เดิมทีพี่รองสกุลติงอยากจะจ้างคนงานชั่วคราวสักสี่ห้าคนแต่ผู้อาวุโสติงไม่ยอมรับว่าตนเองแก่แล้ว อีกอย่างเขาก็รู้สึกเสียดายเงินด้วยดังนั้นเขาจึงตื่นตั้งแต่เช้ามืดไปที่นา ปรากฏว่าเพิ่งจะไถนาเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกสำหรับฤดูใบไม้ผลิเสร็จวัวแก่ที่บ้านยังไม่ทันได้ทำเท่าไร ผู้อาวุโสติงก็ล้มไปเสียก่อนแล้ว
แม่นางหลี่ว์ยุ่งอยู่กับการดูแลเด็กและการจัดเตรียมข้าวปลาอาหารทั้งสามมื้อ จู่ๆเมื่อเห็นสามีของตนเองล้มลงไปก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกพี่ใหญ่สกุลติงได้ไปเชิญท่านหมอจางมาตรวจและสั่งยาให้แล้ว ส่วนพี่รองเองก็เพิ่งจะ“ผลัดเปลี่ยนหน้าที่” เสร็จกลับเข้าไปในเมือง เพียงไม่กี่วันแม่นางหวังก็รีบกลับมาที่บ้าน
ทว่าชายชราหลังจากที่ดื่มยาเข้าไปแล้วไข้ก็ยังไม่ลดเขามีไข้สูงจนหน้าแดงก่ำ แล้วเขาก็พูดเพ้อออกมาว่า “ลูกสาว พ่อผิดต่อเจ้าจริงๆ!ลูกสาว พ่อไม่ปกป้องเจ้าเอาไว้ให้ดี เลยทำให้เจ้าต้องลำบาก!”
แม่นางหลี่ว์ลูกชายและลูกสะใภ้ของนางได้ฟังแล้วต่างก็หลั่งน้ำตา และในที่สุดก็กัดฟันวิ่งไปที่จวนสกุลอวิ๋นเพื่อไปตามคนมา
ในขณะที่ติงเหว่ยกำลังจะก้าวเข้าไปในบ้านต้าเป่าและฝูเอ๋อร์ก็กำลังนั่งยองๆ อยู่ที่ทางเข้าบ้านเมื่อพวกเขาเห็นท่านอากลับมาก็รีบวิ่งเข้าไปทั้งน้ำตา คนนี้ก็ตะโกนว่า “ท่านปู่กำลังจะตายแล้ว!”
คนนั้นก็ตะโกนว่า“ท่านปู่ไข้สูงจนตัวแดงไปหมดแล้ว!”
ติงเหว่ยได้ยินก็ทั้งรู้สึกขบขันและวิตกกังวลนางรีบปลอบเด็กน้อยทั้งสองไปสองสามประโยค จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปในห้อง
เมื่อแม่นางหลี่ว์เห็นลูกสาวของนางกลับมาก็รู้สึกว่านางมีที่พึ่งพาได้นางกอดลูกสาวแล้วเริ่มร้องไห้ออกมา “ลูกแม่ พ่อเจ้าไข้ขึ้นสูงจนจะทนไม่ไหวแล้วเขาเรียกเจ้าทั้งวันทั้งคืนเลย เจ้ารีบช่วยพ่อเจ้าเร็วเข้าเถอะ”
“ท่านแม่ท่านอย่าได้ร้อนใจไป ข้าพาท่านหมอกลับมาด้วย เดี๋ยวอีกครู่เดียวพ่อข้าก็จะดีขึ้นแล้ว”ติงเหว่ยกอดท่านแม่ของนางไว้แล้วเงยหน้าขึ้นมองท่านพ่อของนางที่นอนอยู่บนเตียงเตานางเห็นว่าใบหน้าของเขาแดงก่ำ ริมฝีปากก็ซีดขาว ดูแล้วอันตรายไม่น้อยจริงๆ
นางหันกลับไปหาผู้อาวุโสเหว่ยอย่างรวดเร็วในตาของนางเองก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
ผู้อาวุโสก็ไม่ได้เล่นตัวอะไรเขาเดินตรงไปข้างหน้าและจับชีพจรที่ข้อมือของผู้อาวุโสติงจากนั้นเขาก็ส่ายหัวและถอนหายใจออกมา
ทุกคนต่างก็ใจตุ้มๆต่อมๆ แม่นางหลี่ว์ถึงกับเข่าอ่อนลงไป
โชคดีที่ผู้อาวุโสเหว่ยรีบพูดต่อไปว่า“ปัญหาเล็กๆ แค่นี้ทำไมถึงดูไม่เข้าใจ พวกเจ้าไปหาหมอต้มตุ๋นมาจากที่ไหนกันรีบไปยกน้ำมาให้ข้าเร็วเข้า!”
ติงเหว่ยถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกนางรีบส่งท่านแม่ให้พี่สะใภ้ใหญ่ จากนั้นก็วิ่งไปยกน้ำอุ่นมาด้วยตนเอง
ผู้อาวุโสเหว่ยหยิบขวดเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีขาวใบเล็กๆออกมาจากถุงที่เอว เขาเทเม็ดยาสีแดงออกมา เอาไปละลายในน้ำแล้วให้ผู้อาวุโสติงดื่มจากนั้นก็ปัดมือไปมาแล้วเดินออกมาข้างนอก “แม่นางน้อยพรุ่งนี้อย่าลืมทำเหอเยี่ยจีให้ข้าอีกสักตัวนะ”
“ตกลงท่านลุงเหว่ยลำบากแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะรีบกลับไปแต่เช้าเลย!”
ติงเหว่ยรีบตอบอย่างรวดเร็วถึงแม้นางจะไม่รู้ว่าผู้อาวุโสให้ยาอะไรแก่บิดาของนางแต่ด้วยชื่อเสียงของเขาก็คงไม่ได้หลอกลวงครอบครัวของนางหรอก
แต่แม่นางหลี่ว์พี่ใหญ่สกุลติงและพี่รองสกุลติง ทั้งสามคนต่างก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของผู้อาวุโสคนนี้เมื่อเห็นให้ยาเม็ดเสร็จก็จากไป จึงกังวลอยู่ไม่น้อย
พี่ใหญ่สกุลติงเดิมทีก็เป็นคนขี้อายอยู่แล้วและเขาก็เกรงว่าน้องหญิงจะโทษเขาที่ไม่ได้กลับมาช่วยท่านพ่อทำนา เขาจึงมองไปที่น้องชายด้วยความหวังว่าเขาจะพูดอะไรบ้าง
ทว่าพี่รองสกุลติงก็หน้าแดงเช่นกันทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าที่บ้านกำลังยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวแต่เขาก็ยังเอาแต่สนใจกิจการในร้าน หรือหากเขาจ้างคนงานมาตั้งแต่แรก ท่านพ่อก็อาจไม่ต้องเหนื่อยล้าจนป่วยหนักเช่นนี้
ติงเหว่ยเองก็กำลังระงับความโกรธพี่ชายทั้งสองของนางไม่พูด นางเองก็ไม่พูดเช่นกัน รวมถึงพี่สะใภ้ทั้งสอง นางก็ไม่ทำสีหน้าดีๆให้
ส่วนแม่นางหลี่ว์กลับมุ่งความสนใจไปที่สามีของนางตอนนี้นางจึงจับลูกสาวของนางแล้วถามว่า “ลูกแม่ หมอท่านนั้นทำไมให้ยาเม็ดเดียวก็ไปแล้วล่ะ?พ่อเจ้า…พ่อเจ้ายังจะรอดอยู่ใช่ไหม?”
ติงเหว่ยเห็นว่าดวงตาของท่านแม่เต็มไปด้วยเส้นเลือดเห็นได้ชัดว่านางคงกินไม่ได้นอนไม่หลับตลอดสองวันมานี้ติงเหว่ยจึงลากนางออกมาจากเตียงเตา จากนั้นติงเหว่ยก็นั่งลงข้างๆ และเอาผ้าเย็นไปวางไว้บนศีรษะท่านพ่อแล้วพูดว่า“ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ นายน้อยของสกุลอวิ๋นมีอาการป่วยอยู่บ้างไม่ใช่หรือหมอเทวดาท่านนี้เป็นคนที่ท่านลุงอวิ๋นตั้งใจไปเชิญมาจากด้านนอกปกติข้าก็ทำอาหารให้เขากินบ่อยๆ ผู้อาวุโสก็เลยเมตตาวันนี้เมื่อได้ยินว่าพ่อข้าป่วยถึงได้ตามมาด้วย ดังนั้นท่านอย่าได้กังวลไปเลยท่านพ่อจะอาการดีขึ้นในไม่ช้า”
แม่นางหลี่ว์ฟังแล้วก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่เมื่อนึกถึงท่านลุงอวิ๋นที่มีท่าทางเป็นมิตรและใจดี นางจึงฝืนโล่งใจ
ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสเหว่ยเป็นหมอเทวดาจริงๆหรือว่าเขายอมหยิบยาดีที่ซ่อนเอาไว้ออกมากันแน่ครอบครัวสกุลติงเฝ้าอยู่ไม่ถึงสองเค่อ ผู้อาวุโสกลับไข้ลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่าใบหน้าจะยังแดงอยู่นิดหน่อยแต่ก็ไม่ถึงขั้นลวกมืออีกต่อไป และท่านผู้อาวุโสก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
แม่นางหลี่ว์ดีใจมากนางกอดลูกสาวของนางและร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด ผู้อาวุโสติงคงจะรู้ว่าตนเพิ่งจะไปเยือนวังพญายมมาครู่หนึ่งเบ้าตาลึกของเขาเองก็เต็มไปด้วยน้ำตา
พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงคุกเข่าลงทันทีแม่นางหลิวและแม่นางหวังก็กอดลูกๆ ของพวกนางพลางคุกเข่าอยู่ที่มุมห้องติงเหว่ยอดที่จะรู้สึกขมขื่นไม่ได้แต่นางก็ไม่อยากให้พ่อของนางต้องเจ็บปวดใจไปมากกว่านี้นางจึงกลั้นน้ำตาเอาไว้และเดินไปข้างหน้า จับมือท่านพ่อพลางพูดติดตลกว่า “ท่านพ่อหากท่านคิดถึงข้าก็ให้พี่ใหญ่ไปเรียกข้ากลับมาก็พอแล้ว ทำไมถึงต้องฝืนตนเองจนป่วยหนักขนาดนี้ด้วยล่ะ”
ผู้อาวุโสติงยิ้มน้อยๆอย่างอ่อนแรง เขามองดูลูกสาวด้วยความรักและทะนุถนอม “เหว่ยเอ๋อร์ เจ้ากลับมาได้อย่างไรกันพ่อไม่เป็นไร”
แม่นางหลี่ว์ที่กำลังปาดน้ำตาเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้จึงตีไปที่ไหล่ของสามีและดุว่า “เจ้าแก่หัวรั้นคนนี้นี่ยอมปกป้องเงินไม่กี่เหวินด้วยชีวิต ถึงขนาดทำให้ตนเองเหนื่อยจนล้มหมอนนอนเสื่อแบบนี้และยังทำให้ครอบครัวเราโกลาหลกันไปหมดหากไม่ใช่เพราะลูกสาวของเราไปเชิญท่านหมอเทวดามาป่านนี้ก็คงถูกเผาจนกลายเป็นถ่านไปแล้ว”
ตอนนี้ผู้อาวุโสติงถึงได้รู้ว่าใครช่วยชีวิตเขาเอาไว้เขารีบหันไปมองทางลูกสาวเกรงว่านางจะต้องตอบแทนคนอื่นแล้วต้องไปลำบาก
ความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อแม้ว่าจะไม่ได้พูดออกมาแต่ก็ยิ่งใหญ่มหาศาล
ติงเหว่ยทนไม่ไหวอีกต่อไปนางก้มลงที่ด้านหน้าของบิดาและหลั่งน้ำตาออกมา “ท่านพ่อ เป็นเพราะลูกอกตัญญูเองทำให้ท่านต้องกังวลอีกแล้ว”
ผู้อาวุโสติงก็หลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้งเขายกมือใหญ่ๆ ขึ้นมาลูบผมของลูกสาว “เป็นพ่อต่างหากที่ทำผิดต่อลูกพ่อไม่ปกป้องเจ้าให้ดี ทำให้เจ้าเผชิญความยากลำบาก…”
“ท่านพ่ออย่าพูดเช่นนั้นเลย ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะข้าไม่ดีเอง เป็นเพราะข้าอกตัญญู!”
พ่อและลูกสาวพากันร้องไห้ออกมาแม่นางหลี่ว์ก็ร้องไห้ตามไปด้วยแม่นางหวังและแม่นางหลิวอยากจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อปลอบพวกเขาแต่พวกนางก็ไม่กล้าลุกขึ้นมา
สุดท้ายก็เป็นพี่รองสกุลติงที่ทนดูไม่ไหวอีกต่อไปเขาพูดปลอบด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องสาว อย่าร้องไห้อีกเลยท่านพ่อสุขภาพยังอ่อนแอ ไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้วรีบไปเตรียมอาหารให้ท่านพ่อสักหน่อยเถอะ”
เป็นอย่างที่คาดเอาไว้เมื่อติงเหว่ยได้ฟังก็รีบเช็ดน้ำตาทันที “ท่านพ่อข้าเอาเหรินชาน [1] มาด้วย เดี๋ยวข้าจะทำโจ๊กให้ท่านกินก่อนจะได้ดึงพลังชี่[2] ให้กลับมา เมื่อท่านพ่ออาการดีขึ้นแล้วข้าค่อยทำของอร่อยๆ ให้กินพอถึงตอนนั้นลูกจะให้ท่านกินเหล้าสักสองจอก ต่อให้แม่ของข้าห้ามก็จะไม่ยอม”
“เจ้าเด็กคนนี้พ่อเจ้าเพิ่งจะหายดี เจ้าก็จะส่งเสริมให้เขาดื่มเหล้าเสียแล้ว”แม่นางหลี่ว์ที่กำลังเช็ดน้ำตาได้ยินเช่นนั้นก็ตำหนิแต่สุดท้ายแล้วนางก็หัวเราะออกมา
ติงเหว่ยหัวเราะคิกคักและกระโดดลงมาจากเตียงเตาเพื่อไปทำอาหารในห้องครัวแม่นางหลิวที่มีไหวพริบก็รีบเข้ามาช่วยจุดไฟหุงข้าวติงเหว่ยเองก็รู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่ยังถือว่าจริงใจอยู่บ้างจึงพูดคุยเล่นกับนางไปสองสามประโยค
ในไม่ช้าผู้อาวุโสติงก็ดื่มโจ๊กเหรินซานที่ลูกสาวของเขาทำให้และผล็อยหลับไปอีกครั้งแม่นางหลี่ว์ที่ตกใจและหวาดกลัวมาสองวันเดิมทีตั้งใจจะเฝ้าอยู่ข้างๆ ทว่าไม่ทันไรก็ผล็อยหลับไปอีกคนติงเหว่ยค่อยๆ ย่องไปห่มผ้านวมบางๆ ให้ท่านพ่อกับท่านแม่จากนั้นก็กลับไปที่ห้องโถงเพื่อพูดคุยกับพี่ชายและพี่สะใภ้
เมื่อพี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงเห็นน้องสาวก็รู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อยพวกเข้ายืนขึ้น มือและเท้าแข็งทื่อเหมือนเด็กที่กระทำความผิด
ติงเหว่ยเห็นเข้าก็ถอนหายใจเดิมทีนางกลัวว่าพี่ชายของนางจะเห็นแก่เงินมากกว่าศีลธรรมถึงได้เสนอให้แยกครอบครัวคิดไม่ถึงเลยว่าจะทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องไม่มีคนคอยช่วยเหลือและทำให้พวกเขาต้องเหนื่อยล้าและบาดเจ็บตอนนี้นางเองก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีแล้ว
พี่รองสกุลติงเหลือบตามองสีหน้าของน้องหญิงจากนั้นก็รู้สึกเศร้ามากขึ้นไปอีก เขาคิดไปคิดมาก็พูดว่า “น้องหญิง เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าเองวันนั้นข้าควรจะจ้างคนงานมา ท่านพ่อจะได้ไม่ต้องเหนื่อย”
พี่ใหญ่สกุลติงก็พูดออกมาว่า“ข้าเองก็ไม่ดีเหมือนกัน ข้าควรจะทำงานให้หนักกว่านี้!”
ติงเหว่ยกลับส่ายหัวทุกวันนี้ทรัพย์สินของครอบครัวได้ถูกแบ่งออกไปแล้วพี่ชายและพี่สะใภ้เริ่มคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตเล็กๆ ตามลำพังจะให้กลับมารวมตัวอีกครั้งก็คงจะไม่ได้ ไม่แน่บางทีครอบครัวเราอาจต้องหาคนเพิ่มเข้ามา
“พี่รองท่านไปสืบข่าวคราวในเมืองให้หน่อย หาคนที่พื้นหลังขาวสะอาดมาสักสองคนเถอะ”
“เอ๋เจ้าหมายถึงซื้อคนอย่างนั้นหรือ?” พี่รองสกุลติงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยความจริงแล้วเมื่อสองปีก่อนครอบครัวของเขาแทบจะไม่มีเงินพอซื้อเนื้อกินเลยทุกวันนี้กลับกลายเป็นฐานะเจ้าบ้านไปแล้ว ตอนนี้เขายังรู้สึกยอมรับไม่ได้นิดหน่อย
แต่เมื่อคิดไปคิดมาปกติน้องหญิงจะมีความคิดมากมายเขาจึงพูดเพิ่มไปอีกประโยคว่า“เกรงว่าท่านพ่อกับท่านแม่ก็ไม่เห็นด้วยกับการซื้อบ่าวรับใช้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นหาคนงานระยะยาวในหมู่บ้านสักสองคนน่าจะดีกว่า”
พี่ใหญ่สกุลติงคิดว่าพ่อแม่ของเขาน่าจะเบื่อที่อยู่แต่ในบ้านทั้งวันเขาจึงพูดว่า “หาคนในหมู่บ้านก็ดีอย่างน้อยท่านพ่อกับท่านแม่จะได้มีเพื่อนคุยด้วย”
ติงเหว่ยได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่าพี่ชายทั้งสองของนางคิดได้อย่างรอบคอบความโกรธเมื่อครู่นี้จึงลดลงไปสามส่วนและนางก็ตอบว่า “ทำเช่นนั้นก็ดีไปหาคู่สามีภรรยาอายุประมาณสามสิบเศษๆ ให้ผู้หญิงช่วยท่านแม่ทำอาหารล้างจานและซักผ้า ส่วนผู้ชายก็ให้ช่วยท่านพ่อทำงานที่นาแล้วก็พวกงานจิปาถะต่างๆ ส่วนเรื่องเงินเดือนครอบครัวเราก็อย่าตระหนี่จนเกินไปแต่ก็อย่ารีบร้อนจนเกินไป และยังมีอีกอย่าง ต้องเป็นคนที่ปากหนักแน่นสักหน่อยและต้องไว้ใจได้หากว่าเป็นพวกปากพล่อยไม่กี่วันเรื่องในครอบครัวเราก็จะกลายเป็นขี้ปากของคนทั้งหมู่บ้าน”
พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงพยักหน้าติดๆกัน พวกเขาเองก็ทั้งรังเกียจและเจ็บปวดกับข่าวลือในหมู่บ้าน
พี่น้องทั้งสามไล่รายชื่อของคนในหมู่บ้านทีละครอบครัวและก็เลือกสองถึงสามครอบครัวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมออกมาล้วนเป็นครอบครัวสามีภรรยาที่อายุน้อย มีลูกเยอะ ขยันขันแข็งและหลังจากแต่งงานแล้วไม่มีที่นาเป็นของตนเอง
พี่รองสกุลติงมีไหวพริบไม่เลวหลังจากเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้แล้วเขาก็เอาใบยาสูบและขนมติดมือไปที่บ้านของท่านผู้ใหญ่บ้านอู๋
……
อู๋ต้าเชิ่งกำลังกินข้าวกลางวันอยู่พอดีเมื่อได้ฟังดังนั้นเขาก็รับปากอย่างเต็มคำ ประการแรกเขาอยากจะผูกมิตรกับสกุลติงในฐานะครอบครัวที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆของหมู่บ้าน ประการที่สองนี่ก็ถือเป็นเรื่องดี ครอบครัวสกุลติงทุกคนล้วนจิตใจโอบอ้อมอารีใครไปทำงานระยะยาวต่างก็ไม่ถูกเอาเปรียบเป็นแน่
ในไม่ช้าพี่รองสกุลติงก็ขอตัวลาไปก่อนหลังจากที่เขาออกจากบ้านก็ไปที่บ้านอู๋ต้าซานหลานชายของสกุลอู๋ต่ออู๋ต้าซานมีพี่น้องห้าคน เขาเป็นลูกคนที่สามแต่งงานกับภรรยาที่พูดไม่ค่อยเก่งและเป็นคนที่บิดามารดาไม่ค่อยรักเท่าไร หลังจากที่แยกครอบครัวออกมาแล้วก็ได้บ้านมุงจากโทรมๆมาสองหลัง ที่นาสักครึ่งหมู่ก็ยังไม่มีสองสามีภรรยาคู่นี้ออกไปรับจ้างทำงานด้านนอกพยายามหาเลี้ยงครอบครัวไม่ให้อดข้าวตาย ทว่าลูกทั้งสองคนที่อายุเจ็บแปดขวบของพวกเขาก็ลำบากไม่น้อยต้องคอยเฝ้าบ้านเลี้ยงแกะตลอดทั้งวัน
เมื่อพวกเขาได้ยินว่าจะได้ไปทำงานที่บ้านสกุลติงทุกเดือนมีอาหารและมีเงินเดือนให้ สองสามีภรรยาก็รู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของท่านลุงเป็นอย่างมากพวกเขารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่สะอาดและไปบ้านสกุลติงเพื่อทำความเคารพ
ผู้อาวุโสติงเพิ่งจะตื่นขึ้นมากำลังกินบะหมี่น้ำใสอีกชามหนึ่ง จู่ๆ ก็เห็นอู๋ต้าซานสองสามีภรรยามาที่หน้าประตู เขาถึงได้รู้ว่าลูกสาวของเขาตัดสินใจให้เพิ่มคนงานในบ้าน
ถ้าเป็นเมื่อก่อนอย่างไรเขาก็ไม่มีวันเห็นด้วยอย่างเด็ดขาดครอบครัวชาวนาจะกลัวทำงานเหนื่อยได้อย่างไร แต่ครั้งนี้เขาไปถึงวังพญายมมาแล้วรอบหนึ่งเขาจึงคิดได้ว่าอย่าไปเสียดายเงินทอง มีชีวิตอยู่ต่างหากที่สำคัญกว่า หากเขาตายไปลูกสาวจะทำอย่างไรหลานชายของเขาจะทำอย่างไร ไม่ได้รับการคุ้มครองจากครอบครัวฝ่ายแม่ พวกเขาไม่ยิ่งถูกคนรังแกมากกว่านี้อย่างนั้นหรือต่อให้เมื่อก่อนเขาไม่สามารถปกป้องลูกสาวไว้ได้ ทำให้นางต้องลำบากแต่ต่อไปไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะคอยปกป้องลูกสาวและหลานชายอยู่ข้างๆ
-----------------------------------------
[1] เหรินซาน 人参หมายถึงโสม
[2] ชี่ 气หมายถึงลมปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเราทุกคน เสมือนเป็นพลังงานของชีวิตที่ใช้ขับเคลื่อนในชีวิตประจำวัน