท้ ๆ แต่เพราะนึกวิธีปลอบใจไม่ออกเลยเผลอหลุดปากไปแบบนั้น
สาบานได้เลยว่าเธอไม่ได้มีเจตนาจะพูดจากระทบกระเทียบเลยแม้แต่นิดเดียวเธอแค่อยากให้บรรยากาศมันคลายความตึงเครียดลงสักหน่อยจะได้คิดหาคำปลอบใจได้ง่ายขึ้น
“ไม่เป็ไร เราไม่ได้คิดมากหรอกเราควรใจเย็นจริง ๆ นั่นแหละ” เพราะเมื่อครู่เธอก็ใจร้อนเกินไป
“อะ งั้น… งั้นเราไปซื้อน้ำก่อนนะ”มอนเน่เห็นอีกฝ่ายไม่ติดใจสิ่งที่เธอพลั้งปากก็ถอนหายใจโล่งอกรีบวิ่งไปที่ตู้กดน้ำทันที ไม่ถึงสองนาทีก็ได้น้ำเย็นชื่นใจมาไว้ในมือ
“ขอบคุณนะ” ข้าวขวัญรับขวดน้ำมาเปิดดื่มความเย็นจากน้ำช่วยทำให้สติของเธอแจ่มชัดขึ้นได้อย่างน่าประหลาดทั้งที่ก่อนหน้านี้ภายในใจเธอมีแต่ความขุ่นมัว พอคิดว่าจะทำ…ก็ทำเลยโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ คิดแต่ว่าจะต้องไปให้เร็วที่สุดเท่านั้น
“คือ… เราปลอบคนไม่เก่ง ถ้า… ถ้ามีอะไรที่พอจะให้เราช่วยได้ก็บอกได้นะ”มอนเน่คัดสรรคำด้วยความระมัดระวังเธอไม่กล้าพูดปลอบใจไปส่งเดชโดยที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไป
“ถ้าอย่างนั้น… ช่วยฟังเราสักหน่อยได้ไหมฟังเื่ของเรา” เพราะั้แ่เด็กจนโต ไม่เคยมีใครฟังเธอเลยสักครั้ง
“ได้สิเราถนัดฟังอยู่แล้ว” มอนเน่พยักหน้าหงึกหงักเป็ตุ๊กตาหน้ารถการได้ระบายออกมาอาจดีกว่าการเก็บไว้คนเดียว
และนั่นก็ทำให้มอนเน่ได้รู้ว่าคนตรงหน้ามีชื่อว่าข้าวขวัญ พ่อแม่ของอีกฝ่ายเสียชีวิตั้แ่ยังเด็ก และเนื่องจากผู้ปกครองทำวงเงินประกันไว้สูงทำให้มีญาติหลายคนยินดีรับไปดูแล
แต่เมื่อได้เงินไปแล้วกลับไม่ทำตามคำพูดนอกจากค่าเทอมกับค่าอาหารสามมื้อข้าวขวัญก็ไม่เคยได้รับอะไรอีกเลย แม้แต่ค่าขนมที่ควรได้ในแต่ละวันก็ถูกยึดไปทั้งหมดโดยอีกฝ่ายอ้างว่าเป็ค่าอาหารเช้าเย็นที่เธอได้ร่วมโต๊ะกินด้วย
หากข้าวขวัญอยากได้อะไรจะต้องทำงานแลกเงินบางวันก็ต้องไปรับจ้างทำงานล้างจานในตลาด เงินที่นำมาใช้จ่ายเวลามีงานกลุ่มในแต่ละวิชาเรียนเองก็มาจากตรงนี้เช่นกัน
จิตใจของเด็กหญิงที่แหลกสลายั้แ่วันที่รู้ว่าโลกนี้ไร้เงาของพ่อแม่ค่อยๆ ถูกความมืดบอดของญาติผู้มีสายเืเดียวกันกัดกินทีละน้อย จนท้ายที่สุดก็เหลือเพียงเชือกเส้นบางๆ เส้นเดียวที่รั้งให้เธอมีแรงใจจะสู้ชีวิตอยู่ต่อ
นั่นคือการสอบติดในคณะที่ใฝ่ฝันเพื่อจะได้หนีไปจากบ้านที่อบอวลไปด้วยถ้อยคำบั่นทอนจิตใจทั้งคำค่อนขอดเื่ที่เธอเป็เด็กกำพร้าและการทวงบุญคุณซ้ำซาก
ซึ่งถ้อยคำมากมายเ่าั้มีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือการสร้างความชอบธรรมให้พวกเขาสามารถผลาญเงินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เธอได้อย่างไม่รู้สึกผิด
ข้าวขวัญอดทน อดทน แล้วก็อดทน...ขอแค่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ได้ชีวิตของเธอก็คงไม่ต้องผูกติดกับครอบครัวเส็งเคร็งนี้อีกต่อไปเธอวาดฝันไว้ว่าจะขอกู้เรียน แล้วเลือกไปใช้ทุนยังที่ห่างไกล ไปให้ไกลได้เท่าไรยิ่งดี
แต่ความฝันที่วาดหวังไว้กลับต้องพังทลายเมื่อผลการสอบความถนัดปรากฏออกมาว่าเธอทำคะแนนได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ฟางเส้นสุดท้ายที่ยึดลมหายใจของเธอมาตลอดจึงขาดผึงรู้ตัวอีกทีเธอก็ไปอยู่ที่อาคารร้างหลังโรงเรียนแล้ว
“พอมาคิดดูแล้ว…ที่จริงคะแนนก็ไม่นับว่าขี้เหร่มาก แต่ดันเอาไปเทียบกับเพื่อนหัวกะทิในห้องเลยทำให้ดิ่งแล้วครั้งนี้เราก็ตั้งใจไว้มาก เราคาดหวังว่าจะได้คะแนนดีกว่านี้ทั้งที่ความจริงแล้วเรายังสามารถแก้ตัวได้ในการสอบครั้งต่อไปแม้จะไม่ได้เข้ามหา’ลัยที่อยากเข้า แต่อย่างน้อยก็น่าจะสามารถเข้าคณะแพทย์ในตัวเลือกลำดับสองกับสามได้”
ดีเท่าไรที่เชือกขาดก่อนและมีนักเรียนหญิงจากห้องอื่นมาพบเข้าพอดีทำให้เธอได้มีเวลาคิดและไตร่ตรองให้ดี หากตอนนั้นเธออยู่เพียงลำพัง ไม่แน่ว่าเธออาจจะลงมือกับตัวเองอีกครั้งและคงได้กลายเป็ผีเฝ้าอาคารร้างไปแล้ว
“งั้นเรามาช่วยกันติวข้อสอบกลางกันดีไหม!”มอนเน่เสนอตัวทันควัน
ทันทีที่ประมวลผลได้ว่าอีกฝ่ายคงต้องไปวัดดวงกันต่อที่สนามสอบกลางของวิชาสามัญเพื่อกู้คะแนนรวมคืนมา ซึ่งสนามนั้นก็เป็ด่านหินที่ตัวเธอเองก็ต้องเจอเช่นกันมอนเน่ก็เผลอเอ่ยปากชวนออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เอ๊ะ เดี๋ยวสิ... คือ... แบบว่า... โอยยยจะทำยังไงดีล่ะทีนี้”
เด็กสาวเกาหัวจนผมเสียทรงเริ่มสับสนกับตัวเองหน้าที่ของเธอคือต้องพูดปลอบใจข้าวขวัญเพื่อให้ภารกิจลุล่วงต่างหากแล้วไหงถึงหลุดปากชวนติวไปได้กันนะ
“มีใครเคยบอกหรือเปล่าว่าเธอปลอบใจได้แย่มาก” ข้าวขวัญเม้มปากกลั้นยิ้มความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยแบกไว้บนบ่าค่อย ๆ เบาบางลงโดยไม่รู้ตัว
“ตอนแรกก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้รู้แล้ว”มอนเน่บ่นอุบอิบ รู้สึกว่าคราวนี้เธอคงทำภารกิจไม่สำเร็จแน่
ฮือ… จะมีบทลงโทษหรือเปล่าเนี่ย!
[ของแบบนั้นไม่มีหรอกน่า] จินเบถอนหายใจเอ่ยปลอบให้โฮสต์สบายใจได้ว่าสิ่งที่ตามติดตัวอยู่คือระบบช่วยเหลือไม่ใช่ระบบเอารัดเอาเปรียบที่ถูกสื่อนำมาแฉออกโทรทัศน์บ่อย ๆ
‘...ถ้าโกหกขอให้กลืนเข็มพันเล่ม…’
[เออน่า ไม่โกหกกันหรอก เอ้า รีบปลอบต่อสิ]จินเบกลอกตา ทำไมโฮสต์ของเขาถึงได้หวาดระแวงกันขนาดนี้เขาไปค้นหานิยายแนวระบบที่ได้รับความนิยมมาแล้ว ส่วนมากเชื่อฟังระบบกันทั้งนั้นไม่เห็นจะตั้งคำถามไม่หยุดแบบนี้เลย
ระบบเหนื่อยตอบคำถามมากนะ!
“ฮ่า ๆ ๆ มีใครเคยบอกไหมว่าเธอเป็คนที่แปลกมาก”ข้าวขวัญจำไม่ได้แล้วว่าตนเองหัวเราะสุดเสียงแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไรทั้งที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาแท้ ๆ แต่เธอก็ยังหัวเราะออกมาได้เป็เพราะมอนเน่แท้ ๆ เลย “เอาสิ เรามาติวข้อสอบกลางวิชาสามัญด้วยกันนะ”
“จริงเหรอ!!”