หยางหนิงจินผุดลุกขึ้นนั่ง เมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมย
“ข้านี่นะเป็นขโมย เจ้าสติฟั่นเฟือนแล้วจริง ๆ” แหวกม่านออกไปยืนด้านหน้ารถม้า
บ่าวรับใช้ข้างกายรีบกางร่มป้องกันแสงแดดให้กับผู้เป็นนาย
“หากเจ้าบริสุทธิ์ใจก็ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถม้า”
“ข้าขอสอบถามหน่อยเถิดว่าคุณชายใช้อำนาจอันใดมาตรวจค้นรถม้าผู้อื่น คุณชายมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ทางการเสียหน่อย เหตุใดถึงใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือว่าในอำเภอชิงเหอท่านมีอำนาจสูงสุด” หยางหนิงจินไม่ลงจากรถม้า หลุบตาต่ำมองคู่สนทนา
“เจ้า…..”
ตู้ซีซวนกำลังจะโต้กลับถูกพี่ชายยกมือห้ามเอาไว้ก่อน
“พวกข้าได้ทำการขออนุญาตนายอำเภอและใต้เท้าที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณชายได้โปรดให้ความร่วมมือด้วย เมื่อคืนมีโจรลักลอบปล้นสิ่งสำคัญของตระกูลตู้ไป พวกเราจำต้องทำเช่นนี้” ตู้โม่โฉวอธิบายให้ทราบอย่างใจเย็น
“พวกท่านจำเป็นต้องทำเช่นนี้ แล้วธุระของราษฎรมิจำเป็นหรอกหรือ ข้าต่อแถวเป็นชั่วยามยังมิได้ออกนอกเมือง แล้วชาวบ้านพวกนี้ล่ะบางคนเดินเท้ากลับหลังจากทำธุระเสร็จสิ้น ป่านนี้ยังมิได้ออกนอกเมือง กว่าจะถึงบ้านก็คงมืดค่ำ หากพรุ่งนี้ได้รับรายงานว่ามีชาวบ้านเดินฝ่าความมืดตกเขาตาย ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร”
“เจ้าหุบปากไปเลยนะ” ตู้ซีซวนทนไม่ไหวชี้หน้าออกคำสั่งทว่าหยางหนิงจินหรือจะกลัวเกรง ยืนเท้าสะเอวหลุบตามองอยู่บนรถม้า
“ข้าจะหุบปากได้อย่างไร ถ้าของที่หายไปเป็นของสำคัญของแคว้นพวกข้าคงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่นี่เป็นเพียงทรัพย์สินคนสกุลตู้ถึงกลับต้องตรวจค้นจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน มันใช้ได้ที่ไหนกัน”
“ใช่ มันใช้ได้ที่ไหนกัน หมู่บ้านพวกข้าอยู่ห่างจากอำเภอหลายสิบลี้หากมัวชักช้าอยู่อีกคงต้องกลับถึงบ้านมืดค่ำ พวกข้ามิอยากถูกสัตว์ป่ากัดกินหรอกนะ” ยามค่ำคืนสัตว์ป่าต่างออกหากิน เคยมีชาวบ้านเดินทางยามกลางคืนแล้วถูกพวกมันกัดกินเหลือเพียงศีรษะ
ราษฎรล้วนเร่งรีบแต่ต้องมาต่อแถวยาวเหยียดเริ่มต่อต้าน ความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ
ตู้โม่โฉวคิ้วขมวดกับความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น ตระหนักได้ว่าพวกตนใช้อำนาจเกินเหตุ หากมีคนนำเรื่องนี้ไปถวายฎีกาบิดาต้องเดือดร้อน
“ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ พวกข้าจะตรวจค้นอย่างรวดเร็ว โปรดให้ความร่วมมือด้วย” แม้จะรู้ว่าใช้อำนาจเกินขอบเขตทว่าหยกสองชิ้นนั้นสำคัญต่อพวกตนจริง ๆ หากถูกผู้มิหวังดีนำไปก่อเหตุแล้วโยนความผิดให้สกุลตู้ ต่อให้มีอีกสิบปากก็ยากที่จะพ้นข้อกล่าวหา
“จะตรวจก็รีบตรวจเถิด มัวแต่พล่ามอยู่นั่นแหละ” เสียงชาวบ้านบางคนดังขึ้นด้วยความรำคาญกับสถานการณ์ที่เจอ หากเป็นปกติคงหวาดกลัวเจ้าหน้าที่ทางการ แต่ความหงุดหงิดเพราะต้องยืนตากแดดร้อน ๆ มันทำให้ทุกคนลืมความกลัว
เจ้าหน้าที่เริ่มทำการตรวจค้นอย่างรวดเร็ว ไม่ละเอียดเหมือนตอนแรก
“เจ้าลงมา” ตู้ซีซวนบอกหยางหนิงจินที่ยืนอยู่บนรถม้าไม่ยอมลงมา
“เฮ้อ! เจ้าอย่าทำพรมหนังเสือข้ายับล่ะ” ก้าวลงจากรถม้า “มิรู้ว่านำหยกไปให้นางคณิกาคนใดหรือไม่ แล้วมาบอกว่าหยกหาย” หยางหนิงจินเอ่ยลอย ๆ แต่ทุกคนในระแวกนั้นได้ยินอย่างชัดเจน
“เจ้าเอ่ยอันใดออกมา” ตู้ซีซวนกับสหายอีกสองคนจ้องหน้าหยางหนิงจินเขม็ง
“ข้าเอ่ยอันใด?” หยางหนิงจินแสร้งยกมือขึ้นแคะหู
“หากเจ้าพูดมากอีกครั้ง อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
“โย๊ะ! เจ้าข่มขู่ข้ารึ ลองไปหาในหอนางโลมดูสักหน่อยเถิดเผื่อเจ้าลืมมันไว้ที่นั่น ขณะที่เมามายเจ้าอาจจะมอบเป็นของแทนใจให้กับนางคณิกาในดวงใจก็เป็นได้
“อย่าคิดว่าผู้อื่นจะโง่งมแบบเจ้า”
บุตรชายนายอำเภอผู้นี้ไม่น่าต่อปากต่อคำด้วย เหมือนคนไร้สมองไม่มีผิดเพี้ยน คุณชายตามเมืองเล็ก ๆ เป็นเช่นนี้กันหมดเลยหรืออย่างไร จับตามองเจ้าหน้าที่ตรวจค้นภายในรถม้าจากหน้าต่าง
“โอ๊ะ! หยก” ทุกคนหันขวับกับประโยคที่ได้ยิน
“ไม่มีอันใด หยกแขวนข้าตกพื้นเท่านั้นเอง” หยางหนิงจินโบกไม้โบกมือ ก้มลงหยิบหยกที่แอบทิ้งลงบนพื้นขึ้นมาแขวนตามเดิม
“ไม่เจอขอรับ” เสียงเจ้าหน้าที่รายงาน
“ข้าจะอยากได้หยกแขวนผู้อื่นไปทำไมกัน ใช้ประโยชน์ก็มิได้” ก้าวขึ้นรถโดยมีบ่าวรับใช้กางร่มให้ไม่ห่าง
“ไปโรงหมอหยาง”
“คุณชายไม่ไปหาจ้าวกูเหนียงแล้วหรือขอรับ”
“ค่อยไปวันหลัง” เสียเวลาอยู่หน้าทางออกประตูเมืองนานเพียงนี้ผู้ใดจะมีอารมณ์เดินทาง
หยางหนิงจินกลับมาบ่นให้กับหมอหยางฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหน้าประตูเมือง
“ท่านปู่ตระกูลตู้นี่ใหญ่มาจากไหน ทำไมถึงได้กล้าตรวจค้นสัมภาระของราษฎร”
“ใต้เท้าตู้เป็นขุนนางข้างกายฝ่าบาท” หมอหยางตรวจสอบสมุนไพรไปพร้อมกับตอบคำถามหลานชาย
“มิน่าล่ะ”
“เจ้าอย่าไปยุ่งกับคนพวกนั้นจะดีที่สุด คนพวกนั้นหาใช่คนจิตใจดีงาม” หมอหยางเอ่ยเตือนหลานชายที่ชอบสร้างความเดือดร้อน
“ข้ามองเพียงหางตาก็รู้แล้วว่าคนพวกนั้นมิใช่คนดี เมื่อวานข้าอยู่ในเหตุการณ์ที่คนพวกนั้นพูดจาเสียดสีพี่ชายของจ้าวกูเหนียงด้วยขอรับ”
หยางหนิงจินเห็นท่านปู่มีสีหน้าสงสัยจึงกล่าวออกไปว่า
“เมื่อวานตอนที่ข้าไปต่อแถวซื้อน้ำแข็งให้ท่าน บุตรชายใต้เท้าตู้กับสหายเข้ามาหาเรื่องพี่ชายของจ้าวกูเหนียง ท่านปู่ ดูเหมือนว่าคนสกุลจ้าวจะเคยเป็นขุนนางนะขอรับ” เมื่อวานเขาจับใจความไม่ค่อยได้ว่าคนพวกนั้นพูดเรื่องอันใดกัน ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่มิใช่น้อย
“สกุลจ้าว? เคยเป็นขุนนาง?” หมอหยางทบทวนแซ่จ้าว
“ภัตตาคารหย่งเล่อก็เป็นของคนสกุลจ้าว” หยางหนิงจินรีบบอก
“หรือว่าจ้าวกูเหนียงจะเป็นหลานสาวของตาเฒ่าจ้าวเฉิง”
“ท่านปู่รู้จักด้วยหรือขอรับ”
“ข้ายังไม่มั่นใจ คงต้องหาเวลาไปเยี่ยมเยียนจ้าวกูเหนียงถึงซานเป่ยแล้วล่ะ”
“ข้าขอไปกับท่านปู่ด้วยนะขอรับ”
“เจ้าต้องอยู่ที่สำนักศึกษา อย่าเพ่นพ่านให้มันมากนัก พ่อเจ้าหนักใจกับเจ้าจะตายอยู่แล้ว” ต่อว่าหลานชายที่ทำตัวเหลวใหล
“ท่านก็ไปวันหยุดสิขอรับ ข้าจะได้ไปด้วย”
หมอหยางแค่นเสียง นั่งตรวจสอบสมุนไพรต่อโดยมีหยางหนิงจินนั่งเป็นเพื่อนผู้ข้าง ๆ
----------------------------------------
จวนผู้บังคับบัญชาการ
“รายงานด่วน!” หน่วยสอดแนมตะโกนวิ่งเข้ามารายงานข่าวด่วน
“ข้าน้อยคารวะผู้บังคับบัญชาการ ขบวนข้าหลวงพิเศษจากฉางอันเดินทางมาถึงกำแพงเมืองแล้วขอรับ”
ฉีอ๋องโบกมือรับทราบ ทหารหน่วยสอดแนมรีบออกไปจากห้องเมื่อหมดหน้าที่
“ข้าจะไปค่ายทหารนอกเมือง”
ห่าวหรานรีบเข้าไปแต่งกายให้กับผู้เป็นนาย จากนั้นก็พากันมุ่งตรงไปพักอยู่ที่จวนในค่ายทหารนอกเมือง
หลิงหย่งคอตกเมื่อต้องรับหน้ากับข้าหลวงพิเศษแทนผู้เป็นนาย
ขบวนข้าหลวงพิเศษเคลื่อนผ่านกำแพงเข้ามาในเมือง ชาวบ้านต่างให้ความสนใจว่าเป็นขบวนของผู้ใด
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นขบวนของผู้ใด”
“ไม่รู้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อโรงน้ำชาตอบคำถามของลูกค้า
“แล้วพวกเจ้าล่ะรู้หรือไม่”
ทุกคนต่างส่ายหน้า
ขวบเคลื่อนมาหยุดอยู่หน้าจวนผู้บังคับบัญชาการ เว่ยเจิงที่ถูกแต่งตั้งเป็นข้าหลวงพิเศษลงจากรถม้า
หลิงหย่งเปิดประตูออกมาเจอเข้ากับขบวนข้าหลวงพิเศษพอดี
“เหตุใดหน้าจวนถึงได้มีคนมากมายเช่นนี้” แสร้งเบิกตากว้าง กล่าวถามด้วยความใคร่รู้
“โอ๊ะ! ใต้เท้าเว่ย” หลิงหย่งกุลีกุจอเข้ามาทำความเคารพ
“ท่านอ๋องอยู่หรือไม่”
“ท่านอ๋องอยู่ที่ค่ายทหารนอกเมืองขอรับ มิทราบว่าใต้เท้าเว่ยมาทำอันใดที่นี่ แล้วนี่ขบวนอะไรหรือขอรับ”
“ข้าถูกฝ่าบาทแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงพิเศษมาพบท่านอ๋อง”
เว่ยเจิงขมวดคิ้วเมื่อองครักษ์ข้างกายฉีอ๋องยังนิ่งไม่รีบไปตามเจ้านายกลับจวน
“เจ้ารีบไปตามท่านอ๋องกลับจวนเถิด”
“ไม่ได้ขอรับ ท่านอ๋องกับแม่ทัพทั้งหลายกำลังวางกลยุทธ์รับมือกับชนเผ่านอกด่านอยู่ขอรับ”
“ข้ามีพระราชโองการจากฝ่าบาทมาถ่ายทอดให้กับท่านอ๋อง”
หลิงหย่งคุกเข่ากับพื้น “ขอใต้เท้าโปรดให้อภัย ท่านอ๋องมีคำสั่งห้ามรบกวนเด็ดขาด ใต้เท้ารออีกสักสองสามวันได้หรือไม่ขอรับ”
“เจ้าจะให้ข้ารอย่อมได้ แต่ว่าในขบวนมีไท่จื่อตามมาด้วย”
“ไท่จื่อโปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย คำสั่งท่านผู้บังคับบัญชาการ ข้าน้อยมิอาจขัดขืน หากข้าน้อยขัดขืนหัวต้องหลุดออกจากบ่า ไท่จื่อก็รู้ว่าค่ายทหารห้ามคนนอกเข้า” หลิงหย่งโขกศีรษะกับพื้น
“เอาล่ะ เจ้าเลิกโขกศีรษะกับพื้นเถิด” เด็กชายอายุเพียงสิบสองปีก้าวลงจากรถม้ามาหยุดยืนหน้าจวนผู้บังคับบัญชาการแห่งเมืองโยวโจวเมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเหนือของต้าถัง
“ข้าสามารถรอเสด็จอาได้” หลี่เฉิงเฉียนมิได้เรื่องมาก เขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ รู้ดีว่ากฎของค่ายทหารเคร่งครัด การติดตามข้าหลวงพิเศษมาเยือนโยวโจวครั้งนี้ก็เพื่อเปิดหูเปิดตา
“เจ้าจะไม่เชิญพวกข้าเข้าไปพักในจวนหรืออย่างไร” เว่ยเจิงตำหนิหลิงหย่ง
“ข้าน้อยต้องขออภัยในความไม่สะดวก ข้าน้อยมิทราบว่าจะมีขบวนข้าหลวงมาเยือนโยวโจว เชิญทุกท่านที่จวนรับรองขอรับ” หลิงหย่งแสร้งไม่รู้ว่าเว่ยเจิงต้องการพักอยู่ที่จวนผู้บังคับบัญชาการ รีบวิ่งนำหน้าไปยังจวนรับรองที่อยู่อีกตรอก
ส่วนคนที่ข้าหลวงพิเศษต้องการพบยามนี้กำลังควบม้าขนาบกับขบวนพ่อค้าชาวหู
“พวกเจ้าบรรทุกอันใดในรถม้า” ฉีอ๋องถามหนึ่งในบรรดาพ่อค้าชาวหู
“บรรทุกสินค้าที่ซื้อมาจากพ่อค้าชาวเปอร์เซียขอรับ”
“ในขบวนพวกเจ้ามีอะไรแปลกใหม่ที่ชาวบ้านไม่รู้จักหรือไม่” พ่อค้ามองสำรวจบุรุษองอาจ จากการแต่งกายดูก็รู้ว่าเป็นทหารของต้าถัง
“หยุด!” ออกคำสั่งแก่กองคาราวาน ทั้งคนทั้งม้าต่างหยุดตามคำสั่งผู้เป็นหัวหน้า
“หากท่านสนใจสินค้าของพวกเรา มีโรงน้ำชาอยู่ด้านหน้า พวกเราจะจอดให้ท่านเลือกซื้อได้ขอรับ” หากเลือกได้ผู้ใดอยากจะมีปัญหากับทหารจึงยอมโอนอ่อนเปิดสินค้าให้เลือกซื้อ
ฉีอ๋องควบม้าตามขบวนพ่อค้าไปยังโรงน้ำชาที่ตั้งอยู่ข้างทางเพื่อเลือกซื้อสินค้าก่อนจะเดินทางไปพักอยู่ที่จวนในค่ายทหารนอกเมือง