วีรบุรุษอหังการ

    46 ถูกล้อม

            หลิวหนิงเทียนยืนจ้องมองการเปลี่ยนแปลงที่ค่ายของศัตรู​ด้วยใบหน้าคร่ำเครียด กำลังเสริมของพรรคมารทยอยมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เขามีความในใจอันหนักอึ้ง  หน่วยสอดแนมเพิ่งส่งข่าวมาว่ากำลังเสริมของพรรคมารปรากฏเพิ่มมาอีกสองทัพใหญ่  ทัพหนึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำใหญ่  ตั้งค่ายขวางสะพานเชื่อมสองแดนเอาไว้  อีกทัพหนึ่งตั้งอยู่ตีนเขาทางทิศตะวันตก  กลายเป็นสามทัพล้อมพวกเขาไว้ตรงกลาง

     

            ตอนนี้หนทางเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาคือถอยเข้าเมือง  เพื่อตั้งรับโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจู่โจมจากด้านหลัง  แต่นั่นก็เป็นการกักขังตัวเองไว้ด้านใน  ศัตรูสามารถตัดเส้นทางการติดต่อกับภายนอก  ควบคุมเส้นทางขนส่งเสบียงเอาไว้จนหมดสิ้น  เท่ากับรอวันที่เสบียงหมด  นักสู้ฝ่ายตนหมดกำลังใจ และรอรับการเชือดเฉือนอยู่ภายในเมืองเท่านั้น 

        

            หลิวอิงเดินมาถึงด้านหลังของบิดา  ใบหน้าของมัน ณตอนนี้แลดูมอมแมมเลอะเทอะไปบ้าง ไม่คล้ายกับคุณชายเจ้าสำราญก่อนการศึก  หลายวันมานี้มันกระทำหน้าที่ทุกอย่างแทนหลิวจิ้นป้านที่เสียชีวิตไปแล้ว  กลายเป็นมือขวาของบิดาอย่างเต็มภาคภูมิ

     

            “ท่านพ่อ  ตอนนี้ศัตรูทั้งสามทางมีการเสริมกำลังอย่างหนัก  คาดว่าอีกไม่นานคงพร้อมสำหรับการศึกแล้ว เราจำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะถอยเข้าเมืองหรือบุกจู่โจมค่ายใดค่ายหนึ่งให้แตก”


            “ลูกอิงคิดว่าเราควรเลือกแบบไหน?”


            หลิวอิงมองออกไปทางค่ายของศัตรู  คำถามของหลิวหนิงเทียนเป็นเหมือนบททดสอบที่ตนเองต้องผ่านไปให้ได้  หากไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่บิดา เขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งผู้รับช่วงเจ้าสำนักกระบี่อมตะตลอดไป

     

            “ในตำรากลศึกของอาจารย์ไป๋ลู่กล่าวไว้ว่าการศึกวัดความมีเปรียบเสียเปรียบจากชัยภูมิ วัดสมรรถภาพกองทัพจากความสามารถของทหาร วัดความยิ่งใหญ่จากจำนวนพล และชี้ขาดชัยชนะจากความอดทน ในสถานการณ์เช่นนี้ เราตกเป็นรองศัตรูจากชัยภูมิเพราะถูกล้อมสามด้าน  ไม่สามารถสู้ศึกได้นานวัน  หากชิงจู่โจมก่อนแม้ได้ชัยชนะจะเกิดความสูญเสีย  เมื่อศัตรูอีกสองทัพยกมา  เกรงว่ายากจะต้านทานได้  ดังนั้นทางเลือกเดียวของพวกเราในตอนนี้คือกลับเข้าเมือง  หาทางส่งสารถึงพันธมิตรให้มาช่วย  แม้จะต้องตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึก  แต่เสบียงที่กักตุนไว้ในเมืองสามารถเลี้ยงดูผู้คนได้นานกว่าครึ่งปี  ถึงเวลานั้นทัพของพันธมิตรสมควรมาถึงแล้ว”


            ปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่งบนใบหน้าของหลิวหนิงเทียน  บุตรชายของตนเองนับว่าเติบโตแล้ว หลังจบศึกนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ตนเองต้องวางมือ  ปล่อยภาระหน้าที่ในสำนักให้คนรุ่นใหม่ดูแล ทำให้หวนนึกถึงตนเองตอนที่ก่อตั้งสำนักขึ้นมา เขามีอายุมากกว่าหลิวอิงในตอนนี้ไม่ถึงสิบปี  กลับสามารถก่อตั้งสำนัก  ยืนหยัดในยุทธภพที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิงแรด ได้ตลอดรอดฝั่ง สามารถเป็นผู้นำในการก่อร่างสร้างเมืองผิงเหยาขึ้นมา  เขารู้สึกภาคภูมิใจที่ลูกชายของตนเองเจริญรอยตาม เริ่มมีความก้าวหน้าเช่นเดียวกับตนเอง  ดังคำกล่าวที่ว่าพยัคฆ์ย่อมออกลูกเป็นพยัคฆ์  จึงว่า


            “เจ้าจงไปดำเนินการแจ้งแก่ผู้นำแต่ละกลุ่มว่า เราจะถอยทัพกลับเข้าเมืองภายในหนึ่งชั่วยาม  ให้ทำการรื้อถอนค่ายให้แล้วเสร็จ”


            หลิวอิงรับคำคราหนึ่ง  ก็จากไปอย่างรวดเร็ว  หวงหยางหลิวพลางนึกถึงบุตรชายคนโต  ไม่ทราบว่าสถานการณ์อีกด้านหนึ่งเป็นอย่างไรบ้าง  จึงทำได้เพียงภาวนาให้มันอยู่รอดปลอดภัย  แต่ในใจก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าสถานการณ์ทางโน้นอาจจะเลวร้ายกว่าที่นี้เสียอีก


            แต่เขายังคงมั่นใจว่าบุตรชายของตนเองต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์เลวร้ายได้


            หนึ่งชั่วยามผ่านไป กองกำลังจากเมืองผิงเหยาก็ถอนทัพจากไปอย่างเงียบเชียบ ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยามก็สามารถเข้าเมืองไปจนหมดสิ้น  ปล่อยให้ศัตรูเข้ายึดครองค่ายเก่าของพวกเขาที่มีเปลวไฟลุกโชนจากเผาทำลาย  พอกองกำลังเข้าสู่ประตูเมืองหมดสิ้น หวงหยางหลิวสั่งให้ปิดประตูเมืองโดยไม่มีกำหนดเปิด  ส่งคนของตนเองกระจายข่าวสารและข้อบังคับปฏิบัติใหม่แก่ชาวเมือง  จัดหน่วยลาดตระเวนรักษาความสงบภายในเมือง  รวมไปถึงจัดตั้งหน่วยบริการเสบียงที่ทำหน้าที่แจกจ่ายเสบียงจากศูนย์กลางให้แก่ชาวเมืองในแต่ละวัน  การกระทำเช่นนี้ทำให้ไม่เกิดความวุ่นวายภายในเมือง  แต่ยังมีบางคนที่รับไม่ได้กับมาตรการนี้  ทำการอาละวาดใส่คนแจ้งข่าว  สุดท้ายก็ถูกจับโยนใส่ในคุกโดยไม่ให้มีการไถ่ตัวจนกว่าการศึกจะจบลง

     

            เวลาผ่านไปสามวันข้าศึกล้วนทำการขยับเข้ามาสร้างค่ายห่างจากเมืองผิงเหยาไม่ไกล  เวรยามที่อยู่บนกำแพงสามารถมองเห็นได้ ทัพที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำได้ข้ามสะพานมาตั้งค่ายทางฝั่งเขตแดนมนุษย์แล้ว ทัพที่ตั้งอยู่เชิงเขาทางทิศตะวันตกได้ขยับเข้ามาใกล้เมืองมากกว่าเดิม ส่วนทัพหลักของพรรคมารได้ทำการตั้งค่ายเผชิญหน้ากับประตูเมือง  การล้อมเมืองในลักษณะสามเหลี่ยมทำให้คนที่อยู่ในเมืองแทบจะไม่มีช่องทางให้หลบหนีได้อย่างปลอดภัย พรรคมารได้ทำการส่งหน่วยลาดตระเวนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่ให้มีใครจากในเมืองลักลอบหรือบุกฝ่าออกไปขอความช่วยเหลือได้  หวงหยางหลิวพยายามส่งยอดฝีมือลักลอบออกไปยามค่ำคืนหลายครั้ง  ล้วนถูกยอดฝีมือฝ่ายตรงข้ามพบเห็น ต้องรีบหนีกลับเข้าเมืองด้วยสภาพทุลักทุเลทุกราย  แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือพวกมันเริ่มมีการตัดไม้มาก่อสร้างบ้านเรือนที่พักอาศัย  คล้ายกับเตรียมพร้อมมาเพื่อทำศึกระยะยาวโดยเฉพาะ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปขวัญและกำลังใจของชาวเมืองผิงเหยาจะต้องพังทลายลงในที่สุด

     

            หวงหยางหลิวที่สงบนิ่งและเยือกเย็นเสมอมา  ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยต่อไปได้อีก  เขาทำการเรียกตัวหลิวอิงผู้เป็นบุตรชายเข้ามารับภารกิจสำคัญ  ตอนนี้บุคคลที่เขาไว้วางใจที่สุดย่อมเป็นทายาทของตนเองผู้นี้ อีกทั้งยังมีฝีมืออยู่ในระดับสูง  สามารถต่อกรกับยอดฝีมือของพรรคมารได้  อีกทั้งยังมีความเฉลียวฉลาดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี  ตอนนี้เขายังคงมีไพ่ตายอีกใบหนึ่ง  ไพ่ตายที่เตรียมเอาไว้สำหรับเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ หากต้องต่อสู้กับพรรคมารที่กลอกกลิ้งชั่วร้าย  ก็จำเป็นที่จะต้องมีเบี้ยหลากหลายอยู่ในมือ และครั้งนี้เขาได้ซ่อนเบี้ยเอาไว้ในหุบเขาทางทิศใต้ เป็นกองกำลังส่วนตัวที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างลับ ๆ แม้แต่หลิวจิ้นป้านและหลิวอิงก็ไม่ทราบระแคะระคายมาก่อน  ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวคือต้องมีคนนำแผนการรบไปบอกกับผู้นำของกองกำลังนี้  บุคคลที่เหมาะสมที่สุดคือหลิวอิงนั่นเอง


            “ลูกอิง ที่เรียกมาในวันนี้เพราะบิดามีเรื่องจะไหว้วาน  นอกเมืองห่างออกไปสามสิบลี้ทางทิศใต้  เสาะหาคนที่ถูกเรียกขานว่าภูตพนาไพร  แสดงป้ายหยกอันนี้และมอบจดหมายของข้าให้ถึงมือเขา  จากนั้นให้ส่งสัญญาณกลับมา  เราจะทำการเดิมพันตอบโต้ใส่ศัตรูสักครา  การเดินทางครั้งนี้ต้องระมัดระวังให้มากไว้  พรรคมารย่อมไม่ปล่อยให้เราผ่านไปได้อย่างง่ายดาย  รักษาตัวให้ดี หากเห็นว่าสถานการณ์เลวร้ายให้ถอนตัวได้ทุกเมื่อ  ไม่จำเป็น ต้องดันทุรังเสี่ยงชีวิต”


            “บุตรทราบแล้ว  ขอท่านพ่อไว้วางใจ  ข้าจะกระทำสุดความสามารถ”


            หวงหยางหลิวยิ้มอย่างอบอุ่นให้บุตรชายคราหนึ่ง  การเดินทางครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด  การคงอยู่หรือล่มสลายของเมืองผิงเหยาขึ้นอยู่กับทัพพิสดารนี้  ดังนั้นบุคคลที่เขาไว้ใจที่สุดและสมควรทำภารกิจนี้ต้องเป็นบุตรชายของตนเองเท่านั้น


            เมื่อได้รับภารกิจลับจากบิดา  หลิวอิงก็รีบตรงดิ่งไปยังตึกสกุลจางทันที  เขารู้ดีว่าภารกิจครั้งนี้เสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก  ยอดฝีมือฝ่ายมารต้องคอยลาดตระเวนตลอดเวลา  แม้แต่ยุงตัวหนึ่งก็ยากที่จะบินผ่านได้ดังนั้นการเตรียมอุปกรณ์เสริมและอาวุธพิสดารไปด้วยนับเป็นความคิดที่ดี  ซึ่งบุคคลเดียวที่สามารถจัดหาอุปกรณ์เสริมและอาวุธพิสดารให้ได้ก็คือจางหลีไห่  ผู้เป็นอัจฉริยะในการประดิษฐ์  คนผู้นี้ใช้ชีวิตที่ผ่านมาอยู่กับเตาหลอมและเครื่องมือก่อสร้างเกือบทุกวัน  มันจึงสามารถประดิษฐ์สิ่งของพิสดารออกมามากมาย  ครั้งนี้เขาจึงมาหามันเป็นบุคคลแรก  และเป็นคนเดียวที่ตนเองไว้วางใจให้รับรู้ภารกิจของตนเอง

     

            จางหลีไห่กำลังจะออกจากบ้านไปเฝ้าเวรยามบนกำแพงเมืองพอดี  พอทราบจุดประสงค์และภารกิจของสหายก็รีบพาหลิวอิงไปยังห้องลับชั้นใต้ดิน  เมื่อไปถึงโต๊ะทำงานตัวหนึ่งก็ทำการรื้อค้นเป็นการใหญ่  ในที่สุดก็เจอกับของที่ต้องการ  มันยื่นตะขอที่มีรูปลักษณะแปลกประหลาดคู่หนึ่งให้กับหลิวอิง  กล่าวว่า


            “นี่เป็นตะขอยืดหด  มันสามารถยืดออกได้ยาวสองวาเพียงแค่กดปุ่มบังคับกลไก  และทำให้มันหดกลับคืนมาด้วยการกดปุ่มกลไกอีกครั้ง สามารถผูกติดกับแขนได้อย่างแนบเนียนใต้ร่มผ้านี่เป็นของรักของหวงที่ข้าใช้เวลาคิดค้นถึงสามปี  นานทีปีหนจะเอามาทดลองใช้สักครั้ง  ตอนนี้ขอมอบให้เจ้านำไปใช้เพื่อช่วยชีวิตของพวกเรา”


            จางหลีไห่พูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ  จากนั้นก็ตรงไปยังโต๊ะอีกตัวหนึ่งของตนเอง  หยิบกระบี่สั้นมาเล่มหนึ่ง  เป็นกระบี่ธรรมดาทั่วไป  เพียงแต่ว่ามีขนาดสั้นกว่ากระบี่ทั่วไป  มันโยนกระบี่เล่มนั้นมาให้หลิวอิง  เมื่อเขารับกระบี่มาอยู่ในมือแล้วก็ได้ยินเสียงของสหายกล่าวว่า


            “นั่นเป็นกระบี่พิสดารเล่มหนึ่ง  บางทีมันอาจจะช่วยชีวิตเจ้าได้ในสถานการณ์ที่คับขัน  ตรงโกร่งกระบี่มีปุ่มสีเขียวอยู่  เพียงเจ้ากดปุ่มนั้นกระบี่จะยาวขึ้นอีกเท่าตัว”


            หลิวอิงสังเกตเห็นปุ่มสีเขียวปุ่มหนึ่งตรงโกร่งกระบี่  จึงยื่นกระบี่ไปด้านหน้า  ทำการกดปุ่มสีเขียวคราหนึ่ง  ทันใดนั้นมีเสียงกลไกทำงานพร้อมกับปลายกระบี่ที่ยืดออกอย่างรวดเร็ว  ตัวกระบี่ยาวขึ้นเป็นสองเท่าดังคำบอกกล่าวของสหาย  เขารู้สึกว่านี่เป็นอาวุธพิสดารที่สามารถใช้ในสถานการณ์ที่ตกเป็นรองคู่ต่อสู้  เพื่อพลิกสถานการณ์กลับมา จางหลีไห่หยิบถุงผ้าขนาดเล็กมายัดใส่มือหลิวอิง  กล่าวว่า


            “ในถุงผ้ามีระเบิดควันอยู่เก้าลูก  เอาไว้ใช้ยามหลบหนี  ขออวยพรให้เจ้าโชคดี  ทำงานสำเร็จลุล่วง  ข้าจะรอฟังข่าวดีบนกำแพงเมือง”


            หลิวอิงสวมกอดสหายของตนเองคราหนึ่ง  กล่าวคำขอบคุณหลายครา  จากนั้นก็รีบจากไปทันที  เขาตรงดิ่งไปที่ตึกของตนเอง  เสาะหาเสื้อผ้าสีดำมาชุดหนึ่งมาสวมใส่  คลุมศีรษะด้วยผ้าสีดำ  พอถึงเวลาพลบค่ำก็ลอบเร้นออกจากเมืองไปโดยไม่ให้ใครพบเห็น  ภายใต้ความมืดมิดของรัตติกาลบนทุ่งหญ้า  เขารับรู้ถึงอันตรายที่รายล้อมอยู่รอบด้าน  แต่ด้วยศักดิ์ฐานะและจิตใจที่ร้อนระอุ  เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับอันตรายทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า

             

                 

             

             

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน