อุ่นจังเลย...
ความรู้สึกที่ไม่เคยได้รับั้แ่เข้ามาอยู่ยังโลกแปลกประหลาดแห่งนี้แล่นไปทั่วทั้งร่าง ขับไล่ความหนาวเย็นซึ่งกัดกินไปทั่วทั้งร่าง หลังจากผ่านการจองจำอยู่ภายในคุกน้ำแห่งนั้นมาแสนเนิ่นนาน บางครั้งก็หลงคิดไปว่ามันนานเป็ปี
“เ้าตื่นแล้วหรือ?” ใบหน้าคุ้นเคยปรากฏขึ้นอยู่เบื้องหน้า ครั้งหนึ่งดวงหน้านี้เคยช่วยชีวิตของฉันให้รอดจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้ ครั้งนี้ก็เป็เธอ...ที่ช่วยฉุดชีวิตน้อยๆ ของฉันขึ้นมาจากขุมนรกอันมืดมิด “ข้ารู้สึกโล่งอกที่เ้าฟื้นตัวเร็วกว่าหลายวันที่ผ่านมา อย่างน้อยๆ วิชาแพทย์ที่ข้ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ก็ไม่สูญเปล่า”
มือคู่น้อยๆ ของเธอถือชามเคลือบสีเดิม วางลงยังโต๊ะข้างหัวเตียง
“เ้าต้องพยายามกลั้นใจกินยาชามนี้ให้หมด...”
“ก่อนที่มันจะเย็น” ฉันพูดต่อท้ายประโยคของเธอ เพราะครั้งนั้น เธอก็พูดวนอยู่แค่กลัวว่ายาจะหายร้อนอยู่ประโยคเดียว
“วันนี้ข้าไม่มีเวลามากพอที่จะเฝ้าเ้ากินยา”
นอกจากเป็หมอ ผู้หญิงคนนี้ยังมีงานอื่นอีกหรอ แต่...มันก็ไม่แปลกนะ ผู้หญิงแบบนี้ดูก็รู้ทันทีว่าเก่งรอบด้าน แค่สามารถรักษาอาการครึ่งเป็ ครึ่งตาย ให้ดีขึ้นภายในเวลาสั้นๆ ได้ เธอคงมีดีอยู่ไม่น้อยแน่
“เธอไปทำธุระของเธอให้สบายใจเถอะ”
“เ้าต้องกินมันให้หมดนะ อย่างน้อยก็สงสารข้าที่ต้องมานั่งอดหลับอดนอนเคี่ยวยาชามนี้ให้เ้า”
“ฉันเองก็อยากหายไวๆ อยู่แล้ว นอนติดเตียงแบบนี้ติดกันหลายๆ วัน มันก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้น...ข้าขอตัวก่อนนะ”
สองเท้าเล็กๆ วิ่งพรวดออกจากห้องไปทันทีหลังจากสั่งเสียงานสำคัญเสร็จสิ้น
ว่าแต่...ฉันยังไม่ได้ถามชื่อของผู้หญิงคนนี้เลย คราวหน้าถ้าเจอกันอีกครั้ง ฉันจะต้องถามเธอว่าชื่ออะไร เจอกันมาตั้งสองครั้ง แถมยังเป็ผู้มีพระคุณซึ่งช่วยชีวิตฉันไว้อีก รอบหน้าต้องห้ามลืมเด็ดขาดเลย
จิ๊บ จิ๊บ... เสียงร้องเล็กๆ ดังลอยเข้ายังภายในห้อง ทำให้ห้องที่เคยเงียบสงบดูมีอะไรขึ้นมาหน่อย ก็ยังดีที่ไม่ได้มีแค่ร่างกายซึ่งนอนแล้วก็กิน กินแล้วก็นอนจนจะเป็ผักแบบนี้ ฉันเงี่ยหูเพื่อจับทิศทางของต้นเสียง
จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บจิ๊บ... คราวนี้เสียงนั่นร้องเร็วและถี่ขึ้น เสียงร้องนั้นดังมาจากบริเวณหน้าต่างที่ถูกปิดสนิทอยู่
ผ้าห่มผืนหนาถูกผลักไปกองยังปลายเตียง ฉันใช้มือทั้งสองข้างที่เริ่มพอมีแรงขึ้นมาบ้าง เป็เสาหลักค้ำร่างอันโงนเงนให้นั่งตรง สายตาทั้งสองข้างเบลอเล็กน้อย สืบเนื่องมาจากการนอนติดเตียงเป็ระยะเวลานานหลายวันจนร่างกายปรับสภาพตามการขยับปุบปับไม่ทัน ฉันต้องนั่งหลับตาทั้งสองข้างลง ผ่อนลมหายใจให้คงที่
เมื่อมั่นใจแล้วว่าตัวเองจะใช้เท้าทั้งสองข้างยันร่างกายให้ลุกขึ้นจากเตียงได้โดยที่ไม่เกิดเหตุการณ์ล้มคะมำลงไปจูบพื้นแข็งๆ ฉันถึงขยับตัวลุก แต่ก็ยังคงรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ามันอ่อนนุ่มจนไม่อาจใช้เท้าทั้งสองทรงตัวได้อย่างมั่นคงเท่าใดนัก ร่างของฉันเอนไปมาเล็กน้อย ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถยืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
ฉันต้องลองเดิน และเป้าหมายก็คือหน้าต่างบานนั้น เท้าข้างซ้ายก้าวออกไปเพียงสั้นๆ ต่อมาก็เป็หน้าที่ของเท้าข้างขวา ลองฝึกก้าวเพียงระยะสั้นสั้น คล้ายการเดินต่อขาแต่แตกต่างกันตรงที่เท้าทั้งสองจะไม่เรียงต่อกันเป็เส้นตรง
หลังจากฉันใช้ความพยายามที่มีทั้งหมดเดินจนมาถึงขอบหน้าต่าง มือทั้งของข้างก็รีบคว้าขอบหน้าต่างเป็ที่มั่นไว้ทันที หน้าต่างของที่นี่ไม่เหมือนที่ฉันเคยเห็นมาั้แ่เล็กจนโต ที่นี่หน้าต่างไม่มีรางเลื่อนอลูมีเนียม และบานหน้าต่างก็ไม่ใช่กระจกบานใส มันเป็เพียงไม้ทั้งแผ่นที่มีขนาดพอดีกับส่วนช่องว่างตรงนี้เท่านั้น ฉันมองสำรวจรอบๆ บริเวณนั้นอีกครั้งเพื่อหาวิธีการเปิดมันออก สายตาของฉันกลับไปสะดุดเข้ากับไม้ซึ่งมีลักษณะยาวเป็พิเศษ และมีด้านที่สามารถใช้ค้ำบานหน้าต่างให้สามารถเปิดออกได้
บานหน้าต่างถูกดันออกโดยมีไม้ในมือที่ใช้ได้ทั้งดันออกและค้ำบานหน้าต่างให้อ้าค้างไว้ สายลมเย็นพัดเข้ามาผ่านช่องหน้าต่างกระทบเข้ากับผิวหน้า แสงด้านนอกสว่างมาก สว่างจนราวกับว่ากำลังยืนอยู่ท่ามกลางดวงอาทิตย์นับสิบดวง มือทั้งสองข้างยกบังสายตาตามสัญชาตญาณ
ร่างกายโอนเอียงไปด้านข้างอย่างไม่ได้ตั้งใจอย่างรวดเร็ว
ไม่นะ! ฉัน ฉันกำลังจะล้มแล้ว
วินาทีที่คิดว่าตัวเองไม่สามารถหลีกเลี่ยงการล้มลงกระแทกกับพื้น สายลมหอบหนึ่งได้พัดเข้ามา ชายเสื้อทั้งสองข้างของฉันพัดกระพรือตามแรงของสายลมที่ปะทะเข้ามาอย่างกะทันหัน วินาทีที่คิดว่าความเจ็บจากการกระแทกคงมาเยือน มันกลับเงียบสนิท ไม่มีเสียงล้มหรือหัวฟาดพื้นตามจินตนาการ
ตรงกันข้ามฉันกลับรู้สึกแน่นบริเวณรอบเอว ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า เบื้องหน้าพลันปรากฏใบหน้าของชายผู้หนึ่ง ซึ่งฉันไม่คุ้นเคยมาก่อน ฉันใช้เวลามองสำรวจใบหน้าของชายแปลกหน้าอยู่นานพอสมควร เมื่อเริ่มรู้สึกตัวแขนกำยำของชายผู้นี้กำลังโอบรอบเอวของฉันอยู่ และตอนนี้ฉันก็ไม่ได้ใส่กางในสักตัวเดียว โล่งจนรู้สึกว่ามันเย็นสบายจนเกินไป
หลังจากเขาเห็นว่าฉันได้สติแล้ว เขาจึงคลายมือออกจากเอวของฉัน เมื่อปล่อยฉันให้เป็อิสระ ชายร่างสูงจึงเดินไปลากเก้าอี้ไม้ตรงมุมห้องมาอย่างใช้เย็น เขาค่อยๆ ประคองร่างฉันให้นั่งลงอย่างนุ่มนวล ด้วยความเขินอาย ฉันจึงยกมือขึ้นขยับคอเสื้อซึ่งในตอนนี้มันอ้ากว้างจนจะเห็นเนินหน้าอกให้แนบชิดยิ่งขึ้น
“แม่นางไม่ต้องกังวลไป ผู้น้อยไม่คิดจะเอาเปรียบท่านหรอก”
ขะ เขารู้! ทำไมฉันทำตัวน่าขายหน้าแบบนี้นะองศา
“ขอบคุณที่ช่วยฉันเมื่อครู่นะ และฉันก็ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นด้วย นายเข้าใจผิดแล้ว ฉันก็แค่หนาว”
“ผู้น้อยหมายถึงเื่ที่ผู้น้อยล่วงเกินแตะต้องเนื้อตัวแม่นางต่างหาก ไม่ทราบว่าแม่นางเข้าใจอะไรผิดหรือไม่”
อะ อ้าวคนเรา ฉันก็แอบคิดไปว่าเขาหมายถึง...เื่ที่ฉันทำเมื่อครู่เสียอีก
“ฉันก็หมายถึงเื่นั่นแหละ” เกือบหน้าแตกหมอไม่รับเย็บแล้วไหมล่ะ “แต่ก็ขอบคุณอีกครั้งที่เข้ามา...ช่วย” พูดถึงตรงนี้ ฉันก็ฉุกคิดได้ว่าเขาเข้ามาทางไหนถึงได้เข้าถึงตัวฉันเร็วขนาดนั้น
“เ้าคงจะสงสัยใช่หรือไม่ว่าผู้น้อยเข้ามาจากทางไหน”
เดี๋ยวนะ! หน้าตาของฉันมันฟ้องชัดเจนขนาดนั้นเลย หรือว่าเขาเดาใจคนเก่งกันแน่
“ฉัน...”
“เพื่อให้แม่นางสบายใจ ผู้น้อยจะเล่าให้ท่านฟัง พอดีผู้น้อยเดินตามเสียงของนกที่หลุดออกจากกรงเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา เดินจนมาถึงเรือนหลังสุดท้ายของหุบเขาแห่งนี้ กลับสังเกตเห็นว่าเ้านกน่าตายของผู้น้อยมันมาเกาะอยู่ตรงชายคาของเรือนหลังนี้เข้าพอดี ในตอนที่ผู้น้อยมองนกตัวนั้นอยู่ ผู้น้อยก็เห็นแม่นางกำลังจะหมดสติล้มลง จึงพุ่งกายเข้ามาช่วย เื่ก็มีอยู่เท่านี้”
“พุ่งเข้ามา?” คำถามประโยคนี้ลอยออกจากปากฉัน เขาชี้นิ้วไปที่หน้าต่างซึ่งอยู่ตรงหน้าของเราสองคน
มันทำให้ฉันสงสัยในคำพูดของเขา จนต้องชะโงกหน้าออกไปดู
ขุนพระ! สูงขนาดนี้เขาะโขึ้นมาได้ยังไงกัน แถมยังรวดเร็วแบบนั้น แค่ไม่กี่วินาทีเองนะ
“แม่นางคงไม่ใช่คนที่นี่ใช่หรือไม่” ฉันพยักหน้าน้อยๆ ถึงปากอยากจะถามเขาออกไปว่าเขาทำได้ไง แล้วใช้วิธีไหนก็ตามที “ข้าน้อยถึงไม่ค่อยคุ้นกับคำพูด และสำเนียงของแม่นางเลย”
แววตาของเขาดูราวกับว่าเปล่งประกาย เวลาที่เขามองมายังฉัน เขาเหมือนเด็กเล็กๆ เลย แต่ก็นะ...ฉันไม่ควรไว้ใจคนที่นี่
“นายควรไปได้แล้ว”
ฉันไม่มีความสามารถที่จะอดทนมองสายตาแบบนี้ของเขา และยิ่งประกอบกับเครื่องหน้าอันหล่อเหลาแบบพี่จินชิดซ้าย ดาราฮอลลีวูดชิดขวา หัวใจมันก็ยิ่งวาบหวิว ยิ่งดูก็ยิ่งละลายเหมือนน้ำแข็งกลางแสงแดด ฉันควรต้องไล่เขาไปให้พ้นๆ
ในจังหวะที่ฉันกำลังตบตีกับความรู้สึกของตัวเองอยู่นั้น เขาโค้งกายลงมาใบหน้าของเราสองคนห่างกันเพียงแค่เส้นผมกั้นเท่านั้น ลมหายใจอุ่นๆ ทำเอาฉันร้อนไปทั้งร่าง
“ยาบนโต๊ะนั่นเย็นแล้วรสชาติไม่ค่อยอร่อยนะ ทายานี่ลงบนแผลที่ข้อมือจะได้ไม่เป็รอยแผลเป็” ฉันได้แต่นั่งนิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเพราะกลัว กลัวเหลือเกินว่าหน้าของฉันจะไปััถูกใบหน้าของเขาที่เกือบจะเรียกได้ว่าแนบชิดกัน “แม่นางช่างน่าสนใจยิ่งนัก” พูดจบเขาก็หายวับไปกับตา ทิ้งไว้เพียงเสียงอันแสนนุ่มนวลชวนหลงใหลซึ่งดังก้องอยู่ภายในหัวของฉันเท่านั้น
โปรดติดตามตอนต่อไป