ห้าวันแห่งการเดินทางผ่านไปอย่างรวดเร็ววันสุดท้ายของการเดินทางก็มาถึง ทุกอย่างเป็ไปตามแผน ใช้เวลาน้อยกว่าที่คาดไว้ฟางจื้อซ่านใช้เวลา่สุดท้ายหารือกับซ่งอี้หยวนอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
“คุณชายอีกเพียงหกชั่วยามก็จะถึงจี้เฉิงแล้วขอรับ”
“อี้หยวนเ้าเล่าเื่เรือนตระกูลฟางให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“คุณชายอย่าเรียกว่าเรือนเลยขอรับคนจี้เฉิงต่างเรียกเรือนตระกูลฟางว่า ‘คฤหาสน์ตระกูลฟาง’ ทั้งนั้น”
“คฤหาสน์เลยหรือ!” ฟางจื้อซ่านเบิกตาโต รู้สึกเกร็งอย่างบอกไม่ถูก
“ขอรับก็คฤหาสน์ตระกูลฟาง ใหญ่โตกว่าจวนขุนนางเสียอีกขอรับ”
เท่าที่เขาเคยอ่านเจอมาผู้คนในยุคจ้านกั๋วให้ความสำคัญกับตระกูลขุนนางไม่ค่อยให้เกียรติตระกูลพ่อค้าเช่นคนในปัจจุบันพวกเขาเชื่อในลัทธิขงจือและลัทธิเต๋า ที่ให้ความสำคัญต่อคุณธรรม จริยธรรม ธรรมชาติความสงบ และอิสรภาพ ตระกูลพ่อค้ามักถูกมองด้วยสายตารังเกียจ ที่แสวงหาผลกำไรโดยไม่สร้างคุณธรรมใดๆแก่สังคม ฟางจื้อซ่านจึงถามขึ้นด้วยความกังวล
“ตระกูลฟางสร้างคฤหาสน์ใหญ่โต…ไม่เป็ที่เขม่นของผู้คนในเมืองหลวงหรือ”
“ใช่ขอรับตระกูลพ่อค้าโดยทั่วไปไม่เป็ที่ยอมรับ แต่ไม่ใช่ตระกูลฟางขอรับ”
“ทำไมหรือ”
“ตระกูลฟางช่วยเหลือทั้งทรัพย์สินเงินทอง ข้าวปลาอาหารแก่กองทัพแคว้นเยี่ยนั้แ่สมัยนายท่านผู้เฒ่าฟางจนถึงปัจจุบันขอรับ ผู้คนจึงให้ความเคารพมากขอรับ”
ฟางจื้อซ่านพยักหน้าเข้าใจแล้วเอ่ยถามอีกว่า “อี้หยวนแล้วแล้ว ข้า… ข้าเป็คนอย่างไร”
จู่ๆฟางจื้อซ่านก็ถามออกไปโพล่งๆ
“คุณ… คุณชาย เป็ เป็ คนดีขอรับ” ซ่งอี้หยวนตอบไปอย่างงงๆ ในคำถาม
“เฮ้ย!ไม่ใช่ ข้าหมายถึงลักษณะ ท่าทางอุปนิสัยใจคอ เช่น มีมาดเคร่งขรึม พูดมาก ตลกขี้เล่น อะไรทำนองนี้”
“อ๋อคุณชาย คุณชายเป็คนสุภาพค่อนข้างเคร่งขรึม พะ พูดน้อย อ่อนโยน เป็กันเองกับบ่าวไพร่ มะไม่พูดมากตลกขี้เล่น ขอรับ ใช่ๆ แหะๆ” ซ่งอี้หยวนเกาหัวขณะพยายามนึกบุคคลิกของเ้านาย
ฟางจื้อซ่านนึกทบทวนการกระทำที่ผ่านมาของเขาว่าตรงกับของบุคคลิกของคุณชายฟางหรือไม่ คิดว่าพอใช้ได้ ไม่ได้แย่จนเกินไปปกติเขาเป็คนอารมณ์ดีเข้ากับคนได้ง่ายตลกโปกฮาเขาเป็นักแสดงอาชีพจะให้เล่นบทอะไรก็ย่อมได้ทั้งนั้น
‘โอเค ต้องปรับบุคคลิกให้เข้มอีกนิดหนึ่ง!’
เขากางนิ้วโป้งและนิ้วชี้ขึ้นมาแนบคางแล้วนึกถึงการวางตัวของเขา ในร่างของคุณชายฟาง ประโยคนี้ก็ผุดขึ้น
‘แท่น แทน แท๊น แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ทูยู!’
‘เฮ้ย! พูดออกมาได้ไงว่ะ!’
เขาเอามือลูบหน้าสะบัดหัวตั้งสติแล้วรีบเดินไปขึ้นรถม้า
ต้นยามโหย่ว(17.00 – 19.00 น.) รถม้าจอดหน้าคฤหาสน์ตระกูลฟางฟางจื้อซ่านประคองเจียงหลิงเยว่ลงจากรถม้าอย่างอ่อนโยนซ่งอี้หยวนและชิงสือยืนรออยู่หน้าประตูแล้ว คนอื่นๆทยอยไปเข้าประตูถัดไปของคลังสินค้า
คฤหาสน์ตระกูลฟางใหญ่โตสมคำบอกเล่าของซ่งอี้หยวน เป็เรือนแบบ “สี่เรือนล้อมลาน”แต่มีขนาดใหญ่กว่าปกติหลายเท่าบันไดหินทอดยาวขึ้นสู่ประตูหลักบานใหญ่สองบานสูงราวสามเมตรทำจากไม้เนื้อแข็งสีแดงเข้มประดับหมุดทองแดงขนาดใหญ่เรียงเป็แถวอย่างสง่างามเหนือบานประตูแขวนป้ายไม้แกะสลักคำว่า ‘คฤหาสน์ตระกูลฟาง’ ตัวอักษรจารด้วยพู่กันโบราณลึกและหนักแน่นสองข้างประตูมีสิงโตหินแกะสลักตั้งตระหง่าน เฝ้าประตูราวกับคอยปกป้องคนในคฤหาสน์อาคารแรกติดกับประตูเป็เรือนรับรองใหญ่อยู่ฝั่งขวาและห้องเฝ้าประตูขนาดย่อมอยู่ฝั่งซ้าย
เจียงหลิงเยว่กระชับมือที่กุมเขาไว้แน่นขึ้นจนชื้นเหงื่อนางก้มหน้ามองเพียงปลายเท้าของตนเอง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาสิงโตหินหน้าประตู
เมื่อเดินผ่านลานแรกและทางเดินของเรือนรับรองจะพบรั้วและประตูชั้นที่สองตั้งเยื้องกับประตูหลัก ประตูทำจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มมีลวดลายแกะสลักเรียบ เป็ด่านที่แบ่งระหว่างพื้นที่รับรองกับเขตในของคฤหาสน์ พวกเขาก้าวผ่านประตูชั้นที่สองเบื้องหน้าคือสวนงามที่จัดไว้อย่างประณีตต้นไม้ใหญ่น้อยเรียงรายอย่างเป็ระเบียบงดงาม ลานกว้างตกแต่งด้วยูเาจำลองบ่อน้ำใส และสะพานโค้งไม้ทาสีแดงสด ทุกองค์ประกอบสื่อถึงความสงบ ความมั่นคงและความใส่ใจในรายละเอียด เสียงน้ำไหลเบาๆ จากบ่อกลางสวนกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ทำให้ฟางจื้อซ่านหยุดยืนเนิ่นนาน ราวกับเขากำลังเข้าสู่โลกอีกใบ
ฟางจื้อซ่านสะดุดเข้ากับ กระถางสัมฤทธิ์สามขาขนาดใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่สองฟากฝั่ง วางประดับไว้เพื่อเสริมบารมีตามหลักความเชื่อของตระกูลใหญ่แนวเรือนฝั่งตะวันออกแบ่งออกเป็สามเรือนย่อยแต่ละเรือนมีทางเดินเชื่อมถึงกันอย่างเป็ระเบียบ ฝั่งตะวันตกแบ่งเป็สี่เรือนย่อยเรือนหลักตั้งอยู่ทางทิศเหนือ เป็อาคารสองชั้นขนาดใหญ่ ชั้นล่างเป็โถงกว้างชั้นบนเป็แบ่งเป็สามห้องมีระเบียงกว้าง มีเรือนห้อยสองเรือนขนาบซ้ายขาวด้านหลังเรือนหลักมีลานกว้างและเรือนหลังซ้อนอยู่ทุกส่วนเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินและประตูรั้วเป็สัดส่วน
ด้านข้างของคฤหาสน์มีรั้วไม้เนื้อแข็งกั้นแยกพื้นที่อย่างชัดเจนภายในรั้วคือเขตคลังสินค้า โรงเกวียน โรงรถม้า คอกม้า คอกลา และคอกวัวรวมถึงที่พักของผู้คุ้มภัยและลูกหาบ ซึ่งตั้งเรียงรายอย่างเป็ระเบียบทางเดินหินเชื่อมแต่ละโรงเรือนเข้าด้วยกัน ถัดจากรั้วออกไปเป็พื้นที่เพาะปลูกของตระกูล มีแปลงผักผลไม้เรียงรายตามฤดูกาลและนาข้าวที่ทอดตัวไปจนสุดสายตา ทุกส่วนถูกจัดวางอย่างพิถีพิถันสะท้อนถึงความมั่งคั่ง และความใส่ใจในรายละเอียดของตระกูลฟาง
ทั้งเขาและเจียงหลิงเยว่ต่างรู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมากเขาจับมือนางไว้แน่นใช้มืออีกข้างตบลงที่หลังมือนางเบาๆ เพื่อเป็การปลอบโยนเขาเข้าใจว่านางน่าจะตื่นเต้นกว่าเขาอยู่มากสักครู่มีพ่อบ้านอายุราวห้าสิบปีมีหน้าตายิ้มแย้มเข้ามาทักทาย
“พ่อบ้านอู๋ขอรับ” อี้หยวนรีบกระซิบข้างหูเขา
“อ่าคุณชาย คุณชายกลับมาแล้ว อี้หยวนเ้าทำไมไม่ส่งคนมาแจ้งล่วงหน้าเหมือนเคย”
พ่อบ้านอู๋มองเจียงหลิงเยว่ปราดหนึ่งมีสีหน้าสงสัย แต่หันไปหาซ่งอี้หยวน หน้าเขียวใส่เขาไม่รอฟังคำตอบหันกลับมาพูดกับฟางจื้อซ่านย่างอ่อนโยน
“เชิญเชิญขอรับ คุณชายกลับมาเหนื่อยๆ พักผ่อนก่อน ข้าน้อยจะไปเรียนนายหญิง”
พ่อบ้านอู๋กำลังจะเดินนำไปเขาคิดว่าไม่ถูกต้องจึงหันกลับมาอย่างรวดเร็ว
“นายท่านนายท่านไม่มาด้วยหรือขอรับ”
เขาชะเง้อมองหาฟางจื้อซ่านยกมือขึ้นปราม
“พ่อบ้านอู๋อย่าเพิ่งถามอันใดตอนนี้ และยังไม่ต้องเรียนท่านแม่ว่าข้ากลับมาถึงแล้ว” ฟางจื้อซ่านหยุดครู่หนึ่งจงใจมองลงมาที่เจียงหลิงเยว่
“แล้วเื่นี้ก็ไม่ต้องเรียนท่านแม่ด้วย เข้า ใจ หรือ ไม่”เขาจงใจขู่ด้วยใบหน้าเคร่งขรึมแล้วจูงมือเจียงหลิงเยว่ก้าวเดินไปสองสามก้าว แล้วพูดโดยไม่หันกลับ
“อีกครึ่งชั่วยามพ่อบ้านอู๋เรียนท่านแม่ ว่าข้าจะเข้าพบ”
เขาจูงมือเจียงหลิงเยว่ก้าวเดินต่อไปซ่งอี้หยวนเดินตามหลังไปติดๆ พ่อบ้านอู๋งุนงงรีบดึงแขนชิงสือไว้
“ชิงสือชิงสือ นายท่าน” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ
“ห้ามถามข้าไม่รู้อันใดทั้งสิ้น” ชิงสือแกะมือพ่อบ้านอู๋ออกแล้วเดินไปเข้าประตูคลังสินค้า พ่อบ้านอู๋ร้องตามหลัง
“เฮ่ย! เ้าพวกนี้ใช้การอะไรไม่ได้สักคน”