ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 143 ฐานที่มั่นแห่งที่สอง
จินกัดริมฝีปากเล็กน้อยยามที่มองดูค่าสถานะเหล่านั้น ทั้งมิติประดิษฐ์ที่ปิดตัวไม่แสดงสถานะออนไลน์ รวมถึงมิติประดิษฐ์ถึงสองแห่งที่ถูกทำลาย เขาพลันรู้สึกได้ถึงอันตรายที่ร้ายแรงบางอย่าง
นั่นทำให้เขาตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมลงลึกเข้าไปอีก ก็พบว่ามิติประดิษฐ์ที่ยังคงออนไลน์อยู่ทั้งสี่มีการเชื่อมต่อถึงกัน สร้างเป็นเครือข่ายที่มีการสื่อสารกันเป็นบางครั้ง น่าเสียดายที่จินไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการสนทนาเหล่านั้นได้ รู้เพียงที่อยู่คร่าวๆ ของแต่ละคนเท่านั้น
[มิติประดิษฐ์ลำดับที่ 1 : สถานะ ออนไลน์
-พิกัด : มิติสไปรอน
มิติประดิษฐ์ลำดับที่ 2 : สถานะ ออนไลน์
-พิกัด : มิติฮาโบรากริฟ
มิติประดิษฐ์ลำดับที่ 4 : สถานะ ออนไลน์
-พิกัด : มิติสไปรอน
มิติประดิษฐ์ลำดับที่ 10 : สถานะ ออนไลน์
-พิกัด : โลกมนุษย์ ]
'ต่างมิติ? ผู้ใช้มิติประดิษฐ์ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่บนโลกมนุษย์?' จินมองเห็นข้อมูลพิกัดบนหน้าจอก็รู้สึกหัวใจกระตุกวูบ ความหวังในการตามหาภรรยาผู้หายสาบสูญเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
'แล้วการที่ทั้งสี่คนสามารถรอดตัวมาได้จนถึงตอนนี้ก็เพราะการติดต่อสื่อสารและสร้างเครือข่ายพันธมิตรกันงั้นหรือ?' จินครุ่นคิดในใจหลังจากเห็นข้อมูลทั้งหมด ซึ่งจริงๆ เขาก็ไม่แน่ใจว่าผู้ครอบครองมิติประดิษฐ์คนอื่นๆ พบเจอเหตุร้ายอะไรกันแน่ บางทีมันอาจจะไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับมิติประดิษฐ์
จินยั้งใจเอาไว้ไม่ให้ใช้ระดับการเข้าถึงสูงสุดของตนติดต่อไปหาเจ้าของมิติคนอื่น เขายังเข้าใจเรื่องราวต่างๆ น้อยเกินไป หากมันไม่เป็นอย่างที่คิด การติดต่อกับกลุ่มคนที่ครอบครองมิติประดิษฐ์คนอื่นๆ อาจเป็นอันตรายแทนที่จะได้รับประโยชน์
ซึ่งแน่นอนว่าจินมีภาระที่ต้องรับมือมากมายอยู่แล้ว เขาจะไม่หาเหาใส่หัวเพิ่มเข้ามาอีก แต่หากวันไหนที่เขาแข็งแกร่งพอ หรืออยู่ในสถานการณ์ร้ายแรงจวนตัวจริงๆ การติดต่อไปขอความช่วยเหลือจากผู้ครอบครองมิติประดิษฐ์คนอื่นๆ อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าลองเสี่ยงดู
แม้จะยังติดใจสงสัยกับผู้ครอบครองมิติคนอื่นๆ อยู่บ้าง แต่จินก็ต้องเลิกสนใจไปก่อนในตอนนี้ เขาละสายตาจากหน้าจอแก้วเหนือแผงควบคุม มาอยู่กับหน้าต่างระบบบรรพบุรุษแทน
จินไล่รายการสิ่งของที่มีอยู่ เลื่อนลงไปจนถึงรายการด้านล่าง...[แร่คริมโซไนท์] จำนวนหนึ่งกิโลกรัม เป็นของเพียงอย่างเดียวที่มีหน่วยวัดเป็นน้ำหนัก
ร่างกึ่งวิญญาณดึงมันออกมาจากช่องเก็บของ แร่สีแดงสดขนาดเท่าศีรษะมนุษย์โผล่ขึ้นมาอยู่ในฝ่ามือของจิน ไม่น่าเชื่อว่าแร่สีแดงก้อนนี้จะเป็นหนึ่งในแร่ที่ให้พลังงานแก่มิติประดิษฐ์พอดิบพอดี ราวกับระบบจัดสรรมาเพื่อช่วยเหลือ
ร่างเงาขมุกขมัวค่อยๆ ยกแร่ทั้งก้อนเข้าไปแตะที่ลูกแก้วทรงกลม ก่อนที่ก้อนแร่สีแดงจะหลอมละลายไหลเข้าไปด้านในลูกแก้วทรงกลมเรื่อยๆ ไม่มีหยุด
ขณะที่จินป้อนพลังงานเข้าไป เกจวัดระดับพลังงานก็ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นทีละน้อยสวนทางกับก้อนแร่สีแดงสดที่ลดขนาดลง จนหลอมรวมเข้ากับลูกแก้วทรงกลมตรงกลางห้องควบคุมอย่างสมบูรณ์
เกจพลังงานวิ่งขึ้นจากห้าเปอร์เซ็นต์ สิบเปอร์เซ็นต์ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์... ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์
[ระดับพลังงาน : 55%]
จินเงยหน้าขึ้นมองหน้าจอกระจก ระดับพลังงานเพิ่มขึ้นทีเดียวถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์
ใช้แร่เพียงก้อนเดียว กลับเติมพลังงานได้มากกว่าความพยายามกว่าร้อยปีของเจ้าของคนเก่า
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แม้ร่างกึ่งวิญญาณจะไม่จำเป็นต้องกลืนน้ำลายก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นเต้นให้เขาอย่างมาก
เดิมทีเขาคิดว่าแร่ที่ระบบให้มาคงช่วยเติมพลังงานให้กับมิติแห่งนี้ได้อยู่บ้าง แต่ใครจะไปคิดว่ามันมากมายขนาดนี้ ในใจลึกๆ ของจินยังแอบสงสารเจ้าของคนเก่าไม่น้อย พยายามทำทุกวิถีทางแทบตาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ กลับเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวเมื่อเทียบกับการที่จินโยนก้อนแร่เข้าไปในตัวรับพลังงานอย่างไม่คิดอะไร
ตอนนี้จินมีความมั่นใจค่อนข้างมากในการใช้งานมิติประดิษฐ์ ในเมื่อเกจพลังงานสะสมมีมากถึงเพียงนี้ เขาก็กล้าใช้งานความสามารถทุกอย่างเต็มที่ โดยเริ่มต้นที่ความสามารถด้านการเคลื่อนที่......
ร่างขมุกขมัวแตะก้อนกลมตรงกลางก่อนจะใช้มันบังคับควบคุม เปิดใช้งานระบบเคลื่อนมิติ
แผนที่ฉบับคร่าวๆ โผล่ขึ้นบนหน้าจอตรงหน้า จินปรับทิศทาง ตั้งค่าความเร็ว แล้วจึงสั่งยกทั้งมิติเคลื่อนที่ไปยังทิศทางที่กำหนด
ครืน
ทุกสิ่งในมิติสั่นไหวทันที เหล่าอสูรควันต่างบินว่อนด้วยความตกใจ ก่อนที่การสั่นสะเทือนนั้นจะสงบลงในเวลาไม่นาน
ดูเหมือนว่าการสั่นสะเทือนดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงแรกเท่านั้น อาจเพราะจินตั้งค่าให้มันวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดตั้งแต่จุดเริ่มต้น ทำให้มิติต้องเร่งการทำงานในระยะเวลาอันสั้น
นั่นทำให้จินคิดกับตนเองว่าในคราวถัดไปเขาจะค่อยๆ ควบคุมมันอย่างเป็นระบบ และเพิ่มความเร็วระหว่างทางขึ้นไปทีละนิดแทน
จากแผนที่ ตอนนี้มิติประดิษฐ์กำลังแหวกว่ายอยู่ในพื้นที่ระหว่างมิติ แหวกชั้นบรรยากาศพุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูงปรี๊ด หากยังคงความเร็วระดับนี้ต่อไป คงจะถึงที่หมายได้ก่อนครึ่งชั่วโมง
ร่างเงาขมุกขมัวจ้องมองแผนที่บนหน้าจอที่ขยับอยู่ตลอดเวลา เขาพยายามจำแนกว่าตอนนี้ตนเองอยู่ส่วนไหนในเขต B
ทันใดนั้นเสียงที่เงียบไปสักพักใหญ่ก็ดังขึ้นมาในหัว
[ประมวลผลสำเร็จ ผู้ใช้ทำภารกิจต่อเนื่องได้สำเร็จ ได้รับ : เคล็ดหลอมจิตวิญญาณx1 และศิลาเยือกแข็งx1]
[เนื่องจากผู้ใช้ครอบครองมิติประดิษฐ์ลำดับที่ 8 ได้สมบูรณ์ สามารถตั้งพื้นที่มิติแห่งนี้เป็นฐานแห่งที่สอง]
จินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยตอนที่ได้ยินเสียงประกาศแรก ก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อได้ฟังข้อความลำดับถัดมา
ตั้งพื้นที่มิตินี้เป็นฐานแห่งที่สอง?! แม้จะยังไม่ได้ดูรายละเอียด แต่จินก็เชื่อมั่นว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม จินรีบตรวจดูรายละเอียดของข้อความด้านหลังก่อนทันที
การตั้งที่นี่เป็นฐานแห่งที่สอง เปรียบเสมือนมีฐานทัพอีกแห่งให้พักอาศัย มันทำหน้าที่คล้ายกับศาลบรรพชนภายในคฤหาสน์ของตระกูลเพียงแต่ใหญ่กว่า
และสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจไปมากกว่านั้น คือฐานที่มั่นแห่งที่สองของจินนี้สามารถเคลื่อนที่ไปที่ไหนมาไหนก็ได้ตราบเท่าที่มีพลังงานให้มันมากพอ
นี่เหมือนเป็นการสร้างฐานทัพเคลื่อนที่ พรั่งพร้อมไปด้วยทุกอย่าง ทำได้ทั้งเป็นที่เก็บของ เป็นแหล่งสะสมกำลังพลอสูรควัน และเป็นพาหนะเคลื่อนที่ไปได้ทุกแห่ง หากเขาเผลอตายตอนอยู่ในกายเทียมหรือกายวิสุทธิ์ เขาสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่าจะให้ระบบส่งเขาไปที่ไหนระหว่างเขตตระกูลหรือภายในมิติประดิษฐ์แห่งนี้
ดวงตาของจินวาวโรจน์ แลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากด้วยความตื่นเต้น
“ตั้งเลย ตั้งที่นี่เป็นฐานแห่งที่สองเลย!” ร่างขมุกขมัวหายใจถี่รัว รีบตั้งค่าให้ที่นี่เป็นฐานแห่งที่สองตามโอกาสที่เข้ามาหาถึงมือ
[ผู้ใช้ได้เพิ่มการตั้งค่า ต่อจากนี้มิติประดิษฐ์ลำดับที่ 8 จะเป็นฐานแห่งที่สองของผู้ใช้]
เสียงไร้อารมณ์ดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะเงียบไป จินตรวจสอบข้อมูลซ้ำหลายต่อหลายครั้งด้วยความดีใจ ก่อนจะกลับมาเปิดดูการแจ้งเตือนอีกหนึ่งข้อความที่เหลือ
ของรางวัลที่ได้จากการสำเร็จภารกิจ คือ [เคล็ดหลอมจิตวิญญาณ] หนึ่งเล่ม และ[ศิลาเยือกแข็ง] หนึ่งก้อน
เมื่ออ่านรายละเอียดอย่างจริงจัง จินก็รู้ว่าของรางวัลในครั้งนี้ไม่ได้แย่ไปกว่าข่าวดีที่เขาสามารถตั้งมิติประดิษฐ์เป็นฐานแห่งที่สองเลย
[เคล็ดหลอมจิตวิญญาณ] เป็นวิชาเสริมสำหรับอเวกที่ฝึกฝนมุ่งเน้นไปที่ศาสตร์จิตใจและจิตวิญญาณ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้อเวกเหล่านี้ซึ่งมีร่างกายที่อ่อนแอ ยากที่จะหาโอกาสฝ่าฟันขอบเขตไปสู่อีโวลด้วยกายเนื้อ สามารถก้าวข้ามขอบเขตได้ด้วยจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว
เพราะการฝึกฝนไม่ได้ผูกขาดไปแค่ทางใดทางหนึ่งเท่านั้น การฝึกจิตฝึกฝนวิญญาณก็ต้องพัฒนาให้มนุษย์ก้าวข้ามไปอีกระดับได้เช่นเดียวกัน! เคล็ดหลอมจิตวิญญาณจึงถือกำเนิดขึ้นมาด้วยประการฉะนี้
ส่วนของรางวัลอีกอย่าง [ศิลาเยือกแข็ง] มันเป็นก้อนหยกที่ถูกฝังแน่นอยู่ในอุณหภูมิเยือกแข็งมานับพันๆ ปี จนก่อเกิดเป็นพลังงานความเย็นแฝงลึกอยู่ด้านในก้อนหยก
ของชิ้นนี้...มองอย่างไรก็ไม่เห็นความเกี่ยวข้องกับจินแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่จินเป็นดวงวิญญาณ และมีพลังงานธาตุหยินอยู่เต็มเปี่ยม แต่วิชาฝึกฝนเขาหาใช่ธาตุน้ำแข็งไม่ การจะเพิ่มธาตุน้ำแข็งเข้ามาเพิ่ม มีแต่จะทำให้การฝึกฝนล่าช้าลง ไม่ได้สร้างประโยชน์อันใดขึ้นมา
จินขมวดคิ้วจ้องของรางวัลอย่างที่สองครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแผนที่บนหน้าจอแก้ว
รอยยิ้มค่อยๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของร่างเงาขมุกขมัว นับวันระบบจะยิ่งเอื้ออำนวยเขามากขึ้นทุกวัน แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ก็ด้วย... จินคิด
จินพึงพอใจกับของรางวัลอย่างที่สองพอสมควร อย่างน้อยๆ เขาก็มีของฝากติดมือไปเยี่ยมเยว่ซินแล้ว
ร่างเงาขมุกขมัวรับของรางวัลทั้งหมด ก่อนจะหยิบเคล็ดหลอมจิตวิญญาณออกมาจากช่องเก็บของ
ม้วนคัมภีร์ที่ใสราวกับแก้วตกลงมาบนมือของร่างกึ่งวิญญาณ เมื่อกางออกมา ตัวอักษรที่เขียนสลักเอาไว้จึงเสมือนว่าลอยอยู่กลางอากาศ
“ใช้งาน” เพียงสิ้นเสียง กระแสความรู้และประสบการณ์มากมายพลันพุ่งเข้ามาในจิตของจิน
เนื่องจากเขาเป็นเจ้าของระบบ สิ่งของที่ได้มาล้วนได้รับการอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องอ่านม้วนคัมภีร์จนหมดแต่ก็สามารถเข้าใจทุกสิ่งภายในเคล็ดวิชา ได้รับแม้กระทั่งประสบการณ์ที่มีแต่ผู้คิดค้นเท่านั้นถึงจะมีได้มาครอบครอง
หลังจากซึมซับความรู้ทั้งหมดในชั่วอึดใจ ร่างเงาขมุกขมัวก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง จมจ่อมอยู่ภายในหัวของตนเอง ไม่นานก็ส่ายหัวเล็กน้อย เพื่อไล่อาการปวดหนึบที่ศีรษะออกไป
เป็นจริงดังที่คิด เคล็ดวิชานี้มีขึ้นเพื่อส่งเสริมผู้ฝึกฝนสายจิตวิญญาณให้ก้าวหน้าทัดเทียมผู้ที่ฝึกฝนร่างกาย ไม่เพียงแต่เสริมสร้างจิตวิญญาณให้แข็งแกร่งไร้เปรียบ แต่จิตวิญญาณที่แข็งแกร่งยังช่วยส่งเสริมให้กายเนื้อแข็งแกร่งตามไปด้วย
แน่นอนว่าจะให้ร่างกายแข็งแกร่งเท่าอีโวลที่ผ่านการขัดเกลาร่างกายมาอย่างเต็มที่คงเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทนทานต่อการผลัดเปลี่ยนร่างกายยามพัฒนาร่างกลายเป็นอีโวล
แม้กายเนื้อจะอ่อนแอ ทว่าสิ่งที่เหนือกว่าอีโวลทั่วไปคือผู้ที่ตัดผ่านขอบเขตด้วยจิตวิญญาณจะมีพลังจิตที่แข็งแกร่งมาก เพียงกวาดตามองก็อาจทำให้อเวกระดับเก้าร่างระเบิดตายในพริบตาเดียว ยิ่งมีระดับพลังสูงขึ้นไปอาจใช้เพียงจิตใจสร้างปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เรียกลมเรียกฝนได้ดั่งใจนึก
ร่างกึ่งวิญญาณไล่เรียงความรู้ภายในหัวก็ยิ่งเข้าใจเคล็ดวิชานี้มากขึ้นเรื่อยๆ มันเพิ่มโอกาสตัดผ่านขอบเขตให้กับผู้ฝึกฝนสายจิตวิญญาณมากขึ้นเป็นสิบเท่า หากเสริมสร้างร่างวิญญาณให้ได้ตามที่เคล็ดวิชากำหนด อย่างไรก็ฝ่าฟันข้อจำกัดของมนุษย์ได้อย่างแน่นอน
จินพยักหน้าพึงพอใจกับความรู้ใหม่ที่ได้มา เท่านี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องงมหาวิธีการด้วยตนเองแล้ว ด้วยเคล็ดวิชาที่สร้างขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ เพียงดำเนินรอยตาม ปรับปรุงให้เหมาะกับตนเองอีกเล็กน้อย เท่านี้แผนการที่จะไปถึงอีโวลก็ไม่ไกลเกินเอื้อม