พ.ศ. ๒๕๑๓
หญิงสาวบรรจงแต่งใบหน้าอย่างงดงาม แต้มสีแดงทาริมฝีปากแล้วรอยยิ้มฉีกขึ้นบนใบหน้า พิศโฉมก็กระหยิ่มยิ้มให้ตัวเองอย่างพึงพอใจ หญิงสาวในกระจกเงาล้อมกรอบทองแกะสลักลายอ่อนช้อย...หม่อมราชวงศ์รัมภาเพียงพิศวิมุขมาศ
รัมภาเพียงพิศ ชื่อนี้แม่ตั้งให้
แม่...
กระจกสะท้อนภาพเหมือนสีน้ำมันของมารดาในวัยสาวจากผนังเื้ั วงหน้าอ่อนโยนด้านข้างแลดูเล็กในกรอบกระจก รูปแม่สวมชุดยาวสีขาวงาช้างยืนเท้าแขนกับเปียโนวาดโดยจิตรกรเอก เธอผละจากเงาในกระจกลุกจากโต๊ะเครื่องแป้งไปหยิบเดรสคอปีนผ้ามันลื่นเนื้อละเอียดบางเบาที่แขวนรอ เปลี่ยนชุดใหม่เอี่ยมแล้วผูกโบต้นคอตบท้าย ออกจากห้องส่วนตัวปิดประตูใส่กุญแจ
ย่างไปตามโถงบันได หยุดมองพระรูปเสด็จในกรมฯ พระนามเดิมวิมุขมาศรังสฤษฎิ ผู้ทรงเป็เสด็จทวด พระรูปบนสุดผนังฟากตรงข้ามหาได้ใหญ่โตมโหฬาร รังสีสง่างามด้วยพระประวัติสลักในใจว่าทรงมุ่งมั่นพากเพียรทำราชการเจริญสืบเนื่องตลอดพระชนม์ชีพ สองมือเกาะราวระเบียงชั้นบนมองลงห้องนั่งเล่นข้างล่างเห็นตู้ไม้โบราณหลังใหญ่ จัดวางเครื่องถ้วยเบญจรงค์แต่น้อยชิ้นจนดูโหรงเหรง
ก้าวลงบันไดวนสู่ส่วนนั่งเล่นก่อนทะลุยังโถงหน้า เธอหยุดตรงมุขหน้าต่างทรงครึ่งวงกลมเปิดสู่สวนซึ่งโอบรอบตึก โต๊ะทรงพระอักษรของผู้ครองวังพระองค์แรกย้ายมาตั้งตรงนี้ เหนือโต๊ะติดพระรูปในกรอบโลหะสีทองเรียงลงมา บนสุดคือเสด็จในกรมฯ กับพระองค์หญิงสิรมารคมงคลพระชายา ถัดลงมาเป็พระโอรส พระองค์ชายสลักอักษรา กรอบล่างสุดคือพระธิดา พระองค์หญิงฉันท์ฉินจำรัสหล้า
เลื่อนสายตาลงถึงกลางหัวโต๊ะ ตั้งพระรูปของพระองค์ชายสลักอักษราคู่หม่อมเ้านวลนฤดีในวันเสกสมรส จากตรงกลางกรอบเงินรูปไข่ใหญ่เล็กเรียงเป็ปีกซ้ายขวา ล้วนเป็พระรูปเชื้อสายในราชสกุลวิมุขมาศ ทายาทของพระองค์ชายสลักอักษรากับหม่อมเ้านวลนฤดี มีพระนามว่าหม่อมเ้าสลักพันธ์
ท่านพ่อ...
ขณะนี้หม่อมเ้าสลักพันธ์ทรงเปิดประตูมุขหน้าตึกเข้ามาและรับทราบว่าธิดาคนเล็กพร้อมแล้ว รัมภาเพียงพิศพินิจพระรูปพระองค์หญิงฉันท์ฉินจำรัสหล้าบนผนังอีกครา ช่างภาพฉายพระรูปตอนพระชันษา 17 ปี พระพักตร์อ่อนหวานละมุนละไม พระรูปครึ่งองค์เพียงพอจะแสดงทรวดทรงพระวรกายงามแน่งน้อย เธอละสายตาจากพระรูปอันขนาบด้วยพื้นผนังซีดหมองและผละมือจากผิวสึกกร่อนของโต๊ะไม้ ตามท่านพ่อสู่หน้ามุขของตำหนักใหญ่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษเมื่อเกือบแปดสิบปีก่อน ตำหนักสีรงทองมรดกตกทอดจากองค์ต้นราชสกุลเคยเรืองอร่ามบัดนี้ซีดโรย
ร่างในเดรสสีสันสดใสก้าวจากหน้ามุขสู่ภายนอก สวนของวังสดเขียวร่มรื่น ดีจริง...ตาปรุงคนสวนเก่าแก่รักต้นไม้เป็ชีวิตจิตใจ ขยันปลูกขยันบำรุงรักษาของแกไปเรื่อย ท่านชายสลักพันธ์ทรงย้ำเตือนบุตรีผู้เป็ความหวังสุดท้าย อักขระกานต์กับวิมุขมาศต้องสมัครสมานเป็ปึกแผ่นและศรีสง่าแก่กัน เธอแย้มยิ้มรับความปรารถนาของท่านพ่อ
หม่อมราชวงศ์รัมภาเพียงพิศวิมุขมาศต้องไปวังอักขระกานต์แล้ว
เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์หม่อมเ้าประกายมาสทรงกลด ท่านย่าของคุณชายทั้งสาม ณ เรือนหน้าวังอักขระกานต์ รัมภาเพียงพิศรู้สึกประหนึ่งท่านพ่อทรงพาองค์เองกับเธอมาเป็แขกของที่นี่ ท่านหญิงทรงทักทายทั่วไปแล้วตรัสถามท่านชายสลักพันธ์ถึงบุตรีคนโตกับคนกลาง
“คุณหญิงตาณโพยมกับสามี เอ้อ...นาย ชื่อนาย...นายอะไรนะ”
“ชนิด กระหม่อม”
“สบายดีกันใช่ไหม ท่านชาย”
“ขอบพระทัยฝ่าา ทั้งสองไม่เจ็บไม่ไข้”
“ขนมล่ะท่านชาย ขายดีไหม”
“รสมือของลูกน้ำตาล ทำขายไม่ทัน”
“คุณหญิงสลิลทิชล่ะ นานแล้วนี่...รอยจางสมานสนิทแล้วกระมัง ไม่ถึงขนาดเสียโฉมหาคู่ไม่ได้”
พระพักตร์ท่านหญิงไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อยเมื่อเชือดเฉือนความนัยซึ่งมีแต่คนในเข้าใจ ท่านชายทรงตอบพระเนตรไม่กะพริบราวกับไม่รู้ความนัยนั้น
“ขอบพระทัยที่ทรงเป็กังวลถึงลูกน้ำหอม แผลเป็เล็กน้อยเท่านั้น”
“คุณหญิงรัมภาเพียงพิศเรียนถึงชั้นไหนแล้ว”
ท่านหญิงรับสั่งถามเ้าตัว ทรงแสดงแจ่มแจ้งว่าไม่คร้านจะเรียกชื่อเต็มของสามสาวพี่น้อง ขอเพียงมันไม่แสดงความสนิทชิดเชื้อ
“ทูลฝ่าพระบาท ลูกน้ำว้าเรียนปีสุดท้ายแล้ว” ท่านชายทรงตอบ
“อ้อ ถึงเวลามาทวงสัญญาหมั้น” สายพระเนตรท่านหญิงจับนิ่งที่หญิงสาวอย่างจะตัดโอกาสไม่ให้ฝ่ายบิดาตรัสใดๆ แทน “แหม ดูสิ...อาย นั่งตัวแข็งไม่กระดิกเชียว ไม่ต้องกระดาก อักขระกานต์รอต้อนรับคุณหญิงวิมุขมาศอยู่แล้ว คงได้สมหมายที่สะใภ้เล็กกันเสียที ตะบี้ตะบันยันมาป่านนี้ ใครจะว่าเร่งรัด”
“ฝ่าาทรงใส่พระทัยจำ” หม่อมเ้าสลักพันธ์ตรัสแทรก “เื่ของพวกเราสองวัง” สีพระพักตร์ท่านหญิงเข้มขึ้นพอกันกับท่านชายผู้ทรงเน้นเสียง “อักขระกานต์กับวิมุขมาศ กระหม่อมซาบซึ้ง”
จบการเผชิญด่านหน้าาวาจายุติ แม่ผันคนของพระองค์หญิงมาทูลเชิญท่านชายสลักพันธ์กับบุตรีขึ้นบนตำหนัก รัมภาเพียงพิศกราบลาหม่อมเ้าประกายมาสทรงกลด และถึงแม้ปั้นหน้าไว้ดิบดียังชาทั้งตัวเมื่อได้ยินรับสั่ง
“รีบไปเถอะ คุณชายธเจตรอเจอคุณหญิงรัมภาเพียงพิศจะแย่แล้ว”
หญิงรุ่นยายร่างตุ้ยนุ้ยประสานมือค้อมตัวเดินเยื้องนำเสด็จท่านชายและธิดาไปตามสะพานไม้ราวโปร่งหลังคาขอบฉลุลายขนมปังขิง เชื่อมระหว่างเรือนหน้ากับตำหนักใหญ่ สะพานทอดข้ามสระบัวหลวงไปสุดปลายชิดชานนอกตัวตึก เข้าภายในแล้วขึ้นบันไดเลียบผนังฝั่งขวาสู่ชั้นบนตำหนัก
ผนังสีเขียวน้ำไหลจากพื้นล่างจรดเพดานชั้นสองโอฬารเป็ผืนแผ่นเดียว เหยียบบันไดทีละขั้นรูปถ่ายในกรอบติดผนังเรียงแนวเฉียงขึ้นไป ภาพเชื้อสายของสกุลจากปัจจุบันย้อนสู่อดีต หม่อมราชวงศ์ธเจต หม่อมราชวงศ์ธพุฒิ หม่อมราชวงศ์ธภูมิ - หม่อมเ้าธไทธำรง - พระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์ พระองค์ชายฐิติสมานมโนมัย ถึงหัวบันไดกรอบใหญ่สุดคือพระรูปต้นสายราชสกุล กรมพระอักขระกานต์ปโยธร เคียงคู่พระชายา พระองค์หญิงเสมอเสาวภาคย์
สุดปีกขวาชั้นบนหน้าต่างบานใหญ่พิเศษเปิดโล่งสู่ทิวทัศน์สนามหญ้าเขียวขจีประดับพรรณไม้งามนานาแผ่จรดริมแม่น้ำ ห่างริมน้ำมาหน่อยมีศาลาแปดเหลี่ยมสามขั้นบันได แม่ผันหยุดริมประตูห้องโอ่โถงทางซ้ายซึ่งกินพื้นที่ทั้งปีกขวา คนในวังเรียกห้อง ‘นวลจันทร์’ ด้วยเป็ห้องซึ่งอาบนวลแสงจันทร์งามล้ำและชมจันทร์ลอยเหนือผืนน้ำสวยที่สุด หม่อมเ้าสลักพันธ์ทรงดำเนินนำบุตรีเข้าสู่ภายในห้องพระสำราญส่วนพระองค์ของเ้าของวังอักขระกานต์ พระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์
พระองค์หญิงผู้ทรงมีศักดิ์เป็พระอัยยิกาของคุณชายทั้งสาม พระราศีผุดผ่อง พระสุรเสียงยังใสกังวาน มีพระดำรัสต้อนรับ
“ขอบ’ทัยท่านชายสลักพันธ์ รับคำเชิญฉันมาที่นี่”
“มิได้ กระหม่อมยินดีเสมอ”
“เพียงพิศด้วยนะ มาหาย่า”
“เป็พระกรุณามังคะ”
พระองค์หญิงกนิษฐ์นภเกตน์แย้มพระสรวล ด้วยพระชันษาย่าง72 ปี ทรงตระหนักว่าเหลือเวลาไม่มากนัก เมื่อเจ็ดปีที่แล้วทรงหวังได้เห็นงานสมรสระหว่างธภูมิกับตาณโพยม หลานชายใหญ่กับบุตรีคนโตของท่านชายสลักพันธ์ แต่ต้องพ่ายแพ้ต่อความจริงที่ว่าหนุ่มสาวต่างมอบใจให้คนอื่นแล้ว ถัดมาสองปีคู่ของหลานชายรองกับบุตรีคนกลาง ธพุฒิกับสลิลทิชวัยกำลังงามพร้อมหมั้นหมาย ปีนั้นธเจตหลานคนเล็กจะได้ติดยศนายเรืออากาศตรี มีงานมงคลควบงานยินดีในปีเดียวกันน่าปลื้มปีติยิ่ง หากทว่าก่อนหน้านั้นเกิดเื่รุนแรงจนความหวังขาดสะบั้นเสียก่อน ธเจตกับรัมภาเพียงพิศเป็คู่สุดท้ายแล้วที่จะสมประสงค์ในพระชนม์ชีพได้
ทรงพิศหญิงสาวตรงหน้า แต่งตัวแต่งหน้าจัดจ้านอยู่สักหน่อยออกไปทางสลิลทิช แต่ก็อย่างว่าสาว ๆ รักสวยรักงาม ถือเป็ข้อติก็จะอคติเกินไป เสียดายตาณโพยม... นิสัยไปทางพี่สาวใหญ่จะไม่น่าห่วง เกรงจะค่อนทางพี่สาวรองมากกว่า เสียงลือกระพือเข้าพระกรรณเป็พัก ๆ ทั้งเื่วางตัวก๋ากั่นเกินงามกับคุณชายธเจตและอื่นๆ แต่เท่าที่เห็นรัมภาเพียงพิศด้วยองค์เองก็ไม่ถึงกับข้องขัดขวางตา และในเมื่อทรงปักพระทัยมั่นว่าคู่สุดท้องต้องไม่คลาดแคล้วจึงถึงเวลาวางกำหนดการ
“ย่าอยากให้มาอยู่ด้วยกันที่นี่” พระองค์ตรัสกับเพียงพิศ ทรงผินพระพักตร์ยังท่านชาย “หรือฝ่าาว่าอย่างไร เห็นดีด้วยไหม”
“กระหม่อมเห็นงามตามพระองค์หญิงรับสั่ง”
“แหม ปีนี้ฉันอายุครบ 6 รอบว่าจะทำบุญใหญ่ คิดถึงงานบุญเลยนึกอยากให้มีงานมงคลต่อกัน ทูลเชิญท่านชายมาวันนี้เราผู้ใหญ่จะได้พูดจาเป็มั่นเป็เหมาะอีกครั้ง ไม่ต้องรอเพียงพิศเรียนจบ เราจัดพิธีหมั้นก่อนดีไหมท่านชาย”
หม่อมเ้าสลักพันธ์ค้อมพระเศียรน้อมรับพระดำรินั้นพองาม ทรงข่มกิริยาดีพระทัยจนเนื้อเต้น ตรงข้ามกับธิดาของท่านซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมต่อหน้าผู้ใหญ่ไม่ไหวอีกต่อไป ขยับตัวแก้อึดอัดเล็กน้อยแทบจะพร้อมกับที่พระองค์หญิงรับสั่ง
“เพียงพิศไปคุยกับพี่ชายหมอกสิลูก”
พี่ชายหมอก...
เช้าวันที่หม่อมราชวงศ์ธเจตเกิดหมอกลงจัดเป็ปรากฏการณ์ทั่วพระนคร คุณชายหมอกจึงเป็ชื่อลำลองเรียกขานกันเฉพาะคนในวังและผู้ใกล้ชิดเรื่อยมา
“ย่าบอกแล้วว่าน้องหญิงจะมา พี่ชายรอเจออยู่” พระสุรเสียงดังขึ้นอีก
“ขอประทานพระอนุญาตมังคะ”
“ไปเถอะจ้ะ”