หลิวหนิงเทียนยืนจ้องมองการเปลี่ยนแปลงที่ค่ายของศัตรูด้วยใบหน้าคร่ำเครียด กำลังเสริมของพรรคมารทยอยมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เขามีความในใจอันหนักอึ้ง หน่วยสอดแนมเพิ่งส่งข่าวมาว่ากำลังเสริมของพรรคมารปรากฏเพิ่มมาอีกสองทัพใหญ่ ทัพหนึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำใหญ่ ตั้งค่ายขวางสะพานเชื่อมสองแดนเอาไว้ อีกทัพหนึ่งตั้งอยู่ตีนเขาทางทิศตะวันตก กลายเป็นสามทัพล้อมพวกเขาไว้ตรงกลาง
ตอนนี้หนทางเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาคือถอยเข้าเมือง เพื่อตั้งรับโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจู่โจมจากด้านหลัง แต่นั่นก็เป็นการกักขังตัวเองไว้ด้านใน ศัตรูสามารถตัดเส้นทางการติดต่อกับภายนอก ควบคุมเส้นทางขนส่งเสบียงเอาไว้จนหมดสิ้น เท่ากับรอวันที่เสบียงหมด นักสู้ฝ่ายตนหมดกำลังใจ และรอรับการเชือดเฉือนอยู่ภายในเมืองเท่านั้น
หลิวอิงเดินมาถึงด้านหลังของบิดา ใบหน้าของมัน ณตอนนี้แลดูมอมแมมเลอะเทอะไปบ้าง ไม่คล้ายกับคุณชายเจ้าสำราญก่อนการศึก หลายวันมานี้มันกระทำหน้าที่ทุกอย่างแทนหลิวจิ้นป้านที่เสียชีวิตไปแล้ว กลายเป็นมือขวาของบิดาอย่างเต็มภาคภูมิ
“ท่านพ่อ ตอนนี้ศัตรูทั้งสามทางมีการเสริมกำลังอย่างหนัก คาดว่าอีกไม่นานคงพร้อมสำหรับการศึกแล้ว เราจำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะถอยเข้าเมืองหรือบุกจู่โจมค่ายใดค่ายหนึ่งให้แตก”
“ลูกอิงคิดว่าเราควรเลือกแบบไหน?”
หลิวอิงมองออกไปทางค่ายของศัตรู คำถามของหลิวหนิงเทียนเป็นเหมือนบททดสอบที่ตนเองต้องผ่านไปให้ได้ หากไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่บิดา เขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งผู้รับช่วงเจ้าสำนักกระบี่อมตะตลอดไป
“ในตำรากลศึกของอาจารย์ไป๋ลู่กล่าวไว้ว่าการศึกวัดความมีเปรียบเสียเปรียบจากชัยภูมิ วัดสมรรถภาพกองทัพจากความสามารถของทหาร วัดความยิ่งใหญ่จากจำนวนพล และชี้ขาดชัยชนะจากความอดทน ในสถานการณ์เช่นนี้ เราตกเป็นรองศัตรูจากชัยภูมิเพราะถูกล้อมสามด้าน ไม่สามารถสู้ศึกได้นานวัน หากชิงจู่โจมก่อนแม้ได้ชัยชนะจะเกิดความสูญเสีย เมื่อศัตรูอีกสองทัพยกมา เกรงว่ายากจะต้านทานได้ ดังนั้นทางเลือกเดียวของพวกเราในตอนนี้คือกลับเข้าเมือง หาทางส่งสารถึงพันธมิตรให้มาช่วย แม้จะต้องตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึก แต่เสบียงที่กักตุนไว้ในเมืองสามารถเลี้ยงดูผู้คนได้นานกว่าครึ่งปี ถึงเวลานั้นทัพของพันธมิตรสมควรมาถึงแล้ว”
ปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่งบนใบหน้าของหลิวหนิงเทียน บุตรชายของตนเองนับว่าเติบโตแล้ว หลังจบศึกนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ตนเองต้องวางมือ ปล่อยภาระหน้าที่ในสำนักให้คนรุ่นใหม่ดูแล ทำให้หวนนึกถึงตนเองตอนที่ก่อตั้งสำนักขึ้นมา เขามีอายุมากกว่าหลิวอิงในตอนนี้ไม่ถึงสิบปี กลับสามารถก่อตั้งสำนัก ยืนหยัดในยุทธภพที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิงแรด ได้ตลอดรอดฝั่ง สามารถเป็นผู้นำในการก่อร่างสร้างเมืองผิงเหยาขึ้นมา เขารู้สึกภาคภูมิใจที่ลูกชายของตนเองเจริญรอยตาม เริ่มมีความก้าวหน้าเช่นเดียวกับตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่าพยัคฆ์ย่อมออกลูกเป็นพยัคฆ์ จึงว่า
“เจ้าจงไปดำเนินการแจ้งแก่ผู้นำแต่ละกลุ่มว่า เราจะถอยทัพกลับเข้าเมืองภายในหนึ่งชั่วยาม ให้ทำการรื้อถอนค่ายให้แล้วเสร็จ”
หลิวอิงรับคำคราหนึ่ง ก็จากไปอย่างรวดเร็ว หวงหยางหลิวพลางนึกถึงบุตรชายคนโต ไม่ทราบว่าสถานการณ์อีกด้านหนึ่งเป็นอย่างไรบ้าง จึงทำได้เพียงภาวนาให้มันอยู่รอดปลอดภัย แต่ในใจก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าสถานการณ์ทางโน้นอาจจะเลวร้ายกว่าที่นี้เสียอีก
แต่เขายังคงมั่นใจว่าบุตรชายของตนเองต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์เลวร้ายได้
หนึ่งชั่วยามผ่านไป กองกำลังจากเมืองผิงเหยาก็ถอนทัพจากไปอย่างเงียบเชียบ ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยามก็สามารถเข้าเมืองไปจนหมดสิ้น ปล่อยให้ศัตรูเข้ายึดครองค่ายเก่าของพวกเขาที่มีเปลวไฟลุกโชนจากเผาทำลาย พอกองกำลังเข้าสู่ประตูเมืองหมดสิ้น หวงหยางหลิวสั่งให้ปิดประตูเมืองโดยไม่มีกำหนดเปิด ส่งคนของตนเองกระจายข่าวสารและข้อบังคับปฏิบัติใหม่แก่ชาวเมือง จัดหน่วยลาดตระเวนรักษาความสงบภายในเมือง รวมไปถึงจัดตั้งหน่วยบริการเสบียงที่ทำหน้าที่แจกจ่ายเสบียงจากศูนย์กลางให้แก่ชาวเมืองในแต่ละวัน การกระทำเช่นนี้ทำให้ไม่เกิดความวุ่นวายภายในเมือง แต่ยังมีบางคนที่รับไม่ได้กับมาตรการนี้ ทำการอาละวาดใส่คนแจ้งข่าว สุดท้ายก็ถูกจับโยนใส่ในคุกโดยไม่ให้มีการไถ่ตัวจนกว่าการศึกจะจบลง
เวลาผ่านไปสามวันข้าศึกล้วนทำการขยับเข้ามาสร้างค่ายห่างจากเมืองผิงเหยาไม่ไกล เวรยามที่อยู่บนกำแพงสามารถมองเห็นได้ ทัพที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำได้ข้ามสะพานมาตั้งค่ายทางฝั่งเขตแดนมนุษย์แล้ว ทัพที่ตั้งอยู่เชิงเขาทางทิศตะวันตกได้ขยับเข้ามาใกล้เมืองมากกว่าเดิม ส่วนทัพหลักของพรรคมารได้ทำการตั้งค่ายเผชิญหน้ากับประตูเมือง การล้อมเมืองในลักษณะสามเหลี่ยมทำให้คนที่อยู่ในเมืองแทบจะไม่มีช่องทางให้หลบหนีได้อย่างปลอดภัย พรรคมารได้ทำการส่งหน่วยลาดตระเวนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่ให้มีใครจากในเมืองลักลอบหรือบุกฝ่าออกไปขอความช่วยเหลือได้ หวงหยางหลิวพยายามส่งยอดฝีมือลักลอบออกไปยามค่ำคืนหลายครั้ง ล้วนถูกยอดฝีมือฝ่ายตรงข้ามพบเห็น ต้องรีบหนีกลับเข้าเมืองด้วยสภาพทุลักทุเลทุกราย แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือพวกมันเริ่มมีการตัดไม้มาก่อสร้างบ้านเรือนที่พักอาศัย คล้ายกับเตรียมพร้อมมาเพื่อทำศึกระยะยาวโดยเฉพาะ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปขวัญและกำลังใจของชาวเมืองผิงเหยาจะต้องพังทลายลงในที่สุด
หวงหยางหลิวที่สงบนิ่งและเยือกเย็นเสมอมา ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยต่อไปได้อีก เขาทำการเรียกตัวหลิวอิงผู้เป็นบุตรชายเข้ามารับภารกิจสำคัญ ตอนนี้บุคคลที่เขาไว้วางใจที่สุดย่อมเป็นทายาทของตนเองผู้นี้ อีกทั้งยังมีฝีมืออยู่ในระดับสูง สามารถต่อกรกับยอดฝีมือของพรรคมารได้ อีกทั้งยังมีความเฉลียวฉลาดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ตอนนี้เขายังคงมีไพ่ตายอีกใบหนึ่ง ไพ่ตายที่เตรียมเอาไว้สำหรับเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ หากต้องต่อสู้กับพรรคมารที่กลอกกลิ้งชั่วร้าย ก็จำเป็นที่จะต้องมีเบี้ยหลากหลายอยู่ในมือ และครั้งนี้เขาได้ซ่อนเบี้ยเอาไว้ในหุบเขาทางทิศใต้ เป็นกองกำลังส่วนตัวที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างลับ ๆ แม้แต่หลิวจิ้นป้านและหลิวอิงก็ไม่ทราบระแคะระคายมาก่อน ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวคือต้องมีคนนำแผนการรบไปบอกกับผู้นำของกองกำลังนี้ บุคคลที่เหมาะสมที่สุดคือหลิวอิงนั่นเอง
“ลูกอิง ที่เรียกมาในวันนี้เพราะบิดามีเรื่องจะไหว้วาน นอกเมืองห่างออกไปสามสิบลี้ทางทิศใต้ เสาะหาคนที่ถูกเรียกขานว่าภูตพนาไพร แสดงป้ายหยกอันนี้และมอบจดหมายของข้าให้ถึงมือเขา จากนั้นให้ส่งสัญญาณกลับมา เราจะทำการเดิมพันตอบโต้ใส่ศัตรูสักครา การเดินทางครั้งนี้ต้องระมัดระวังให้มากไว้ พรรคมารย่อมไม่ปล่อยให้เราผ่านไปได้อย่างง่ายดาย รักษาตัวให้ดี หากเห็นว่าสถานการณ์เลวร้ายให้ถอนตัวได้ทุกเมื่อ ไม่จำเป็น ต้องดันทุรังเสี่ยงชีวิต”
“บุตรทราบแล้ว ขอท่านพ่อไว้วางใจ ข้าจะกระทำสุดความสามารถ”
หวงหยางหลิวยิ้มอย่างอบอุ่นให้บุตรชายคราหนึ่ง การเดินทางครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด การคงอยู่หรือล่มสลายของเมืองผิงเหยาขึ้นอยู่กับทัพพิสดารนี้ ดังนั้นบุคคลที่เขาไว้ใจที่สุดและสมควรทำภารกิจนี้ต้องเป็นบุตรชายของตนเองเท่านั้น
เมื่อได้รับภารกิจลับจากบิดา หลิวอิงก็รีบตรงดิ่งไปยังตึกสกุลจางทันที เขารู้ดีว่าภารกิจครั้งนี้เสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก ยอดฝีมือฝ่ายมารต้องคอยลาดตระเวนตลอดเวลา แม้แต่ยุงตัวหนึ่งก็ยากที่จะบินผ่านได้ดังนั้นการเตรียมอุปกรณ์เสริมและอาวุธพิสดารไปด้วยนับเป็นความคิดที่ดี ซึ่งบุคคลเดียวที่สามารถจัดหาอุปกรณ์เสริมและอาวุธพิสดารให้ได้ก็คือจางหลีไห่ ผู้เป็นอัจฉริยะในการประดิษฐ์ คนผู้นี้ใช้ชีวิตที่ผ่านมาอยู่กับเตาหลอมและเครื่องมือก่อสร้างเกือบทุกวัน มันจึงสามารถประดิษฐ์สิ่งของพิสดารออกมามากมาย ครั้งนี้เขาจึงมาหามันเป็นบุคคลแรก และเป็นคนเดียวที่ตนเองไว้วางใจให้รับรู้ภารกิจของตนเอง
จางหลีไห่กำลังจะออกจากบ้านไปเฝ้าเวรยามบนกำแพงเมืองพอดี พอทราบจุดประสงค์และภารกิจของสหายก็รีบพาหลิวอิงไปยังห้องลับชั้นใต้ดิน เมื่อไปถึงโต๊ะทำงานตัวหนึ่งก็ทำการรื้อค้นเป็นการใหญ่ ในที่สุดก็เจอกับของที่ต้องการ มันยื่นตะขอที่มีรูปลักษณะแปลกประหลาดคู่หนึ่งให้กับหลิวอิง กล่าวว่า
“นี่เป็นตะขอยืดหด มันสามารถยืดออกได้ยาวสองวาเพียงแค่กดปุ่มบังคับกลไก และทำให้มันหดกลับคืนมาด้วยการกดปุ่มกลไกอีกครั้ง สามารถผูกติดกับแขนได้อย่างแนบเนียนใต้ร่มผ้านี่เป็นของรักของหวงที่ข้าใช้เวลาคิดค้นถึงสามปี นานทีปีหนจะเอามาทดลองใช้สักครั้ง ตอนนี้ขอมอบให้เจ้านำไปใช้เพื่อช่วยชีวิตของพวกเรา”
จางหลีไห่พูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ จากนั้นก็ตรงไปยังโต๊ะอีกตัวหนึ่งของตนเอง หยิบกระบี่สั้นมาเล่มหนึ่ง เป็นกระบี่ธรรมดาทั่วไป เพียงแต่ว่ามีขนาดสั้นกว่ากระบี่ทั่วไป มันโยนกระบี่เล่มนั้นมาให้หลิวอิง เมื่อเขารับกระบี่มาอยู่ในมือแล้วก็ได้ยินเสียงของสหายกล่าวว่า
“นั่นเป็นกระบี่พิสดารเล่มหนึ่ง บางทีมันอาจจะช่วยชีวิตเจ้าได้ในสถานการณ์ที่คับขัน ตรงโกร่งกระบี่มีปุ่มสีเขียวอยู่ เพียงเจ้ากดปุ่มนั้นกระบี่จะยาวขึ้นอีกเท่าตัว”
หลิวอิงสังเกตเห็นปุ่มสีเขียวปุ่มหนึ่งตรงโกร่งกระบี่ จึงยื่นกระบี่ไปด้านหน้า ทำการกดปุ่มสีเขียวคราหนึ่ง ทันใดนั้นมีเสียงกลไกทำงานพร้อมกับปลายกระบี่ที่ยืดออกอย่างรวดเร็ว ตัวกระบี่ยาวขึ้นเป็นสองเท่าดังคำบอกกล่าวของสหาย เขารู้สึกว่านี่เป็นอาวุธพิสดารที่สามารถใช้ในสถานการณ์ที่ตกเป็นรองคู่ต่อสู้ เพื่อพลิกสถานการณ์กลับมา จางหลีไห่หยิบถุงผ้าขนาดเล็กมายัดใส่มือหลิวอิง กล่าวว่า
“ในถุงผ้ามีระเบิดควันอยู่เก้าลูก เอาไว้ใช้ยามหลบหนี ขออวยพรให้เจ้าโชคดี ทำงานสำเร็จลุล่วง ข้าจะรอฟังข่าวดีบนกำแพงเมือง”
หลิวอิงสวมกอดสหายของตนเองคราหนึ่ง กล่าวคำขอบคุณหลายครา จากนั้นก็รีบจากไปทันที เขาตรงดิ่งไปที่ตึกของตนเอง เสาะหาเสื้อผ้าสีดำมาชุดหนึ่งมาสวมใส่ คลุมศีรษะด้วยผ้าสีดำ พอถึงเวลาพลบค่ำก็ลอบเร้นออกจากเมืองไปโดยไม่ให้ใครพบเห็น ภายใต้ความมืดมิดของรัตติกาลบนทุ่งหญ้า เขารับรู้ถึงอันตรายที่รายล้อมอยู่รอบด้าน แต่ด้วยศักดิ์ฐานะและจิตใจที่ร้อนระอุ เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับอันตรายทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า