บทที่ 15 ปรัชญาตระกูล
ยามราตรีอันมืดมิดค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับแสงอรุณรุ่งที่เริ่มสาดส่องจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก แสงสีส้มอมทองแผ่ขยายราวกับสายเืที่ค่อย ๆ ไหลหลั่งลงบนผืนฟ้าสีครามเข้ม บ้านเรือนตระกูลเฉาที่เคยรุ่งเรืองในอดีต บัดนี้เงียบสงัดราวกับหลับใหลใต้หมอกบาง ๆ ที่ปกคลุมทั่วบริเวณ
ลมยามเช้าพัดโชยมาจากเทือกเขารอบเมืองหย่งหนิง พาเอาความเย็นะเืที่แทรกซึมเข้าไปในกระดูกของทุกคนที่ยังคงหลับใหล
เฉาหลินหยวนที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจินตันขั้นสอง่ต้นหลังจากฝึกฝนในห้วงมิติพิเศษของระบบ ค่อย ๆ กดกลิ่นอายพลังปราณของตนเองลงอย่างชำนาญ จนกระทั่งกลายเป็ราวกับปุถุชนคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งลมปราณแม้แต่น้อย พลังปราณจินตันที่หนักแน่นและบริสุทธิ์ถูกซ่อนเร้นไว้ในทะเลจิติญญาราวกับัที่หลับใหลใต้ทะเลลึก
ไม่มีใครััได้แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับจินตันขั้นสูงก็ตาม เขาเดินออกจากห้องศิลาเคลือบทมิฬในศาลบรรพชนอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์กลมกลืนกับความมืดมิดที่ยังหลงเหลือ ราวกับภูติผีที่ไร้ตัวตน
เขาใช้เวลาในยามนี้ตรวจสอบความเป็อยู่ของคนในตระกูลเฉาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เดินไปตามระเบียงยาวที่เคยสง่างามแต่บัดนี้ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ผ่านลานฝึกตนที่วัชพืชขึ้นรกชัฏ ผ่านเรือนพักของลูกหลานสายตรงและสาขารองที่ดูเงียบเหงาและขาดชีวิตชีวา
ทุกย่างก้าวของเขาราวกับกำลังสำรวจาแที่ฝังลึกในหัวใจของตระกูล ความเงียบสงบที่แผ่ซ่านไปทั่วคฤหาสน์ทำให้เขารู้สึกถึงความอ้างว้างที่สะสมมานานสิบสองปี ลมเย็นที่พัดผ่านช่องหน้าต่างเก่าแก่พาเอาความเ็ปจากอดีตเข้ามาในใจ ราวกับเสียงร่ำไห้ของบรรพบุรุษที่กำลังเรียกหาการฟื้นคืน
แม้ว่าตระกูลเฉาที่เคยรุ่งเรืองในอดีต เหมืองศิลาปราณ ร้านค้าหลายสิบแห่งในย่านกลางเมือง และมีลูกหลานนับหมื่นที่ฝึกฝนวรยุทธอย่างขยันขันแข็ง บัดนี้กลับตกต่ำยิ่งนัก
สถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและพลังปราณที่พลุ่งพล่าน กลายเป็สถานที่เงียบสงบที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความอับอาย ลูกหลานหลายคนสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น ใบหน้าเหนื่อยล้าจากการฝึกฝนที่ขาดแคลนทรัพยากร โอสถและสมุนไพรวิเศษที่เคยมีมากมาย บัดนี้เหลือเพียงน้อยนิดที่ต้องแบ่งกันอย่างประหยัด
ร้านค้าที่เคยคึกคักถูกยึดไปทีละแห่ง เหมืองแร่ถูก่ชิงจนเหลือเพียงเศษเสี้ยว ความรุ่งเรืองในอดีตราวกับความฝันที่จางหายไปตามกาลเวลา ผนังไม้สนที่เคยแกะสลักอย่างวิจิตรบัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและคราบฝุ่นหนา หลังคากระเบื้องว่าวที่เคยสะท้อนแสงอาทิตย์อย่างสง่างาม บัดนี้ปกคลุมด้วยเถาวัลย์แห้งกร้านราวกับเครือข่ายแห่งความสิ้นหวังที่ค่อย ๆ รัดรึงทุกอย่างเอาไว้
ทุกมุมของคฤหาสน์สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมที่กัดกินตระกูลเฉามานานหลายปี ความอับอายที่แผ่ซ่านในสายตาของลูกหลาน ทำให้เฉาหลินหยวนรู้สึกถึงาแที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการต่อสู้ใด ๆ
เฉาหลินหยวนเฝ้ามองเหล่าลูกหลานในตระกูลฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งในลานฝึกตนยามเช้ามืด แม้จะขาดแคลนทรัพยากร แต่ความมุ่งมั่นในดวงตาของพวกเขายังคงลุกโชนราวกับเปลวเพลิงที่ไม่ยอมดับสูญ
เด็กหนุ่มวัยรุ่นออกหมัดพื้นฐานอย่างหนักแน่น เหงื่อไหลอาบกายแต่ไม่หยุดพัก หญิงสาวนั่งขัดสมาธิบ่มเพาะลมปราณอย่างเงียบ ๆ แม้พลังปราณจะแ่เบาแต่ก็ไม่ยอมแพ้ ลูกหลานเหล่านี้คือรากฐานที่ยังหลงเหลือของตระกูลเฉา ความขยันและความอดทนของพวกเขาทำให้เฉาหลินหยวนรู้สึกถึงความหวังที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ ราวกับต้นกล้าที่งอกงามท่ามกลางดินแห้งแล้งที่ถูกเหยียบย่ำมานาน
ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาเต็มไปด้วยความพยายามที่ไร้ซึ่งคำบ่น แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจากการขาดโอสถฟื้นฟู แต่จิติญญาของพวกเขายังคงแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าที่ถูกหลอมในเตาเพลิงแห่งความทุกข์ยาก
ด้วยวิกฤตตระกูลเฉาในยามนี้ เพียงแค่เขาคนเดียวก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย ด้วยพลังขอบเขตจินตันขั้นสอง่ต้นที่เสริมด้วยเคล็ดวิชาระดับพิภพและดารา
เขาสามารถถล่มตระกูลหูให้ราบเป็หน้ากลองในคืนเดียวได้โดยไม่ยากเย็น แต่แผนการของเฉาหลินหยวนใหญ่กว่านั้นมากนัก เขา้ากระตุ้นให้สมาชิกทั้งตระกูลรวมกายรวมใจกันเป็หนึ่ง ด้วยแรงคุกคามจากภายนอกที่กำลังคืบคลานเข้ามา
จะทำให้ภายในแข็งกร้าวและรวมใจกันสู้กับกำลังภายนอก สิ่งนี้นับเป็การลงทุนเพื่ออนาคตของตระกูลเฉาอย่างแท้จริง หากคนทั้งตระกูลผสานรวมใจกันเป็หนึ่งเพื่อต่อสู้กับภัยพิบัติ นั่นจะเป็สิ่งที่ดีที่จะกระตุ้นทุกคนให้รวมแรงร่วมใจ พัฒนาตัวเอง และอุทิศให้ตระกูลยิ่งขึ้น
การรวมใจกันในยามวิกฤตเช่นนี้ จะเป็กาวที่ประสานทุกคนให้เป็หนึ่งเดียวอย่างแท้จริง ทำให้ตระกูลเฉาไม่ใช่เพียงกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกันเพราะสายเื แต่เป็ครอบครัวที่พร้อมปกป้องกันและกันแม้ในยามมรสุม
ในใจลึก ๆ ของเฉาหลินหยวน เขาได้ครุ่นคิดถึงปรัชญาที่เขาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจ มันมิใช่เพียงการใช้อำนาจเด็ดขาดแบบตระกูลใหญ่หลายแห่งในมหาพิภพที่ปกครองด้วยความกลัวและการกดขี่จากสายเื แต่เป็การสร้าง "เต๋าแห่งตระกูล" ที่สมดุลและยั่งยืน ราวกับการไหลเวียนของฟ้าดินตามหลักเต๋าโบราณที่ว่า "ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันเป็หนึ่งเดียว"
เขาเชื่อมั่นว่าตำแหน่งประมุขตระกูลคือ "ศูนย์รวมจิตใจและศรัทธา" ของทุกคนในตระกูล ประมุขมิใช่เพียงผู้มีอำนาจสูงสุดที่ตัดสินใจชี้เป็ชี้ตายในทุกเื่ราวของตระกูล ไม่ว่าจะเป็การลงโทษผู้กระทำผิดให้ได้รับบทเรียนที่สมควร การให้รางวัลแก่ผู้มีคุณูปการเพื่อจุดประกายความกระตือรือร้น การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญให้กับผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมโดยไม่คำนึงถึงกำเนิด หรือการกำหนดทิศทางอนาคตของตระกูลให้สอดคล้องกับหลักแห่งความเจริญรุ่งเรืองและความยุติธรรม แต่ยังเป็ "สัญลักษณ์แห่งความหวังและความยุติธรรม" ที่ทุกคนมองขึ้นไปด้วยความเคารพยำเกรงและศรัทธาอันแน่วแน่
คำพูดของประมุขคือกฎเหล็กที่ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน คำตัดสินของประมุขคือความจริงสูงสุดที่ทุกคนยอมรับโดยดุษฎี เพราะในใจของลูกหลานตระกูลเฉา ประมุขคือ "ผู้พิทักษ์" ผู้ที่เสียสละทุกอย่างเพื่อตระกูล และเป็ "แสงสว่างในความมืด" ที่นำทางเมื่อตระกูลหลงทาง ความศรัทธานี้มิได้เกิดจากความกลัว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นว่าประมุขจะตัดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุดของส่วนรวมเสมอ ทำให้ตำแหน่งประมุขกลายเป็ "เสาหลักทางจิติญญา" ที่ยึดเหนี่ยวหัวใจของทุกคนให้รวมเป็หนึ่งเดียว
อย่างไรก็ตาม หากประมุขตระกูลไม่เด็ดขาดและแน่วแน่ในคำพูดและการกระทำ ก็มิอาจได้ใจผู้คนในตระกูลอย่างแท้จริง ราวกับจักรพรรดิในสมัยโบราณที่ปกครองด้วยความลังเลใจ ทำให้ราษฎรเกิดความสงสัยและขาดศรัทธา สุดท้ายราชบัลลังก์ก็สั่นคลอนจากภายใน การเด็ดขาดมิใช่ความโหดร้าย แต่คือความชัดเจนที่ทำให้ทุกคนรู้สึกมั่นคงและไว้วางใจ หากประมุขอ่อนแอหรือเปลี่ยนใจง่ายดาย ก็จะทำให้ลูกหลานเกิดความสับสนและแตกแยก เพราะในยามวิกฤต ผู้คนย่อมมองหาผู้นำที่มั่นคงดั่งูเาไท่ซาน ไม่ใช่กิ่งไม้ที่โอนเอนตามสายลม การแน่วแน่ในหลักการจึงเป็กุญแจสำคัญที่จะผูกมัดหัวใจผู้คนให้ภักดีและรวมพลังกันอย่างเหนียวแน่น
เขามองว่าการแบ่งแยกสายเืหลักและสาขารองคือ "พิษร้ายที่กัดกินรากฐานจากภายใน" เพราะมันขัดกับหลักธรรมชาติที่ทุกชีวิตเท่าเทียมกัน
ในวัฏจักรกรรมตามคำสอนพุทธ หากตระกูลยังคงแบ่งสูงต่ำตามกำเนิด มันจะกลายเป็ "ต้นไม้ที่รากเน่าแต่ยอดยังเขียว" ดูแข็งแกร่งภายนอกแต่เปราะบางภายใน หากวันหนึ่งเขาล้มลงหรือไม่อยู่ ตระกูลอาจแตกสลายจากความอิจฉาและการแย่งชิงภายใน เขาจึงยึดมั่นใน "ความเท่าเทียมตามคุณูปการ" คล้ายหลักขงจื้อที่เน้นปกครองด้วยคุณธรรม
เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสตามความสามารถและการอุทิศตน ไม่ใช่ตามสายเื การนี้จะจุดประกายความกระตือรือร้นในทุกคน ให้พวกเขาพัฒนาตนเองเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
ยิ่งไปกว่านั้น เฉาหลินหยวนเข้าใจดีว่าการปกครองแบบทรราชย์ที่ใช้อำนาจบังคับมีแต่ผลเสียในระยะยาว มันอาจทำให้ตระกูลแข็งแกร่งชั่วคราว แต่สุดท้ายจะไร้ชีวิตชีวา ราวกับเครื่องจักรที่ถูกบังคับให้หมุน เขา้าตระกูลที่ "มีชีวิต" ราวกับสิ่งมีชีวิตที่เติบโตตามธรรมชาติ คล้ายหลักเต๋าที่ว่า "ปกครองโดยไม่ปกครอง" ให้คนพัฒนาตนเองผ่านแรงจูงใจจากภายใน ไม่ใช่จากภายนอก การให้รางวัลตามผลงานและความสามารถจะสร้าง "วงล้อหมุนเวียนแห่งความเจริญ" ที่ทุกคนรู้สึกเป็ส่วนหนึ่งของตระกูล เพราะได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง
เฉาหลินหยวนรู้ดีว่าการเป็ผู้นำที่ปกป้องมากเกินไปก็เป็ "ภัยเงียบ" ที่ทำให้ตระกูลอ่อนแอ เขา้าตระกูลที่สามารถปกป้องตนเองได้แม้เขาไม่อยู่ วิกฤตจากตระกูลหูจึงเป็ "เตาเพลิงที่หลอมรวมใจคน"
คล้ายหลักเต๋าในโลกเก่าที่ว่า "จากความโกลาหลสู่ความสมดุล" การเผชิญภัยพิบัติร่วมกันจะสร้าง "พันธะแห่งโลหิต" ที่แข็งแกร่งกว่าการบังคับ มันจะฝึกให้ทุกคนเติบโตจากความทุกข์ยาก
ราวกับพุทธที่สอนว่า "ทุกข์นำไปสู่การหลุดพ้น" และในที่สุด ตระกูลจะกลายเป็ "ัที่ทะยานฟ้า" ที่พึ่งตนเองได้ ไม่ใช่ "งูที่คลานแผ่นดิน" ที่รอการปกป้องจากผู้นำคนเดียว
เวลาเหลือไม่มากแล้วสำหรับเฉาเสวียนเหิง ผู้าุโใหญ่ เฉาหลินหยวนไม่กังวลเลยว่าอีกฝ่ายจะบรรลุเข้าสู่ขอบเขตจินตันหรือไม่ ด้วยโอสถทะลวงจินตันระดับห้าที่มีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน จิตใจที่มั่นคงและคุณูปการที่อุทิศให้ตระกูลมานานหลายร้อยปี และโชควาสนาตระกูลที่เพิ่มขึ้นในระบบของเขา ก็ทำให้เฉาหลินหยวนไม่ต้องห่วงเลย เหลือเพียงแค่เวลาเท่านั้นที่จะให้ผู้าุโใหญ่ทะลวงเข้าสู่ขั้นจินตันได้อย่างเต็มเท้า เมื่อนั้น ตระกูลเฉาจะมียอดฝีมือจินตันสองคน ซึ่งเพียงพอที่จะค้ำจุนตระกูลในยามวิกฤต
หากจะพัฒนาตระกูล การมีเพียงแค่เขาและเหล่าาุโทั้งหลายไม่ใช่เื่ที่ดี แม้จะมีเฉาิที่เปรียบเสมือนแม่แบบตัวเอกในนิยายชื่อดังที่แพร่หลายในโลกก่อนของเขาก็ตาม
แต่การฝากไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดี การบ่มเพาะรุ่นเยาว์ ต้นกล้าต้นใหม่เหล่านี้ต่างหากถึงจะพัฒนาตระกูลให้ก้าวไกลและยั่งยืน ลูกหลานที่เติบโตจากความยากลำบากจะแข็งแกร่งและซื่อสัตย์ต่อตระกูลยิ่งกว่าใคร
เพียงสักพัก เสียงเครื่องจักรกลเ็าดังขึ้นในห้วงจิติญญาของเขา
เฉาหลินหยวนที่เคยใเสียงนี้อย่างฉับพลันในอดีตก็ชินกับมันแล้ว เขามองหน้าต่างจอสีฟ้าที่ปรากฏตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง ไม่ตื่นเต้นหรือกังวลแต่อย่างใด
[ติ้ง! ตรวจพบสถานะปัจจุบันของตระกูลโฮสต์ ระบบกิจกรรมได้รับการถูกกระตุ้นแล้ว!]
[ภารกิจ: ค้นหาอัจฉริยะในตระกูล]
คำอธิบาย: ค้นหาสมาชิกในตระกูลที่มีศักยภาพการลงทุนสีม่วงขั้นสูงขึ้นไปสองคน เพื่อบ่มเพาะเป็กำลังหลักในอนาคตของตระกูลเฉาและเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้น
รางวัล: เมื่อสำเร็จ โชควาสนาตระกูล +300, โอสถเสริมปราณจิตระดับสาม 10 ขวด, โอสถทลายพิษระดับสาม 10 ขวด, สุ่มเคล็ดวิชาวรยุทธระดับล้ำค่า 2 เล่ม
โทษล้มเหลว: โชควาสนาตระกูล -200
เฉาหลินหยวนยิ้มบาง ๆ ในใจ ภารกิจนี้มาถูกเวลาเสียจริง การค้นหาอัจฉริยะเพิ่มเติมจะช่วยเสริมรากฐานของตระกูลให้มั่นคงยิ่งขึ้น เขาจะไม่ปล่อยให้ตระกูลเฉาพึ่งพาเพียงเฉาิเพียงคนเดียว แต่จะบ่มเพาะต้นกล้าใหม่ ๆ ให้งอกงามท่ามกลางพายุที่กำลังมาเยือน