บทที่ 12 กฎที่ตั้งไว้
อันหยู่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองดูวันที่แดดสดใสและสายลมเย็นพัดพาเส้นผมข้างหูพลิ้วไหว เขาถือกาแฟเย็นในมือ มองดูผู้คนที่เดินไปมาด้านนอกอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะบังเอิญเห็นหญิงสาวคนนั้นที่เจอในคืนก่อน
หญิงสาวกำลังตามตื้อชายคนเดิม ทั้งสองพูดอะไรกันไม่กี่คำ ฝ่ายชายก็สะบัดตัวหนีแล้วเดินจากไปกับผู้หญิงอีกคนทันที
หญิงสาวมองดูเขาเดินจากไปด้วยแววตาเศร้าสร้อย
อันหยู่ยกแก้วกาแฟด้วยมือขวา ใช้มือซ้ายเท้าคาง มองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
โชคอะไรของฉันกันเนี่ย ต้องมาเจอฉากน้ำเน่าแบบนี้อีกแล้ว
แต่ถ้าสังเกตให้ดี หญิงสาวคนนั้นดูแปลกไปนิดหน่อย ไม่เหมือนคนทั่วไป แต่อันหยู่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะฉากแบบนี้มันช่างน้ำเน่าเกินกว่าจะสนใจ หญิงสาวค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ร้านของอันหยู่ มองดูหน้าร้านอยู่ครู่หนึ่ง อันหยู่ที่เกิดความอยากรู้อยากเห็นเลยเปิดประตูออกไป
“อยากเข้ามาดูไหม? บางทีอาจจะมีของที่เธอกำลังตามหาอยู่ก็ได้นะ”
หญิงสาวมองดูชายหนุ่มตรงหน้า ก็จำได้ทันทีว่าเขาคือคนที่เห็นเหตุการณ์เมื่อคืน จึงรู้สึกกระอักกระอ่วน “อะ… อืม ก็ได้ค่ะ”
ทันทีที่ก้าวเข้าร้าน เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้น และเมื่อมองดูสิ่งของภายในร้าน หญิงสาวก็ถึงกับอึ้ง สิ่งของแทบทั้งหมดคือของเก่าราวกับเป็โบราณวัตถุ บางอย่างเคยเห็นในหนังสือประวัติศาสตร์ บางอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
“โอ้โห ในนี้มีของโบราณเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”
อันหยู่ขยับรถเข็นตัวเองด้วยความลำบากเล็กน้อย มาจนถึงข้างหน้าต่าง แล้วยกแก้วกาแฟขึ้นอีกครั้ง “เชิญดูตามสบายได้เลย…บางทีอาจจะเจอสิ่งที่เธอกำลังมองหาอยู่ก็ได้”
“ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบ ขณะชมสิ่งของที่ดูเก่าแก่แต่ก็เปี่ยมด้วยเสน่ห์แห่งกาลเวลา
อันหยู่มองดูข้างในแก้ว จนเห็นว่ากาแฟเย็นชืดไปแล้ว เลยถามขึ้นโดยไม่ตั้งใจว่า “เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นน่ะ? ผู้ชายคนนั้นแฟนเธอเหรอ?”
หญิงสาวชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถาม ก่อนจะมองไปยังนาฬิกาทรายที่แตกร้าวแล้วอยู่ตรงหน้า “คนคนนั้นเคยเป็แฟนฉันมาก่อน แต่เขาเบื่อแล้วก็เลยบอกเลิก แค่อาทิตย์เดียวก็เบื่อแล้ว…ผู้ชายก็แบบนี้แหละ”
อันหยู่ถึงกับพูดอะไรไม่ออก เหมือนเธอพูดรวมเขาเข้าไปในนั้นด้วย
“……”
หญิงสาวยิ้มแล้วพูดต่อว่า “แล้วก็ เขายังติดหนี้ฉันด้วยนะ ไม่ยอมคืนเงิน…แถมยังหักหลังฉันอีก”
อันหยู่มองดูหญิงสาวที่ยังคงยิ้มอย่างร่าเริง ทว่าตัวเขากลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากด้านหลังเธอ และยังมีบางอย่างแปลกประหลาดปะปนอยู่ด้วย
รู้สึกเสมือนว่าความอ่อนแอที่เห็นจากภายนอกนั้น ไม่ได้เป็อย่างที่เห็น “แล้วเธอ...”
หญิงสาวพูดขึ้นก่อนเขาจะทันถามจบ “นายคงสงสัยว่าทำไมฉันถึงร้องไห้ใช่ไหม? มันเป็อะไรที่ฉันควบคุมไม่ได้เลยล่ะ แค่พอมีอารมณ์ ความรู้สึกมันก็พลุ่งพล่าน น้ำตาก็ไหลออกมาเองแบบนั้น ฉันห้ามมันไม่ได้จริง ๆ หรือว่าคุณคิดว่าฉันน่าสงสาร เลยอยากจะปลอบใจล่ะ? วิธีจีบแบบนี้มันเชยไปหน่อยไหม?”
อันหยู่จ้องหญิงสาวด้วยแววตาเฉื่อยชาแบบปลาตาย สงสารงั้นเหรอ? ไม่มีทาง เขาแค่...รู้สึกสงสัยก็เท่านั้น
แต่ทันทีที่หญิงสาวก้าวเข้าร้าน อันหยู่ก็เข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงสาวคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน แม้แต่สนามพลังรอบตัวก็ยังแปลกไปจากคนทั่วไป
อันหยู่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นว่า “แล้ว...เธอชื่ออะไรเหรอ?”
หญิงสาวหัวเราะ “วิธีจีบแบบนี้มันก็เชยเหมือนกัน ฉันไม่บอกหรอก แล้วดูตัวเองก่อนสิ นายอายุเท่าไหร่เอง? ดูยังไงก็ไม่เกินสิบแปด ยังจะมาจีบฉันอีกเหรอ? อยากเล่นเป็แฟนเด็กกับพี่สาวหรือไงจ๊ะ?”
เป็ครั้งแรกในชีวิตที่อันหยู่รู้สึกจนคำพูด เพราะอายุของตัวเอง แต่พอคิดไปก็ไม่ได้ ก็ปล่อยเลยตามเลยดีกว่า เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาแค่อยากรู้ชื่อเธอเท่านั้น ส่วนอย่างอื่นจะเข้าใจผิดยังไงก็แล้วแต่เลย
พอคิดได้แบบนั้นอันหยู่ก็พูดตรง ๆ ไปเลย “ใช่ ฉันอยากจีบเธอ เพราะงั้น...เธอช่วยบอกชื่อกับฉันหน่อยได้ไหม?”
หญิงสาวไม่คิดว่าอันหยู่จะตอบกลับมาแบบนี้ ทำให้เธอถึงกับอึ้งไปเลย จนไม่รู้จะตอบยังไง “เอ่อ...ก็ไม่คิดเลยว่านายจะกล้าพูดตรง ๆ แบบนี้ แต่ขอโทษทีนะ ฉันไม่ได้สนใจนายขนาดนั้นหรอก”
อันหยู่พอเห็นว่าเธอลังเล แถมยังพยายามไม่พูดชื่อตัวเอง ก็ยิ่งมั่นใจในข้อสงสัยของตัวเอง “คุยกันมาตั้งขนาดนี้แล้ว เธอก็ยังไม่อยากบอกชื่อฉันอีกเหรอ?”
หญิงสาวลังเล ก่อนจะพูดออกมาเบา ๆ “คือ...ฉันบอกนายไม่ได้จริง ๆ แล้วก็อธิบายเหตุผลให้ฟังไม่ได้เหมือนกัน...ฉันคงบอกชื่อตัวเองกับผู้ชายที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกไม่ได้หรอก ยิ่งกับเด็กอายุแค่สิบแปดแบบนี้น่ะนะ...”
พอได้ยินคำพูดนั้น อันหยู่ก็เข้าใจทันทีว่าเพราะเหตุใดเธอถึงไม่ยอมบอกชื่อ เลยก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ “ถ้าเธอไม่อยากบอกก็ไม่เป็ไร...แล้วผู้ชายคนนั้นล่ะ?”
“หมอนั่นเหรอ...ช่างเขาเถอะ แค่พูดถึงก็ของขึ้นแล้ว” เธอเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ๊ะ ตายล่ะ! ฉันมีธุระ ต้องไปก่อนนะ!” พูดจบก็รีบออกจากร้านทันที
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเมื่อเธอเปิดประตูออกไป อันหยู่ยังคงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองดูถ้วยกาแฟร้อนในมือเงียบ ๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ฉวนที่เดินผ่านอันหยู่ไป ขณะเก็บหนังสือกลับเข้าที่ เธอก็หยิบที่คั่นหนังสือขึ้นมาดู ก่อนจะเก็บกลับไปตามเดิมโดยไม่คิดอะไร
อันหยู่เหลือบมองฉวน แล้วหันไปมองท้องฟ้าอันสดใสซึ่งตอนนี้กลับถูกเมฆครึ้มบดบัง กลายเป็บรรยากาศอึมครึมดังเดิม เขามองตัวอักษรในหนังสือข้าง ๆ พร้อมหยิบคุกกี้ขึ้นมากัด
ชีวิตประจำวันอันแสนน่าเบื่อ ยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม
่เวลา: ปี 2008
ไป๋อิงยิ้มเล็กน้อย แล้วอธิบายกับซูิเจี๋ยอย่างอดทน “โลกนี้มีกฎเกณฑ์บางอย่าง เช่น คนต้องตาย เมื่อตายแล้วจึงจะเกิดใหม่ กฎพวกนี้ทุกคนต่างก็รู้ดี แต่ในกรณีของนายกับเฟิงซินจื่อ มันต่างออกไป พวกนายรู้ถึงการมีตัวตนของกันและกัน ซึ่งในระดับหนึ่งถือว่าเป็การล้ำเส้นของกฎแล้ว ตอนนี้เฟิงซินจื่อยังเป็ตัวเธอในอีกห้าปีข้างหน้า ดังนั้นเธอห้ามล่วงรู้การมีอยู่ของนายโดยเด็ดขาด เพราะเธอรู้จักซูิเจี๋ยหนึ่งคนอยู่แล้ว ถ้ารับรู้อีกคน เท่ากับเป็การทำลายกฎอย่างแท้จริง นายคิดว่ากฎจะยอมให้ทำแบบนั้นเหรอ? ถึงแม้ว่าเธอจะรู้ความจริงขึ้นมา ก็จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างที่ทำให้เธอต้องตายทันที เหมือนกับครั้งก่อน”
ซูิเจี๋ยขมวดคิ้ว “หมายความว่า ฉันห้ามบอกเฟิงซินจื่อว่าฉันเป็ใคร และห้ามบอกด้วยว่าฉันมาที่นี่ได้ยังไง ใช่ไหม?”
ไป๋อิงยกมือขึ้นแล้วยิ้มเ้าเล่ห์ “ใช่เลย แบบนั้นแหละ”
พูดตามตรง ท่าทางของไป๋อิงตอนนี้ถือว่าน่าหมั่นไส้เกินไปแล้ว รอยยิ้มร่าเริงแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทั้งที่สิ่งที่พูดออกมาเกี่ยวกับชะตาชีวิตของคนอื่น แต่กลับทำเหมือนไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเอง เหมือนกับสามารถควบคุมทางเลือกของคนอื่นได้ตามใจ จนน่าหงุดหงิดจริง ๆ
ทั้งที่สิ่งที่พูดเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของใครบางคนแท้ ๆ แต่กลับไม่แยแสเลยสักนิด ถ้าไม่รู้จักไป๋อิงดีพอ คงต้องอยากจะชกหน้าเข้าให้สักหมัดแน่ แต่ว่าจะทำยังไงได้ล่ะ?
แต่ว่าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ครั้งแรกเขาเลือกแล้วก็ล้มเหลว ครั้งที่สองถึงแม้จะช่วยเฟิงซินจื่อไว้ได้ แต่สุดท้ายก็ยังแพ้ให้กับกฎประหลาดนั่นอยู่ดี
จนถึงตอนนี้ เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่านี่คืออุบัติเหตุ หรือว่าตัวเองย้อนเวลากลับมาในร่างเมื่อสิบปีก่อนกันแน่
คิดถึงตรงนี้ เขาก็รีบถามไป๋อิงอย่างเร็ว “แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมฉันถึงย้อนกลับมาในร่างตัวเองเมื่อสิบปีก่อน? ฉันนึกว่าควรจะกลับไปยังตอนห้าปีก่อนซะอีก”
คำถามนี้ แม้แต่ไป๋อิงก็ยังตอบไม่ได้ “อืม...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้านาฬิกาทรายพานายมายังที่นี่ ก็คงเป็เพราะฟ้าลิขิตแล้วล่ะมั้ง”
คำพูดของไป๋อิงฟังดูเหมือนพูดเล่น แต่ซูิเจี๋ยก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความจริงอยู่ในนั้นด้วย
เขาถามต่อ “ถ้างั้นตอนนี้ฉันควรทำยังไง? รถชนมันจะเกิดในอีกห้าปีข้างหน้า ตอนนี้เฟิงซินจื่อแค่เริ่มรับรู้ถึงการมีตัวตนของฉันเท่านั้น”
ไป๋อิงยิ้ม “นายคิดว่าไงล่ะ? ตอนนี้เธอยังไม่ควรจะรู้จักนายด้วยซ้ำ ฉันเองก็ยังอยู่ในเมืองนี้อยู่เลย นายน่าจะจัดการกับต้นเหตุของทุกอย่างให้เรียบร้อย”
ซูิเจี๋ยนิ่งเงียบ ไม่กล้าคิดต่อ แต่ก็ยังพูดออกมา “หมายความว่า...นายกำลังบอกให้ฉันลบความทรงจำของเฟิงซินจื่อเกี่ยวกับฉันเหรอ?”
ไป๋อิงยิ้มตาหยี “อันนั้นนายน่ะเป็คนพูดเองนะ ไม่ใช่ฉัน แต่ฟังดูแล้วก็ดูเป็ความคิดที่ดีไม่เบาเลยนี่นา ถ้าทำแบบนั้น เฟิงซินจื่อก็จะไม่ต้องตาย และนายเองก็ไม่ต้องแบกรับผลอะไร ทุกอย่างก็แค่กลับไปเป็เหมือนเดิมเท่านั้นเอง”
ซูิเจี๋ยขึ้นเสียงทันที “งั้นฉันกับเฟิงซินจื่อล่ะ?”
ซูิเจี๋ยไม่อาจยอมรับจุดจบแบบนี้ได้ การพบกันระหว่างเขากับเฟิงซินจื่อไม่ใช่สิ่งที่จะปล่อยมือไปได้ง่าย ๆ ทั้งหมดนี้อาจจะเริ่มจากกล่องจดหมายประหลาดนั่น แต่การที่เขาได้พบกับใครสักคนที่มีความรู้สึกเหมือนกัน เข้าใจชีวิตเหมือนกัน มันไม่ใช่เื่ที่เกิดขึ้นง่าย ๆ ถ้าต้องยอมให้เื่ราวทั้งหมดกลับไปเหมือนเดิม
มันก็ไม่ต่างอะไรกับการโยนตัวเองกลับเข้าไปในชีวิตอันแสนว่างเปล่าอีกครั้ง ชีวิตที่ต้องใส่หน้ากาก ใช้ชีวิตต่อไป ไม่ต่างจากเครื่องจักร ไม่มีทาง!
เขาถอดหน้ากากนั้นไปแล้ว เขาไม่้ากลับไปใช้มันอีก เพราะมันเ็ปเกินไป
“ฉันไม่อยากทำแบบนั้น... ฉันไม่อยากเลย...”
ไป๋อิงมองดูสีหน้าและแววตาของซูิเจี๋ยอย่างเงียบ ๆ เขาเข้าใจดี ความลังเล ความเ็ป ความเห็นแก่ตัว นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อใช้ชีวิตลำบากมาตลอด พอได้ลิ้มรสความหวานสักนิด ใครจะอยากกลับไปเ็ปอีก
ไป๋อิงหัวเราะเบา ๆ “ก็ใช่ นายไม่อยากหรอก แต่ท้ายที่สุดนายก็เจอคนที่เหมือนกับตัวเอง ใน่ชีวิตอันยาวนานนี้เสียที แต่มันก็ต้องแลกกับความตาย นายจะเลือกยอมเป็คนเห็นแก่ตัว ปล่อยให้เฟิงซินจื่อต้องตายในอีกห้าปี หรือจะเลือกเป็ผู้เสียสละ หยุดเื่ราวทั้งหมดไว้ แล้วให้เธอได้มีชีวิตต่อไปอย่างสงบ?”
ซูิเจี๋ยเงียบไป
“แต่ถ้าให้เดา ฉันว่านายคงไม่ยอมเปลี่ยนอะไรหรอก เพราะยังไงซะ เธอก็คือคนที่เหมือนกับนาย การได้อยู่ด้วยกันไม่กี่ปีก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยใช่ไหมล่ะ?”
“ฉันขอถามนาย ถ้าเกิดฉันหยุดเื่ทุกอย่างนี้เอาไว้จริงๆ แล้วซินจื่อก็จะไม่ตายอย่างงั้นเหรอ? แล้วฉันจะเป็ยังไง?”
ไป๋อิงตอบ “ก็แน่นอนว่าเธอจะไม่ตายจากอุบัติเหตุรถชนนั้น และส่วนนาย...นายก็แค่ใช้ชีวิตต่อไปตามเส้นทางเดิมของตัวเอง บางที...ถ้าโชคดี อาจจะได้พบเธออีกครั้งก็ได้ ใครจะไปรู้?”
“…แบบนี้เองเหรอ ตอนแรกที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อช่วยซินจื่อ ยังไงก็ไม่มีทางคิดแบบนั้นแน่…”
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้นายจะทำยังไง? ซูิเจี๋ย” แล้วเขาก็มองซูิเจี๋ยที่กำลังเดินออกไป