เย่หยางโคจรปราณแท้เข้าไปในคันธนูจากนั้นคันธนูก็กลายเป็นสีแดงเพลิง ด้านหลังเย่หยางปรากฏรูปจันทร์เสี้ยวเล็กๆขึ้นอย่างเงียบๆ แม้จะมืดสลัวแต่ก็ดูเหมือนจริงมาก
หลี่เฉิงเฟิงมองจันทร์เสี้ยวด้านหลังของเย่หยางถึงแม้เขาจะแสดงท่าทีสงบมาก แต่ร่างกายก็สั่นสะท้าน พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง
ทันทีที่ปราณแท้ถูกดึงออกธนูเทพเงาจันทราก็กลับสู่สภาพสีสันสดใสเช่นดังเดิม เย่หยางหอบหายใจเล็กน้อยรู้สึกตื่นตระหนก เมื่อพบว่าแค่ไม่กี่ลมหายใจปราณแท้ของเขาก็หมดไปกว่าหนึ่งในสามแล้ว
เหตุผลที่เย่หยางรีบดึงปราณแท้ของตนเองกลับมาเพราะสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของธนูเทพเงาจันทราอย่างลึกซึ้งเขาเชื่อว่าลูกธนูที่ถูกยิงออกไปต้องเปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้างมหาศาลแน่นอน
“ดีมาก…เย่หยาง ข้าหลี่เฉิงเฟิงเลือกคนไม่ผิดจริงๆไม่คิดว่าเจ้าจะได้รับการยอมรับจากเย่ว์อิ่ง” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ยอมรับ?” เย่หยางสับสน
“ธนูนี้เป็นอาวุธคู่ชะตาของเย่ว์อิ่ง” หลี่เฉิงเฟิงลูบคันธนูเทพเงาจันทราอย่างอ่อนโยน “เย่ว์อิ่งบอกข้าว่าหลังจากทุกคนในเผ่านางถือกำเนิด แต่ละคนจะได้รับธนูตามคุณสมบัติของตนพวกเขาต้องบำรุงมันด้วยจิตวิญญาณและอยู่กับมันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
“หลังจากสิ้นชีพ พวกเขาจะคืนธนูให้กับเผ่ากลายเป็นมรดกชิ้นหนึ่งให้คนในเผ่าสืบทอดกันต่อไปทั้งยังถือเป็นการถ่ายทอดชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งด้วย ดังนั้นคันธนูจึงถูกตั้งชื่อตามผู้ใช้”
“เมื่อสักครู่ขณะที่เจ้าใช้ธนูเทพเงาจันทราจันทร์เสี้ยวก็ปรากฏขึ้นด้านหลังเจ้า เราเรียกว่าพรเทพจันทรามันคือเอกลักษณ์ประจำเผ่าของเย่ว์อิ่ง ส่วนรายละเอียดลึกกว่านี้ข้าเองก็ไม่ทราบ”
“แม้ข้าจะใช้เย่ว์อิ่งได้ แต่ก็ไม่ได้รับพรจากเทพจันทราดูเหมือนว่าวิญญาณของเย่ว์อิ่งที่อยู่บนสวรรค์จะยอมรับเจ้าเป็นผู้สืบทอดของนางในที่สุดข้าก็ทำตามสัญญาได้สำเร็จ” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวอย่างผ่อนคลาย
เย่หยางตกใจ พร้อมถามขึ้นด้วยความกังวลเล็กน้อย "ลุงหลี่ท่านจะไม่ฆ่าตัวตายใช่หรือไม่"
“ฮ่าๆ ถ้าเป็นสิบกว่าปีก่อนก็อาจจะใช่แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วเดิมทีเย่ว์อิ่งต้องการให้ข้าตามหาผู้สืบทอดและนำธนูเทพเงาจันทรากลับไปเพราะกลัวว่าข้าจะตายตามนางไปแต่ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของนางคือการกลับไปหาครอบครัว ปกป้องผู้คนของนาง ข้าจึงสืบทอดความปรารถนานั้นช่วยนางทำภารกิจที่ยังทำไม่สำเร็จ” ใบหน้าของหลี่เฉิงเฟิงไม่มีความโศกเศร้าเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไปราวกับว่าเขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“ขอแสดงความยินดีกับลุงหลี่ยามนี้พันธนาการในหัวใจของท่านถูกทำลายแล้วการบรรลุกลายเป็นราชันยุทธ์อยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น” เย่หยางกล่าวอย่างมีความสุขเขารู้ว่าหลี่เฉิงเฟิงได้สลัดห่วงพันธนาการออกไปจนหมดสิ้นแล้วอีกฝ่ายติดอยู่ในระดับราชายุทธ์มานานนับสิบปีหลังจากนี้ฝีมือของเขาต้องพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน
“ฮ่าๆ ขอบใจเจ้ามาก แต่ยามนี้พักเรื่องข้าเอาไว้ก่อนให้ข้าสอนเจ้าใช้เย่ว์อิ่งต่อเถอะ” หลี่เฉิงเฟิงเอ่ย
ธนูเทพเงาจันทราสามารถใช้งานผ่านห้าธาตุได้เพียงเท่านั้นไม่สามารถใช้ด้วยกำลังดุดันเพียงอย่างเดียว นี่คือสิ่งที่เย่หยางรู้สึกงุนงง
วิธีเดินลมปราณที่หลี่เฉิงเฟิงสอนเย่หยางในตอนนี้คือวิธีเปิดใช้งานคุณลักษณะธาตุไฟเนื่องจากปราณแท้ของเย่หยางไม่มีคุณลักษณะธาตุพิเศษ เขาจึงมีครบทั้งห้าธาตุเพียงแต่บางเบามาก
นี่เป็นสิ่งเดียวที่หลี่เฉิงเฟิงเสียใจความเร็วในการฝึกฝนธาตุทั้งห้าของเย่หยางช้ากว่าคนอื่นๆ มากระดับความสมบูรณ์ของปราณแท้ก็น้อยกว่าเช่นกัน
แม้เย่หยางจะสามารถใช้ทักษะธาตุไฟได้ในอนาคตแต่เมื่อเทียบกับนักรบที่มีคุณลักษณะปราณแท้ธาตุไฟไม่ใช่แค่พลังโจมตีด้อยกว่าเท่านั้น แต่ยังมีความแตกต่างในแง่ของคุณภาพอีกด้วย
ทว่าการไม่มีคุณลักษณะพิเศษก็ถือเป็นข้อดีเช่นกันนั่นหมายความว่าเขาสามารถฝึกฝนวิชาใดก็ได้แต่มันจะอยู่ในระดับปานกลางเพียงเท่านั้น
เย่หยางโคจรลมปราณธาตุไฟอีกครั้ง คราวนี้เขานาบลูกศรไว้บนคันธนูด้วยหลังดึงสายก็รู้สึกว่ามันยากมาก จนเขาต้องใช้แรงถึงแปดสิบส่วนในการดึงระหว่างนั้นก็รู้สึกหวาดกลัวในใจ
‘ฟิ้ว!’
ศรถูกยิงออกไปราวกับสายอัสนีฟาดผ่าเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจ้างแทบจะในทันทีที่ปลายศรสัมผัสกับต้นไม้ใหญ่
‘ตูมๆๆ !’
ขณะที่เย่หยางกำลังตกตะลึงลูกศรก็ทะลุผ่านต้นไม้ใหญ่สามต้นติดต่อกัน ทั้งยังเจาะทะลวงเข้าไปในก้อนศิลาเหลือเพียงหางยาวสามชุ่นที่สั่นไหวอยู่เท่านั้น
บนต้นไม้ใหญ่ที่ถูกยิงทะลุปรากฏหลุมซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าครึ่งฉื่อกำลังลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิง
‘ทรงพลังมาก’เย่หยางรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งพลังโจมตีมหาศาลเช่นนี้ต่อให้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ก็ไม่อาจต้านทานได้
หลี่เฉิงเฟิงมองมันโดยไม่กล่าวอันใดแม้จะพยายามปกปิดไว้ทว่าเย่หยางก็สังเกตเห็นความตื่นตระหนกและลำบากใจในแววตาของเขา
ต่อมาหลี่เฉิงเฟิงก็สอนวิธีเดินลมปราณธาตุน้ำกับธาตุโลหะให้เย่หยาง
เย่หยางมีระดับความเข้าใจสูงมาก เขาจึงเชี่ยวชาญทักษะดังกล่าวอย่างรวดเร็วทว่าเย่หยางก็ไม่ได้ลองยิงใหม่อีกครั้ง เนื่องจากพลังปราณแท้หมดเกลี้ยงแล้ว เขายิงต่อไปไม่ไหวจริงๆ
เย่หยางถูกสั่งให้ท่องเส้นทางการโคจรปราณแท้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อเห็นว่าไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ หลี่เฉิงเฟิงจึงพาเขากลับไปยังกระโจม
ระหว่างทางหลี่เฉิงเฟิงบอกอะไรบางอย่างกับเขาซึ่งทำให้เย่หยางรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
หลี่เฉิงเฟิงกล่าวว่าแม้เย่หยางจะไม่มีคุณลักษณะธาตุพิเศษ แต่ปราณแท้ที่ถูกปลดปล่อยออกไปทรงพลังมากเสียจนเขาเองก็ยังประหลาดใจ
เมื่อพิจารณาจากปราณแท้ที่ถูกปลดปล่อยออกไปมันเหนือกว่านักรบที่มีสัมพันธ์เชื่อมโยงธรรมชาติระดับเจ็ดอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นเย่หยางยังมีพรสวรรค์ในด้านการยิงธนูไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ได้รับพรจากเทพจันทรา
หากผู้อื่นมีความสามารถที่ดีเช่นนี้หลี่เฉิงเฟิงคงจะยินดีกับพวกเขาอย่างแน่นอนแต่เวลานี้เขากลับรู้สึกขัดแย้งในใจเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเย่หยางไม่ได้เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้นแต่เขาคือผู้ที่มีพรสวรรค์ในการฝึกวิญญาณกลายเป็นผู้ฝึกวิญญาณที่พบได้น้อยกว่าหนึ่งในหมื่น
ไม่กี่ปีก่อน ผู้ฝึกวิญญาณคนหนึ่งต้องออกจากตระกูลมู่ไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรแต่กลับถูกวังหยกบุปผาชิงตัวไป ทำให้สำนักนิกายโดยรอบรู้สึกริษยาหากไม่ใช่เพราะหวั่นเกรงในอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของวังหยกบุปผาพวกเขาคงชิงตัวนางกลับไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าผู้ฝึกวิญญาณนั้นทรงคุณค่ามากเพียงใด
โดยปกติแล้วผู้ที่มีคุณสมบัติในการฝึกฝนพลังวิญญาณมักจะละทิ้งเส้นทางการฝึกยุทธ์อย่างไม่ลังเลเนื่องจากผู้ฝึกวิญญาณได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นนักจารึกปรมาจารย์ค่ายกล ปรมาจารย์โอสถ ล้วนเป็นอาชีพที่พัฒนามาจากผู้ฝึกวิญญาณแทบทั้งสิ้นอาจกล่าวได้ว่าพวกเขาคือทรัพยากรที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้
นักจารึกทั้งห้าของอาณาจักรเทียนอู่ไม่ว่าจะไปแห่งหนใดล้วนได้รับความเคารพบูชาประดุจบรรพชนนั่นเป็นเพราะพวกเขาทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้หลี่เฉิงเฟิงจึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเขาหวังว่าเย่หยางจะมีสมาธิกับการฝึกยุทธ์ ด้วยพรสวรรค์ของเย่หยาง เขาต้องเติบโตและส่องสว่างโชติช่วงเฉกเช่นดั่งดาวหางอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังอยากให้เย่หยางละทิ้งเส้นทางของนักวิญญาณที่ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนใฝ่ฝันถึงเพียงแต่มันอาจจะดูเกินไปเสียหน่อย แค่ได้เห็นสีหน้าของเจ้าสำนักชุดขาวในวันนี้ก็บอกได้เลยว่าเขาตั้งใจบ่มเพาะนักวิญญาณเพื่อนำเกียรติมาสู่สำนักเนื่องจากในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาสำนักเทียนอู่ไม่มีนักวิญญาณเลยแม้แต่คนเดียว
และหากฝืนฝึกทั้งสองเส้นทางก็มีแต่จะพังเพราะการดำรงอยู่ของปราณแท้กับพลังวิญญาณในจุดตันเถียนไม่ต่างจากศัตรูซึ่งกันและกันหากฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่ง อีกฝ่ายก็จะอ่อนแอ
เมื่อฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่งมากพออีกฝ่ายก็จะหายไปอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่ามีบางคนคิดว่าถ้าสามารถสร้างสมดุลระหว่างพลังทั้งสองเป็นไปได้หรือไม่ที่จะฝึกวรยุทธ์กับพลังวิญญาณในเวลาเดียวกัน?
แต่ความเป็นจริงนั้นโหดร้ายเสมอทุกคนพยายามลองดูแล้วแต่ก็ล้มเหลว เพราะพวกเขาไม่สามารถรักษาสมดุลได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะเวลาที่ยกระดับ ไม่มีทางที่พวกเขาจะแบ่งสมาธิควบคุมพลังทั้งสองได้
สำหรับผู้ที่โชคดีอาจจะสูญเสียปราณแท้แล้วกลายเป็นผู้ฝึกวิญญาณส่วนคนที่โชคร้ายจะสูญเสียพลังวิญญาณแล้วกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดังเดิมจากสูงสุดคืนสู่สามัญ อยากจะร่ำไห้แต่ก็ไร้น้ำตา
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่การฝึกฝนพลังวิญญาณกับพลังยุทธ์แบบคู่ขนานได้รับการยกย่องว่าเป็นเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับของผู้ฝึกยุทธ์จึงแนะนำให้ทุกคนควรอยู่ห่างๆ ไว้
หลังได้ยินเรื่องนี้เย่หยางก็ไม่ได้รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อยเนื่องจากภายในจุดตันเถียนของเขาปราณแท้กับเมล็ดวิญญาณแท้นั้นแยกจากกันอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่เขามีเมล็ดวิญญาณแท้ เย่หยางยังไม่พบวิธีใช้พลังวิญญาณเลยดังนั้นจึงไม่สามารถฝึกฝนมันได้ชั่วคราว
ทว่าปัจจุบันเขาเป็นนักรบขั้นห้านภาแล้วพายุในจุดตันเถียนก็ขยายตัวขึ้นมากแต่เมล็ดวิญญาณแท้กลับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อยทำให้เย่หยางมั่นใจว่าเขาสามารถฝึกฝนอะไรก็ได้ที่ตนเองชอบ
หลี่เฉิงเฟิงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้สุดท้ายก็ปล่อยให้เย่หยางเป็นคนตัดสินใจเลือกเอง
เย่หยางพยักหน้าไม่ได้กล่าวอันใดอีกตันเถียนของเขาแตกต่างจากผู้อื่น หลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถอธิบายได้เขาเลยไม่ได้อธิบายให้หลี่เฉิงเฟิงฟัง
สองวันต่อมา ดวงตะวันขึ้นทางทิศตะวันออกสาดแสงอบอุ่นสู่พื้นโลก ยามนี้ทุกคนมารวมตัวกันที่ประตูสำนักเทียนอู่อีกครั้ง
ผู้ตรวจสอบปรากฏตัวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังเสียงทุ้มต่ำดังก้องเข้าไปในหูของคนหนุ่มสาวทุกคน "วันนี้เป็นการทดสอบรอบสุดท้ายของสำนักเทียนอู่หากพวกเจ้าผ่านการทดสอบนี้ได้จะถือเป็นศิษย์ของสำนักเทียนอู่อย่างแท้จริง"
เดิมทีมีการทดสอบประเมินความแข็งแกร่งด้วยแต่ถูกยกเลิกไป เนื่องจากผู้เข้าร่วมการทดสอบเหลือเพียงสามร้อยคนซึ่งน้อยกว่าครั้งก่อนมาก สาเหตุหลักมาจากกลุ่มคนที่ถูกเย่หยางบดขยี้ไปมีหลายคนในนั้นเป็นหัวกะทิ
เขาเหลือบมองเย่หยางแล้วกล่าวต่ออย่างไม่สนใจ "การทดสอบในรอบนี้แตกต่างจากครั้งก่อนไร้ซึ่งอันตรายใดๆ เป็นการทดสอบศักยภาพของบุคคล จำไว้ว่าต้องทำให้เต็มที่เพราะคะแนนการทดสอบจะมีผลกับการอยู่ในสำนักเทียนอู่ในอนาคตดังนั้นจึงมีความสำคัญมาก”
หลังกล่าวจบผู้ตรวจสอบก็สะบัดมือจากนั้นประตูด้านหลังยาวกว่าสิบจ้างก็ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นบันไดยาวที่สร้างจากศิลาขนาดใหญ่
บันไดกว้างห้าจ้าง สามารถรองรับคนหลายสิบคนได้ในเวลาเดียวกันความสูงแต่ละขั้นอยู่ที่หนึ่งฉื่อ ยาวหนึ่งจ้างพอดีทำให้ผู้คนรู้สึกว่าก้าวเหยียบได้อย่างง่ายดาย
"สิ่งที่พวกเจ้าเห็นอยู่ตรงหน้าคือการทดสอบรอบสุดท้ายบันไดสวรรค์เก้าอเวจี จงฟังให้ดี การทดสอบครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับว่าใครขึ้นได้เร็วกว่ากันมันขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถปีนบันไดได้สูงที่สุดบันไดสวรรค์เก้าอเวจีมีทั้งหมดเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้นผู้ใดที่ไม่สามารถปีนขึ้นไปถึงขั้นที่สามร้อยได้ภายในสามวันจะถูกคัดออก”
“การทดสอบเริ่มได้” ผู้ทดสอบตะโกนอย่างเย็นชา
ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งหมดกรูกันขึ้นไปบนบันไดในที่สุดบททดสอบสุดท้ายของสำนักเทียนอู่ก็เริ่มขึ้นแล้ว